วันหนึง่ ขณะทีผ่ เู้ ขียนก�ำลังค้นหาข้อมูล บางอย่างจาก Google ก็ได้พบกับค�ำภาษา อังกฤษค�ำหนึง่ ทีว่ า ่ Time flies ซึง่ ถ้าแปลเป็น ไทยแล้ว ก็จะได้ใจความว่า “วันเวลาผ่านไป ไวเหมือนโกหก” โดยคุณครูพี่แนนที่เป็น เจ้ า ของคอลั ม น์ ได้ เ ขี ย นบรรยายไว้ ว ่ า “บรรยากาศสิ้นปีใกล้เข้ามาแบบนี้ เดินไป ทางไหนก็มักจะได้ยินส�ำนวนนี้ Time flies! หรือ เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก ถ้าจะให้ ความรู้สึกเซอร์ไพรส์นิด ๆ เสียดายหน่อยก็ ต้องพูดว่า How time flies! เป็นไทยว่า อุ๊ยตาย! เวลามันช่างโบยบิน ไม่ต้องบอกก็รู้ ว่าคนพูดมีความสุขกับปีที่ผ่านมาขนาดไหน เพราะส�ำนวนนี้มาจาก Time flies when you are having fun. เวลาแห่งความสุข มักจะผ่านไปเร็วเสมอ”.... แล้ ว ท่ า นผู ้ อ ่ า นล่ ะ คะ ใกล้ ๆ สิ้ น ปี และจะเริม่ ปีใหม่ 2019 นี้ จะใช้คำ� ไหนดี “Time flies! - เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก” หรือ “How time flies! -อุ๊ยตาย! เวลามันช่างโบยบิน...”? อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนหวังเป็นอย่างที่สุดว่า ตลอดปี 2018 ที่ผ่านมา ท่านผู้อ่านจะใช้ประโยคที่ว่า “อุ๊ยตาย! เวลามันช่างโบยบิน...” และเสริมเติมต่อด้วยว่า แม้น ความสุขมักจะผ่านไปเร็วเสมอ...ทว่าขอให้ผลของความสุขนัน้ คงอยู่กับทุกท่านตลอด นานวัน นานเดือน นานปี และนาน ตลอดไป...เพราะความสุขและผลของความสุข เป็นตัวจักรส�ำคัญ ประการหนึ่งในการขับเคลื่อนชีวิตให้ก้าวไป... ขอ “ความสุขแท้จริง” ตามค� ำ สอนของสมเด็ จ พระสั น ตะปาปาฟรั ง ซิ ส เกี่ ย วกั บ การเรี ย กไปสู ่ ความศักดิส์ ทิ ธิใ์ นโลกปัจจุบนั ในสมณลิขติ เตือนใจ จงชืน่ ชมยินดีเถิด (Gaudete et Exsultate) เป็นก�ำลังใจส�ำหรับทุกท่านในการเดินสวนกระแสสังคมได้อย่างมัน่ คง เปี่ยมด้วยความสุขกาย สุขใจเสมอไป สื่อสาร ธมอ. ฉบับนี้ ปรารถนาเป็นส่วนหนึ่งแห่งความสุขประการหนึ่งของท่าน ผ่านการร้อยเรียง เรื่องราว การแบ่งปันในคอลัมน์ต่าง ๆ ซึ่งในฉบับนี้มีนักเขียนหน้าใหม่เพิ่มขึ้น โดยทางผู้จัดท�ำหวังว่าสื่อสาร ธมอ. จะเป็นอีก 1 เครื่องมือ 1 ช่องทาง ของการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพและมีประโยชน์ส�ำหรับทุกท่าน ท่านสามารถติดตามข่าวคราว เพิ่มเติมและเป็นปัจจุบัน ได้ที่ www.fma.or.th / face book : SalesianSisters Thailand
ขอพระกุมารเจ้าและพระมารดามารีย์ ทรงอวยพรทุกท่าน Merry Christmas and Happy New Year!
สวัสดีค่ะ ท่านผู้อ่านที่เคารพรักทุกท่าน เหลือเวลาอีกเพียงไม่นานก็จะถึงวันขึน้ ปีใหม่ ช่วงเวลานี ้ คงเป็นช่วงเวลาทีห่ ลาย ๆ คนตัง้ ตารอคอย เพราะถือเป็นฤกษ์ งามยามดีที่จะเริ่มต้นสิ่งใหม่ และทิ้งวันเวลาที่เลวร้ายให้ผ่าน ไปกับปีเก่า บางคนอาจจะถือเอาช่วงเวลานี้ปรับปรุงตัว และ หวั ง ต่ อ ไปในอนาคตว่ า สิ่ ง ดี ๆ ย่ อ มจะเกิ ด ขึ้ น ในปี ใ หม่ แน่นอน
4
Edith Lovejoy Pierce กล่าวว่า เราจะเปิดหนังสือเล่มหนึ่งที่มี แต่หน้ากระดาษว่างเปล่า แล้วเราจะเขียนถ้อยค�ำ ต่าง ๆ ลงไปในนั้นด้วยตัวเอง หนังสือเล่มนี้มีชื่อว่า "โอกาส" และบทที่หนึ่งก็คือ "วันปีใหม่" Einstein ก็ตงั้ ปณิธานว่า เรียนรูจ้ ากวันวาน มีชวี ติ อยูเ่ พือ่ วันนี้ มีความหวังเพื่อวันพรุ่งนี้ Mark Twain เตือนใจเราว่า วันนี้คือวันที่ช่วยย�้ำเตือนให้ เรานึกถึงว่า เราจะท�ำอะไรใน 364 วันที่เหลือ Hal Borland มั่นใจในค�ำกล่าวของเขาว่า วันสิ้นปีไม่ได้ หมายถึงการสิ้นสุดหรือการเริ่มต้นใด ๆ แต่คือการด�ำเนินต่อไป ของการเก็บเกี่ยวประสบการณ์ชีวิต ทว่าประสบการณ์ชีวิตที่ ทรงคุณค่าและประเสริฐยิ่งนั้นคือ “สันติสุข” สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสได้ทรงจุดประกายความ คิดเพือ่ เสริมสร้างความรัก ความเป็นน�ำ้ หนึง่ ใจเดียวกันอันน�ำมา ซึง่ “สันติสขุ ” แท้จริงด้วยพระด�ำรัสทีห่ นักแน่นว่า การสร้างสันติ เป็น “ศิลปะ” ที่เรียกร้องความสงบ การสร้างสรรค์ ความสุขุม รอบคอบ การมีจิตใจอ่อนโยน และความช�ำนาญ แท้จริงแล้ว แก่นแท้ของทุกศาสนาคือ สันติภาพ สันติสขุ สันติธรรมและนี่คือแก่นแท้ภายในจิตใจ แม้สถานะโดยสมมติ ภายนอกของแต่ละคนอาจแตกต่างกัน แต่หากเข้าใจแก่นแท้ใน ศาสนาของตนอย่างแท้จริงแล้วไซร้ จิตของทุกคนก็จะมีสภาพ แห่งสันติสุข และสันติภาพก็จะบังเกิดขึ้นในโลกอย่างแน่นอน ในนามของท่ า นอั ค ราธิ ก าริ ณี และสมาชิ ก คณะธิ ด า แม่พระองค์อปุ ถัมภ์ ซิสเตอร์ขออ�ำนวยพรความสุขแห่งเทศกาล พระคริสตสมภพและสวัสดีปใี หม่ แด่ทา่ นผูป้ กครอง ผูม้ พี ระคุณ
สมาชิกในครอบครัวซาเลเซียน คณะครู ศิษย์เก่า บรรดา เด็ก/เยาวชน และผูม้ นี ำ�้ ใจดีทกุ ท่าน ให้ประสบแต่สนั ติสขุ สันติภาพ และสันติธรรม เพือ่ ร่วมกันสร้างสรรค์ชวี ติ ด้วย ความสุขที่ประเสริฐสุด “ไม่มีสุขใดเสมอเท่าความสงบ สันติ”
May you have the gladness of Christmas which is HOPE the spirit of Christmas which is PEACE the heart of Christmas which is LOVE Happy Christmas & Happy New Year 2019 ขอพระพรของพระเยซูกุมารและพระแม่มารีย์ จงสถิตอยู่กับทุกท่านค่ะ ซิสเตอร์อักเนส นิภา ระงับพิษ
อธิการิณีเจ้าคณะแขวง คณะธิดาแม่พระองค์อุปถัมภ์แห่งประเทศไทย
“Venite e vedrete” วันที่ 30 กันยายน – 6 ตุลาคม 2018 ซิสเตอร์มัลลิกา ด้านซอม ซิสเตอร์ปัจจนีย์ ไทยล�ำภู และซิสเตอร์ โยธิกา บุญธาตุ ได้เข้าเงียบประจ�ำปีร่วมกับกลุ่มซิสเตอร์ของหมู่คณะ Visitatoria RMC รวม10 คน ณ Casa Santa Rosa, Castel Gandolfo โรม อิตาลี โดยมี Sr.Maria del Carmen Canales เป็นผู้เทศน์เข้าเงียบและให้การอบรม ในบรรยากาศแบบครอบครัว...
อบรมสื่อศึกษา
ซิสเตอร์ยุพดี จารุวิภาค อธิการิณีโรงเรียนเซนต์เมรี่ และซิสเตอร์วิรินทิพย์ อินทรแย้ม ผู้ประสานงานฝ่ายสื่อสาร มวลชน ได้รบั เชิญเป็นวิทยากรให้การอบรมแก่นกั ศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิต สาขาวิชาชีพครู คณะศึกษาศาสตร์ วิทยาลัยสันตพล อุดรธานี ในโครงการสัมมนาทางการศึกษาภายใต้หวั ข้อ “สือ่ ศึกษา" จ�ำนวน 60 คน ในวันที่ 15 กันยายน 2561
ก้าวเดินในนวกสถานนานาชาติ...
ฝ่ายอบรมส่วนกลางคณะธิดาแม่พระองค์อปุ ถัมภ์ จัดการพบปะ ธมอ. ผูร้ บั ผิดชอบการอบรมถึงก้าวเดินในนวกสถาน นานาชาติ ระดับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (CIAO) ที่ประเทศฟิลิปปินส์ จ�ำนวน 9 คน ที่บ้านธารพระพร สามพราน ระหว่าง วันที่ 26-27 กันยายน 2018 โดยมี Sr.Nieves Reboso ผู้รับผิดชอบงานฝ่ายอบรมระดับคณะ ร่วมกับ Sr.Maria Fisichella ผู้ประสานงานฝ่ายอบรม ได้น�ำการอบรมในครั้งนี้
5
Welcome all of you CIAO-SPR…
วันที่ 27 กันยายน 2018 สมาชิกซิสเตอร์ ธิดาแม่พระองค์อุปถัมภ์ จากฟิลิปปินส์ ฮ่องกง ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น ติมอร์ ไทย และสมาพันธ์กิ่ง แขวงกัมพูชา-เมียนมา เขตเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ - CIAO จ�ำนวน 42 คน ได้เดินทางมาถึงบ้าน ธารพระพร สามพราน เพื่อเข้าร่วมประชุมรับฟัง การถ่ายทอดเอกสารของคณะ “Orientamenti per la tappa Formativa dello Iuniorato”
6
โดยระหว่างวันที่ 28 กันยายน – 1 ตุลาคม 2018 Sr.Nieves Reboso เป็นประธานในการถ่ายทอดเอกสารฝ่ายอบรม…ในครั้งนี้ เพื่ อ ถ่ า ยทอดเอกสารของคณะ “Orientamenti per la tappa Formativa dello Iuniorato” พร้อมด้วย Sr.Maria Fisichella ผูป้ ระสานงานฝ่ายอบรมระดับศูนย์กลาง โอกาสนี้ ยังเป็นการรือ้ ฟืน้ บทบาท ของผู้ที่ท�ำหน้าที่อธิการิณีในหมู่คณะ ระหว่างวันที่ 2-3 ตุลาคม ด้วย
ซิสเตอร์ Sr.Nieves ได้มอบเอกสารให้สมาชิกผู้เข้าประชุมพบปะ ก่อน น�ำเสนอเนื้อหาที่บรรจุในเอกสาร ท่านได้ชี้แจงจุดประสงค์ของการประชุมพบปะ ในครั้งนี้ และวัตถุประสงค์เฉพาะของเอกสาร เพื่อสร้างความตระหนักถึงแนวทาง การอบรมซิสเตอร์ผู้เยาว์ของคณะในภาพรวม
บรรยากาศของการถ่ายทอดนี้ เป็นไป ในบรรยากาศของการไตร่ตรอง การแบ่งปันตาม จิตตารมณ์ครอบครัว ทั้งในบรรยากาศของการภาวนา ผ่านทางพิธบี ชู าขอบพระคุณ โดยมีคณ ุ พ่อฟรังซิส ไกส์ ซดบ. เป็นประธานในพิธี และการภาวนาในแต่ละช่วงตอนของวัน
นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมประชุมยังได้มีโอกาสไปทัศนศึกษาที่ฟาร์ม จระเข้ สามพราน เพื่อชมการแสดงการจับจระเข้ การแสดงมายากล การ แสดงช้างและยุทธหัตถีและโรส การ์เด็น รีเวอร์ไซด์ สวนสามพราน ชมธรรมชาติ ทุกคนตื่นตาตื่นใจกับสิ่งที่ได้เยี่ยมชม ...เป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาแห่งพระพร...
7
Salesian Family East Asian Interprovincial Conference ซิสเตอร์นิภา ระงับพิษ อธิการิณีเจ้าคณะแขวง ซิสเตอร์รัตนา ระดมกิจ ผู้ประสานงานฝ่ายครอบครัวซาเลเซียน ซิสเตอร์สภุ าวรรณ โชติผล ผูร้ บั ผิดชอบซาเลเซียนผูร้ ว่ มงาน และตัวแทนประเทศไทย เข้าร่วมสัมมนา หัวข้อ Dream – Resourse – Challenge ที่ประเทศฟิลิปปินส์ ระหว่างวันที่ 5-7 ตุลาคม มีผู้แทนของแขวงต่าง ๆ ของ CIAO ทั้ง 9 แขวง รวมผู้เข้าร่วม ประมาณ 55 คน โดยมี Sr. María Luisa Miranda ผู้รับผิดชอบฝ่ายครอบครัวซาเลเซียนของคณะ เป็นประธาน
8
ค่ายอบรมอาสาสมัคร... ฝ่ายกิจกรรมอภิบาล ได้จัดให้มีการเข้าค่ายอบรมอาสาสมัคร SSYV ระหว่างวันที่ 9-12 ตุลาคม 2018 ณ บ้าน สเตลลา มารีส ชะอ�ำ เพชรบุรี จ�ำนวนกว่า 60 คน โดยมีซิสเตอร์ยุพดี จารุวิภาค ผู้รับผิดชอบกลุ่มอาสาสมัคร VIDES และ SSYV เป็นผู้ด�ำเนินการอบรม ซึ่งมีจุดประสงค์เพื่อพัฒนาความรู้และประสบการณ์ของการมีภาวะเป็นผู้น�ำที่พร้อมจะ ให้ความช่วยเหลือและอุทศิ ตนเพือ่ ประโยชน์สว่ นรวม อาศัยการอบรมตามกิจกรรมฐานและการออกไปปฏิบตั จิ ริงตามสถานที่ ที่ก�ำหนดไว้ การอบรมในครั้งนี้อาสาสมัครต่างมีความสุขความยินดีที่ได้เป็นผู้รับและผู้ให้ในเวลาเดียวกัน
สัมมนาพัฒนาบุคลากรสถาบันในเครือ ธมอ. วันที่ 10-12 ตุลาคม 2018 ฝ่ายบริหารจัดการ ได้จัดสัมมนาพัฒนาบุคลากรสถาบันในเครือ ธมอ. ที่บ้านธารพระพร สามพราน มีผู้เข้าร่วม จ�ำนวน 160 คน โดยได้รับการแบ่งปันจากวิทยากรหลายด้านด้วยกัน ซึ่งเป็นการเพิ่มความรู ้ ความเข้าใจและสามารถน�ำไปประยุกต์ในชีวิตประจ�ำวันได้อย่างดีเยี่ยม
9
“คิดมันส์ ทันสื่อ...Like Know Show Share” สไตล์ ธมอ. ฝ่ า ยสื่ อ สารมวลชน ได้ จั ด การอบรมเชิ ง ปฎิ บั ติ ก ารการ ผลิตสื่อด้วยโปรแกรมและแอปพลิเคชั่นต่าง ๆ ส�ำหรับนักเรียน และครูโรงเรียนในเครือ ธมอ. จ�ำนวน 60 กว่าคน ในห้วข้อ “คิดมันส์ ทันสือ่ ...Like Know Show Share” สไตล์ ธมอ. ณ บ้านธารพระพร สามพราน ระหว่างวันที่ 13-17 ตุลาคม 2018
ประชุมพบปะผู้ดูแลกลุ่มเลารา... เมื่อวันที่ 18-19 ตุลาคม 2018 ฝ่ายอบรม ได้จัดการประชุมพบปะ ผู้ดูแลกลุ่มเลารา ณ มารีย์อุปถัมภ์ สามพราน โดยมีซิสเตอร์นิภา ระงับพิษ อธิการิณีเจ้าคณะ อยู่ท่ามกลางผู้เข้ารับการอบรม ได้แบ่งปันข้อคิดเกี่ยวกับ การสร้างความตระหนักในการเป็นนักอบรม ธมอ. ในบรรยากาศของ ความซื่อ เรียบง่ายและความเป็นครอบครัว
10
ผู้ใหญ่...ปรีชาญาณของชีวิต เมื่อวันที่ 10-12 ธันวาคม 2018 ฝ่ายอบรม ได้จัดอบรมสมาชิกวัยผู้ใหญ่ ตอนปลาย (กลุ่มผู้สูงวัย) ที่บ้านธารพระพร สามพราน มีจ�ำนวนผู้เข้าร่วมทั้งสิ้น 25 คน โดยมีซิสเตอร์นิภา ระงับพิษ อธิการิณีเจ้าคณะแขวง เป็นประธาน และมีวิทยากรหลากหลายหัวข้อมาแบ่งปัน ทั้งด้านในด้านสุขภาพและชีวิตจิต
ค่ายกระแสเรียก 2018 ซิสเตอร์คณะธิดาแม่พระองค์อุปถัมภ์ ได้จัดค่ายกระแสเรียก ภายใต้ชื่อว่า “ค่ายมิตร มารีย์ 2018” หัวข้อ “Come and see…In to the deep” ระหว่างวันที่ 29 พฤศจิกายน ถึง วันที่ 2 ธันวาคม 2561 มีเด็กและเยาวชนจากโรงเรียนในเครือ ธมอ. และจากโรงเรียนด�ำเนินวิทยา ราชบุรี รวมจ�ำนวนทั้งสิ้น 104 คน ในบรรยากาศของความสุข สนุกสนาน ร่าเริงยินดีและการเรียนรู้...
11
เมื่ อ วั น ที่ 28 พฤศจิ ก ายน 2018 คณะธิ ด า แม่พระองค์อปุ ถัมภ์ ได้ทำ� พิธอี ำ� ลา ขอบคุณและภาวนาแด่ดวงวิญญาณ ของซิสเตอร์นาเดีย แฟร์โร ธรรมทูตผู้ยิ่งใหญ่ ในพิธีบูชาขอบพระคุณปลงศพผู้ล่วงลับ ณ วัดนักบุญโยเซฟ บ้านโป่ง ราชบุรี โดยพระสังฆราชยอห์นบอสโก ปัญญา กฤษเจริญ เป็นประธาน ในบรรยากาศของความรัก ความรู้คุณ และความอาลัยยิ่ง
12
นาเดีย แฟร์ โร
ซิสเตอร์นาเดีย แฟร์โร เกิดวันที่ 17 กรกฎาคม ค.ศ. 1932 (พ.ศ. 2475) เมืองเจนัว ปฏิญาณตนครั้งแรก วันที่ 6 สิงหาคม ค.ศ. 1950 (พ.ศ. 2493) อายุเ พียง 18 ปี ที่มอนโตจโจ เมืองเจนัว เป็นสมาชิกคณะธิดาแม่พระ องค์อุปถัมภ์ แขวงนักบุญมาเรีย มัสซาแรลโล ประเทศไทย เรื่องราวชีวิตของท่าน ที่ได้บันทึกไว้เพียงสั้น ๆ มีดังนี้ “ฉันเกิดในครอบครัวธรรมดา ๆ ไม่ได้หรูหราอะไร ฉันมีพี่สาวหนึ่งคนซึ่งภายหลังถวายตนเป็นธิดาแม่พระองค์อุปถัมภ์เหมือนกัน (พี่สาวเสียชีวิตวันที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2560) ครอบครัวของเราเต็มเปี่ยมไปด้วยความรักที่เข้มแข็ง คุณพ่อเป็นคนท�ำงานที่ฉลาด มีไหวพริบ ส่วนแม่ เป็นคนอ่อนโยน คอยสร้างบรรยากาศในบ้านให้อบอวลไปด้วยความรักและความสามัคคี ถึงแม้ว่าบางครั้งจะมี
อุปสรรคในการเจริญชีวติ ด้วยกันบ้างก็ตาม แต่ดว้ ยความเชือ่ และตัวอย่างทีด่ ขี องท่าน ช่วยให้เราได้รู้จักและรักพระเจ้า สงครามโลกครั้งที่ 2 ได้อุบัติขึ้น ตอนนั้นฉันอายุได้เพียง 8 ปีเท่านั้น สงคราม กินเวลายาวนาน 5 ปี พวกเราต้องเผชิญกับความยากล�ำบากมากมาย เกิดภาวะ ข้าวยากหมากแพง แต่คุณพ่อจัดหาสิ่งจ�ำเป็นให้ครอบครัวเสมอ แม้จะไม่มากนัก และยังหาวิธีแบ่งปันให้กับเพื่อนบ้านที่ยากจนกว่าด้วย ในภาวะสงครามเช่นนี้ ไม่มี อะไรแน่นอน การวิ่งลงหลุมหลบภัย ความกลัว การทิ้งระเบิด แต่ยังพอมีความยินดี อยูบ่ า้ งเมือ่ มีการประกาศพักรบชัว่ คราวเมือ่ วันที่ 25 เมษายน ค.ศ. 1945 (พ.ศ. 2488) บ่ายวันนั้นเราได้ยินเสียงเครื่องยนต์ นึกว่าเป็นเสียงเครื่องบินของฝ่ายพันธมิตร แต่ทไี่ หนได้พวกเขากลับทิง้ ระเบิดลงมา ผูค้ นล้มตายกันมากมายรวมทัง้ พ่อแม่ของฉันด้วย พ่อแม่อยู่บนถนน ห่างจากจุดที่ระเบิดลงประมาณ 3 เมตร ขณะรอรับพี่สาวที่วิ่งกลับ ไปบ้านเพื่อส่งปืนคืนให้กับเพื่อนของพ่อ ซึ่งฝากไว้กับพ่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน พี่สาวรอด ชีวิต ฉันก็เช่นกันเพิ่งกลับจากบ้านคุณปู่ซึ่งอยู่ห่างจากที่เกิดเหตุประมาณ 100 เมตร และในวันเดียวกันนี้เองได้มีการประกาศสันติภาพ สงครามสิ้นสุดลง เราสองพี่น้อง กลับกลายเป็นเด็กก�ำพร้า เหลือเพียงเราสองพีน่ อ้ งกับบ้านทีถ่ กู ท�ำลายไปครึง่ หลัง ตาม กฎหมายจะต้องมีผู้ปกครองซึ่งเป็นญาติพี่น้องของเรา บุคคลที่มาเป็นผู้ปกครองของ เราคือ คุณพ่อ Settimo Lazzeri ท่านได้พาเราไปอยู่โรงเรียนประจ�ำที่ Istituto di Gennva Corso Sardegna 86. ความบรรเทาที่เราได้รับจากคณะคือ คุณพ่อบอสโก ซึ่งมีรูปปั้นของท่านตั้งอยู่กลางวัด รูปปั้นนั้นเองที่ฉันและพี่สาวต่างเพ่งพิศร�ำพึง รัก และเฉลิมฉลองด้วยกันในวัดที่ถวายแด่คุณพ่อบอสโกซึ่งอยู่ใกล้บ้านของเรา” คุณพ่อบอสโกรอท่านอยู่ที่นั้นและไม่ยอมปล่อยให้ท่านออกไปจากบ้านของ พ่ออีกเลย สองพี่น้องต่างก็ไม่มีใครทราบว่า ทั้งสองได้สมัครเข้าคณะธิดาแม่พระ องค์อุปถัมภ์เหมือนกัน หลังจากการปฏิณาณตนครั้งแรก ในปี ค.ศ. 1950 ซิสเตอร์นา เดียได้ศึกษาเล่าเรียน ขณะเดียวกันก็เป็นผู้ดูแลเด็กและเป็นผู้ช่วยเหรัญญิก ท่านเล่า อีกว่า “องค์พระผูเ้ ป็นเจ้า ได้ให้ของขวัญพิเศษแก่ท่านอีก นั่นคือ การเป็นธรรมทูต” ท่านถูกส่งตัวไปยังตุรินที่ Istituto Pegadogico ซึ่งเพิ่งเปิดได้ไม่นาน ท่านจบด้าน การศึกษาจากสถาบันนั้น
13
หลังการปฏิญาณตนตลอดชีวิตในเดือนกันยายน ท่านได้อำ� ลาพีส่ าวอันเป็นทีร่ กั และบรรดาผูใ้ หญ่ทที่ า่ นเคารพ เพือ่ ออกเดินทาง ไปเป็นธรรมทูตยังประเทศไทย ท่านถึงเมืองไทยวันที่ 22 ตุลาคม ค.ศ. 1956 (พ.ศ. 2499)
บ้านแรกที่ท่านอยู่คือ บ้านโป่ง ท่านเรียนภาษาไทย และท�ำหน้าที่ดูแลนักเรียนประจ�ำด้วย ปี ค.ศ. 1960 (พ.ศ. 2503) เปิดบ้านใหม่ที่กรุงเทพ เป็นบ้านศูนย์กลางแขวงไทย ท่านเป็นหนึ่งใน สี่คนที่ย้ายไปประจ�ำบ้านใหม่นี้ ปี ค.ศ. 1970 (พ.ศ. 2513) เป็นอธิการบ้าน ติดต่อกัน 6 ปีและที่สุดได้รับเลือกให้เป็น อธิการิณีแขวง เป็นเวลา 8 ปี 14 ปี ค.ศ. 1985-1989 เป็นนวกจารย์ที่นวกสถาน หัวหมาก ปี ค.ศ. 1989-1995 เป็นอธิการิณี โรงเรียนธิดานุเคราะห์ หาดใหญ่ ปี ค.ศ. 1995-1997 เป็นอธิการิณี หมู่คณะที่ศาลาแดง กรุงเทพอีกสมัย ปี ค.ศ. 1996-2007 เป็นเหรัญญิกแขวง (11 ปี) จากนั้นช่วงที่เหลือของชีวิตท่าน ท่านประจ�ำอยู่บ้านศูนย์กลางคณะที่ศาลาแดง ท�ำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย ต่าง ๆ เช่น เป็นผู้ช่วยเหรัญญิกแขวง รับผิดชอบสัตบุรุษชาวอิตาเลียน สุขภาพท่านไม่ค่อยแข็งแรง แต่ท่านก็อุทิศตนท�ำงานท่ามกลางเยาวชน ทุ่มเทความสามารถของตนทั้งหมด เพื่อพัฒนากิจการของคณะในเมืองไทย ท่านเป็นคนร่าเริง มีจิตตารมณ์ครอบครัว เป็นที่รักของทุกคน ศิษย์เก่า มาเยี่ยมเยียนท่านไม่ขาดเมื่อครั้งที่ท่านอยู่ศาลาแดง
ท่านมีความศรัทธาต่อแม่พระ พระหฤทัยของพระเยซูเจ้า และต่อผู้ตั้งคณะทั้งสองเป็นอย่างมาก
ขอขอบคุณซิสเตอร์นาเดีย ส�ำหรับแบบอย่างชีวิตที่เป็นพยานถึงความรักใจดีมีเมตตาของพระเจ้า ต่อทุกคนที่ได้มีโอกาสได้พบปะกับท่าน ไม่ยกเว้นใคร ขอท่านเสนอวิงวอนพระเจ้าเพื่อเราทุกคนจะได้สามารถ เลียนแบบชีวิตของท่าน แม้สักเสี้ยวหนึ่งก็ยังดี
หัวหมาก
หลักคุณธรรมทางศาสนา ส�ำหรับผู้บริหารในสถานศึกษา…
ซิสเตอร์ผกามาศ มาสอน ร่วมเป็นแบ่งปันเกี่ยวกับหลักคุณธรรมทางศาสนา ส�ำหรับผู้บริหารในสถานศึกษา ในหัวข้อ คุณธรรม จริยธรรม จรรยาบรรณของผูบ้ ริหารในสถานศึกษา ณ โรงแรมสวนสุนนั ทา เมือ่ วันที่ 8 กันยายน 2018
ยินดีต้อนรับ...
ระหว่างวันที่ 16-30 กันยายน 2018 หมู่คณะ มารีย์นิรมล หัวหมาก ได้ให้การต้อนรับนักศึกษา ฝึกประสบการณ์วิชาชีพ ปวช. ปี 2 จากวิทยาลัย ต่าง ๆ ของบริษัท S&P จ�ำนวน 140 คน ท�ำให้บ้าน บรรยากาศของหมู ่ ค ณะกลั บ มี ชี วิ ต ชี ว าเหมื อ น ศูนย์เยาวชนของคุณพ่อบอสโกอีกครั้งหนึ่ง
ศาลาแดง ร่วมพิธแี ห่งความยินดี...
ซิสเตอร์มาการีตา เปเรส ซิสเตอร์ แอลดา และซิสเตอร์อุดม ศรีดารุณศิลป์ เป็นตัวแทนหมู่คณะร่วมพิธีขอบพระคุณ พระเจ้า โอกาสฉลองการปฏิญาณตนครบ 25 ปี และการปฏิญาณตนครัง้ แรก ของสมาชิกสถาบันธิดาพระราชินมี าเรีย เมือ่ วันที่ 6 ตุลาคม 2018
87 ปี แห่งธารพระพร...
วันที่ 14 พฤศจิกายน 2018 โอกาส ครบ 87 ปี ของแขวงไทย ทีธ่ รรมทูตรุน่ แรกได้ มาถึง หมู่คณะศาลาแดงร่วมกันขอบพระคุณ พระเจ้ า ส� ำ หรั บ พระพรพิ เ ศษนี้ ขอบคุ ณ บรรดาธรรมทู ต ที่ อุ ทิ ศ ตนด้ ว ยความรั ก ความเสียสละและกระท�ำคุณความดีมากมาย เพื่อช่วยวิญญาณเยาวชนไทยให้รอดพ้น
15
สามพราน
ร่วมชุมนุมครูค�ำสอน...
ซิสเตอร์พรพิรุณ จันทร์เด่นดวง และครูคาทอลิก โรงเรียนมารีย์อุปถัมภ์ สามพราน จ�ำนวน 10 คน ร่วมชุมนุมครูค�ำสอน อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ ครั้งที่ 11 ชุมนุมครูคาทอลิก ครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2018 ที่อาสนวิหารแม่พระรับเกียรติยกขึ้นสวรรค์ กรุงเทพฯ
มาเดอร์เยี่ยมบ้าน...
ระหว่างวันที่ 3-9 ธันวาคม 2018 ซิสเตอร์นิภา ระงับพิษ อธิการิณเี จ้าคณะแขวง ได้เยีย่ มเยียนหมูค่ ณะมารียอ์ ปุ ถัมภ์ สามพราน อย่างเป็นทางการ ในบรรยากาศของความชืน่ ชมยินดี ความเป็นครอบครัว และในความรักรู้คุณต่อพระเจ้า
16
เชียงใหม่ กีฬาสีสร้างสัมพันธ์...
วันที่ 1 กันยายน 2018 เยาวชนธิดารักษ์ จอมทอง ได้ร่วมกิจกรรมกีฬาสีประจ�ำปี โดยมีซิสเตอร์อเดไลเด ซู แ ปร์ ติ โ น เป็ น ประธานในพิ ธี กิ จ กรรมในครั้ ง นี้ เ ป็ น การเสริมสร้างความรัก ความสามัคคีและการเสียสละตน ในบรรยากาศที่สนุกสนาน ร่าเริงยินดี
BIBLE GAME
เยาวชนธิดารักษ์ จอมทอง ร่วมกิจกรรม BIBLE GAME เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2018 ณ ที่บ้านธิดารักษ์ จอมทอง โดยมี พระสังฆราช ฟรังซิสเซเวียร์ วีระ อาภรณ์รตั น์ เป็นประธานในพิธีบูชาขอบพระคุณ และหลังพิธี ได้มี กิจกรรมฐานต่าง ๆ เกี่ยวกับการให้ความรู้พระคัมภีร์ …
มารีย์นิรมล- สามพราน จาริกแสวงบุญ
เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2018 หมู่คณะมารีย์นิรมล สามพราน ไปจาริกแสวงบุญที่อาสนวิหารแม่พระ บางนกแขวก สมุทรสงคราม โอกาสวันฉลองแม่พระ บังเกิด ทั้งเพื่อเป็นการย้อนรอยบรรดาธรรมทูต 6 ท่านแรกของคณะ โอกาส 350 ปีของมิสซังสยาม
เข้าเงียบประจ�ำปี…
เยาวชนผู้สนใจด้านกระแสเรียก จ�ำนวน 4 คน ของหมู่คณะมารีย์นิรมล สามพราน ได้เข้าเงียบ ประจ�ำปี โดยมีคุณพ่อบุญเลิศ ปณีตัธยาศัย ซดบ. อธิการบ้านซาเลเซียน สามพราน เป็นผู้เทศน์อบรม ระหว่างวันที่ 14-16 พฤศจิกายน 2018
หาดใหญ่ 17
ร่วมฟื้นฟูจิตใจ…
วันที่ 23 ตุลาคม 2018 สมาชิกหมูค่ ณะหาดใหญ่ ได้เข้าร่วมฟื้นฟูจิตใจพร้อมกับสัตบุรุษวัดแม่พระประจักษ์ เมืองลูร์ด หาดใหญ่ โอกาสเตรียมฉลอง 350 ปีมิสซังสยาม และเตรียมฉลอง 50 ปีสังฆมณฑลสุราษฎร์ธานี โดยมี พระสังฆราชประธาน ศรีดารุณศีล เป็นผูเ้ ทศน์และแบ่งปัน พระวาจาตอน “แม่พระเสด็จเยี่ยมฯ”
สรรเสริญพระมารดาผู้นิรมลทิน ….
โรงเรี ยนธิดานุเคราะห์ หาดใหญ่ ได้จัด กิ จกรรม เทิดเกียรติพระมารดาผูน้ ริ มลทิน เมือ่ วันที่ 7 ธันวาคม 2018 โดยนั ก เรี ย นทุ ก ระดั บ ชั้ น พร้ อ มใจกั น เข้ า ร่ ว มกิ จ กรรม อย่างพร้อมเพรียง มีการแสดงละครสั้นจากตัวแทนนักเรียน ในบรรยากาศของความรัก ความศรัทธาต่อพระนาง
วิสุทธิวงศ์
กตัญญูรู้คุณ...
วันที่ 7 กันยายน 2018 หมู่คณะวิสุทธิวงศ์ พร้อมกับคณะครู นักเรียน พนักงานได้ร่วมใจกันแสดงความกตัญญูรู้คุณต่อ ซิสเตอร์ลับ สมจันทร์ อธิการิณี คณะซิสเตอร์ และขอบคุณซึ่งกันและกัน
สัปดาห์พระคัมภีร์
บึงกาฬ
วันที่ 29-31 ตุลาคม โรงเรียนวิสุทธิวงศ์ ได้จัด สัปดาห์พระคัมภีรข์ นึ้ โดยซิสเตอร์ศรีวไิ ลวรรณ คิม้ แหน และทีมงาน ในบรรยากาศของการเตรียมเฉลิมฉลอง ด้วยการย้อนรอย 350 ปี มิสซังสยาม ด้วยกิจกรรม ต่าง ๆ ที่เอื้อต่อการเติบโตด้านความเชื่อ
18
ส่งความสุขคริสต์มาส... ยินดีต้อนรับท่าน...
หมู่คณะบึงกาฬ ยินดีต้อนรับ ซิสเตอร์นิภา ระงับพิษ อธิการิณีเจ้าคณะแขวง ที่ท่านได้มาอยู่ร่วมชีวิตกับหมู่คณะ โอกาสการเยีย่ มบ้านประจ�ำปี ระหว่างวันที่ 5-7 พฤศจิกายน 2018 ท่านได้พบปะสมาชิก คณะครู นักเรียน พนักงาน และนักเรียนคาทอลิก
เมือ่ วันที่ 6 ธันวาคม 2018 ซิสเตอร์ดาริณี หมัน้ ทรัพย์ และซิสเตอร์ศภุ วรรณ เดือ่ มทัน้ พร้อมใจกัน ส่ ง ความสุ ข คริ ส ต์ ม าส แด่ พ ระสั ง ฆราชลื อ ชั ย ธาตุวิสัย ณ ส�ำนักพระสังฆราชสังฆมณฑลอุดรธานี
บ้านโป่ง ยินดีต้อนรับศิษย์เก่า...
วันที่ 6 ธันวาคม 2018 หมูค่ ณะพระหฤทัย พระเยซูเจ้า บ้านโป่ง ได้ให้การต้อนรับศิษย์เก่า โรงเรียนธิดานุเคราะห์ หาดใหญ่ ซึ่งได้เดินทาง มาเยี่ ย มซิ ส เตอร์ โ รซาเลี ย สมพิ ศ เจนผาสุ ก และซิสเตอร์แมรี่ จิตอุทัศน์
ร่วมพิธีปฏิญาณตนตลอดชีพ...
สมาชิกหมู่คณะพระหฤทัย บ้านโป่ง ได้ไปร่วมพิธี ปฏิญาณตนตลอดชีพของซิสเตอร์คณะผู้รับใช้คนป่วย แห่ ง นั ก บุ ญ คามิ ล โล ที่ วั ด นั ก บุ ญ ยอแซฟ บ้ า นโป่ ง เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2018 โดยมีพระสังฆราช ยอห์น บอสโก ปัญญา กิจเจริญ เป็นประธานในพิธี
เซนต์เมรี่
19
พิธีเปิดและเสกอาคาร…
โรงเรียนเซนต์เมรี่ อุดรธานี ได้มีพิธีเปิดและเสกอาคารยอห์น บอสโก โดยพระสังฆราชยอแซฟ ลือชัย ธาตุวิสัย ประมุขแห่งสังฆมณฑลอุดรธานี เป็นประธานในพิธี เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2018
วิชาการสร้างสรรค์ มหัศจรรย์แห่ง การเรียนรู้สู่ 4.0”
วันที่ 16 พฤศจิกายน 2018 โรงเรี ย นเซนต์ เ มรี่ อุดรธานี ได้จดั งานวันวิชาการ 2018 ภายใต้หวั ข้อ “วิชาการสร้างสรรค์ มหัศจรรย์แห่งการเรียนรูส้ ู่ 4.0” โดยซิสเตอร์นภิ า ระงับพิษ อธิการิณเี จ้าคณะแขวง เป็นประธานในพิธีเปิด...
โอกาสที่องค์กร VIDES ท�ำฉลองครบ 30 ปีแห่งการก่อตั้ง ได้มีการเลือกตั้งประธาน คนใหม่ จาก Sr.Leonor Salazar เป็น Sr.Annecie Audate
20
ในวันอาทิตย์ 18 พฤศจิกายน ได้มีการอบรมอาสาสมัครที่ต้องการใช้ชีวิต ในต่างประเทศ ที่ส�ำนักงาน VIDES ในกรุงโรม ซิสเตอร์พรรณี จารุวิภาค เข้าร่วม ด้วย Sr.Annecie Audate ประธานคนใหม่ น�ำผู้เข้าร่วม ในการค้นพบวิสัยทัศน์ และพันธกิจของ VIDES นานาชาติ ในการส่งเสริมสันติภาพความยุตธิ รรมและสิทธิ มนุษยชนในโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในส่วนที่เปราะบางที่สุดของประชากรโลก นอกจากนี้ ยังมีการแบ่งปันของอาสาสมัคร ซึ่งไปอยู่ ทีฟ่ ลิ ปิ ปินส์เกือบหนึง่ ปี กับซิสเตอร์ซาเลเซียน เพือ่ ช่วยเหลือ เด็กทีถ่ กู ท�ำร้าย เยาวชน 13 คน และธมอ. 5 คน ร่วมแบ่งปัน ความคาดหวังฝันและความปรารถนาทีจ่ ะเป็น "คริสตชนทีด่ ี และพลเมืองที่ซื่อสัตย์" ในจิตตารมณ์ของคุณพ่อบอสโก ที่มี ความกระตือรือร้นอันมาจากหัวใจที่เปี่ยมสุขของเรา
เรียน มาเดอร์อีวองที่รักยิ่ง
.......พวกเรามีความภาคภูมิใจที่ได้เป็น VIDES เพราะมันเป็น ประสบการณ์ที่ท�ำให้ชีวิตดูมีค่า และมีชีวิตชีวาอยู่ตลอด ความรู้สึก ก่อนเป็นอาสาสมัครคิดว่า ตั้งใจจะเป็นผู้ให้ แต่เมื่อสัมผัสและท�ำงาน งานอาสาจริง ๆ ท�ำให้รวู้ า่ เราสามารถเป็นทัง้ ผูใ้ ห้และผูร้ บั พร้อมๆ กัน นัน่ คือเมื่อเราให้แรงกาย แรงใจ สติปัญญา ถ่ายทอดความสามารถ ความรู้ ประสบการณ์ เราก็เป็นผู้รับประสบการณ์ดี ๆ น่าจดจ�ำ ได้พัฒนาตนเอง ได้เรียนรู้ชีวิต ความสุข ความรัก และความเมตตา ระหว่างกัน และพบ ความสุขในใจ การไปช่วยเหลือเด็ก ๆ และเยาวชนที่ด้อยโอกาสในสถาน ที่ต่าง ๆ ซึ่งต่างประเพณี วัฒนธรรม ภาษา อาหารและอื่น ๆ ท�ำให้พวก เขาได้รับทักษะชีวิตมากขึ้น การภาวนาร่วมกัน ความรู้ ความสนุกสนาน การอยู่ด้วยกันแบบพี่น้อง โดยไม่เลือกชั้นวรรณะ เชื้อชาติ รอยยิ้ม เสียงหัวเราะของพวกเขา ซึ่งเป็นผลจากการแบ่งปันเวลาและความ สามารถของพวกเรา เชื่อว่าเมื่อเด็ก ๆ และหรือผู้ด้อยโอกาสในสังคม ได้รบั โอกาส ได้รบั การแบ่งปันด้วยความรักเมตตาเช่นนี้ จะเกิดเมล็ดพันธุ์ จิตอาสาในใจพวกเขาเหล่านั้นไม่มากก็น้อย อันจะก่อให้เกิดอาสาสมัคร มากขึ้นและขยายวงกว้าง พร้อมกับเกิดสังคมแห่งการแบ่งปันในระหว่าง อาสาสมัครด้วยกันเองต่อไป VIDES ให้ประสบการณ์แห่งความรัก และความสุขที่แท้จริงแก่เรา Congress VIDES - 2016
ล ภบิ า
เสียงของ VIDES
่ายอ ...ฝ กสั
VIDES จัดการอบรมเยาวชนยุโรปทุกปีและในทวีปอื่น ๆ ด้วย เพื่อให้เป็นเวลา และประสบการณ์ของการเปิดรับฟังเสียงของพระจิตเจ้าและของเยาวชนอาสา ย้อนกลับ ไปรือ้ ฟืน้ จริยธรรมของอาสาสมัครและค้นหาหนทางทีท่ ำ� ให้พวกเขากลับเป็นผูน้ ำ� ได้อกี ด้วย เป็น ความรับผิดชอบร่วมกันระหว่างองค์กร VIDES และเยาวชน
โฟ
21
เซยี น ล เ า ซ ั ว บคร อ ร ยค ่ า lโดย ซิสเตอร์รัตนา ระดมกิจ ฝ . . . ั ส ถอดความตอนหนึ่งจากบทเขียนของซิสเตอร์มาเรีย หลุยซา มิรันดา ที่ปรึกษากลางคณะธิดาแม่พระ โฟก องค์อุปถัมภ์ ฝ่ายครอบครัวซาเลเซียน โอกาสสัมมนาครอบครัวซาเลเซียนที่ฟีลิปปินส์ 5-8 ตุลาคม 2018
ภารกิจที่ร่วมกันท�ำ (MISSIONE CONDIVISA) จากวัลดอกโกและมอร์เนเซ ถึง เรื่องราวของเราในปัจจุบัน
1. การิสมา (พระพรพิเศษ) ที่ฉายแสงสู่อนาคต
22
เราก� ำ ลั ง อยู ่ ใ นช่ ว งเวลาแห่ ง ประวั ติ ศ าสตร์ ข อง พระศาสนจักรและของคณะ หนึ่งในเหตุการณ์ที่ได้เกิดขึ้น และเชือ่ มโยงกับประวัตศิ าสตร์ซาเลเซียน คือการเฉลิมฉลอง ครบรอบ 200 ปี ชาตกาลของคุณพ่อบอสโก ร่างที่บรรจุใน โลงแก้วของท่าน ได้ถกู น�ำไปยังทวีปทัง้ 5 เป็นทีด่ งึ ดูดผูจ้ ารึก จ� ำ นวนนั บ หมื่ น นั บ แสน ได้ ร ่ ว มเฉลิ ม ฉลองกั น ทั่ ว หน้ า และเป็นโอกาสให้ไม่เพียงแต่ครอบครัวซาเลเซียนเท่านัน้ แต่ ในพระศาสนจั ก รและสั ง คมบ้ า นเมื อ ง ได้ แ สดงออกถึ ง ความรัก ความรูค้ ณ ุ ความชืน่ ชม ความน่ารัก เฉพาะอย่างยิง่ ความรักต่อคุณพ่อบอสโก เวลาไม่หยุดนิ่ง และเราที่เป็น ครอบครัวซาเลเซียน ยังคงก้าวเดินสูศ่ ตวรรษทีส่ าม พวกเรา จะไม่ ท� ำ ฉลองในโลกนี้ แต่ เ ราปรารถนาให้ ช นยุ ค ต่ อ ไป โดยเฉพาะบรรดาเยาวชน สามารถท�ำการเฉลิมฉลองเช่นกัน เราทุกคน ณ ทีน่ ี้ ได้รบั คบเพลิงแห่งการิสมา แผนการ ที่พระเจ้าได้มอบฝากแด่คุณพ่อบอสโก จากผู้ที่มาก่อนเรา ซึ่งพวกเขาได้เชื่อ และได้ท�ำให้กลับเป็นแผนการของตน โดยมอบอุทิศตนแก่การอบรมเยาวชนเหมือนอย่างท่าน พวกเขาได้ทำ� ให้คำ� พูดในความฝันเกีย่ วกับธรรมทูตได้สำ� เร็จ ไป ดังทีม่ บี นั ทึกอยูใ่ นชีวประวัตขิ องคุณพ่อบอสโก เล่มที่ 18 หน้า 72: “...สตรีที่ดูแลฝูงแกะได้บอกให้พ่อรู้ดังนี้ : หากคุณ
พ่อลากเส้นตั้งแต่เมืองไวปาไรโซ (Valparaiso) ประเทศชิลี ไปถึงปักกิ่ง และลากผ่านกลางทวีปแอฟริกา คุณพ่อจะเห็น เส้นทางการประกาศข่าวดีของซาเลเซียนในอนาคต” บัดนี้ เราก�ำลังถือคบเพลิงแห่งการิสมาซาเลเซียนอยู่ ในมือของเรา จึงควรที่เราถามตนเองว่า เราอยากจะมอบ อะไรให้แก่ชนรุ่นต่อไป? ผู้ที่มาภายหลังจากเราจะสามารถ ให้การอบรมขนานแท้ของระบบป้องกันของคุณพ่อบอสโก และเข้าถึงการอบรมนี้ในแบบสตรีของมาเรีย มัสซาแรลโล ได้หรือไม่? ค�ำถามนี้สะท้อนในใจลึก ๆ ของเรา ซิสเตอร์ขอ เชิญชวนเราทุกคน เข้าไปในความคิดและหัวใจของคุณพ่อ บอสโก ค้นหา เพือ่ รูจ้ กั ท่านอย่างลึกซึง้ มากขึน้ เข้าไปถึงการ มองด้วยสายตาแบบประกาศกในช่วงเวลาและในสมัยของท่าน ; เป็นความคิดที่มากด้วยความฝันต่าง ๆ และจินตนาการ มากมายด้านงานแพร่ธรรม ด้วยเหตุนี้เราจะสามารถเข้าใจ ได้ว่า ท่านได้วาดอนาคตของบุตร-ธิดาของท่าน เยาวชน ของท่าน ที่ท่านต้องการเห็นพวกเขามีความสุข “ในเวลานี้ และในนิรันดรภาพ” เราทราบดีว่า ชั่วชีวิตหนึ่งก็ยังไม่เพียงพอเพื่อรู้จัก คุณพ่อบอสโกอย่างลึกซึ้ง แต่ขอเชิญชวนเรา กลับไปคิดถึง ฉากชีวิตบางตอนที่วัลดอกโกและที่มอร์เนเซ ซึ่งจะช่วยเรา
โฟ
ความฝันอายุ 9 ขวบ เป็นรากฐานส�ำคัญของ ชีวิตของนักบุญยอห์น บอสโก ปรากฏให้เห็นชัดเจน ถึงความหวั่นกลัวต่อสิ่งที่ปรากฏอยู่ต่อหน้าของท่าน ในทุ่งกว้างแห่งพันธกิจที่ท่านต้องท�ำ ท่านได้ตระหนัก ตั้ ง แต่ เ วลานั้ น ว่ า นี่ คื อ ภารกิ จ ที่ ท ่ า นต้ อ งฟั น ฝ่ า และเอาชนะให้ถึงที่สุด ท่านยืนยันว่า “เวลานั้นพ่อ ก�ำลังฝัน...พ่อได้ร้องไห้ออกมา” ไม่ใช่ความฝันเดียวนี้เท่านั้น แต่มีความฝัน อื่น ๆ ด้วยที่เรายังจ�ำได้ ท�ำให้เราเข้าใจว่าบททดสอบ แห่งความทุกข์และความกังวลใจที่คุณพ่อบอสโกมีอยู่ ในขณะนั้น มาจากเหตุผลเดียวคือการขาดแคลนด้าน ทรัพยากรทุกประเภท ต่อหน้าขีดจ�ำกัดต่าง ๆ คุณพ่อ จ�ำเป็นต้องหาจ�ำนวนผู้ร่วมงานที่ใจกว้างและซื่อสัตย์ ต่อภารกิจนี้ เข้าร่วมงานกับท่านด้วย คุณพ่อบอสโก รู้ทันทีว่า ล�ำพังท่านคนเดียว ไม่สามารถท�ำภารกิจ นี้ได้.
ซยี น าเลเ รวั ซ บค รอ า่ ยค ...ฝ กสั
ให้เข้าถึงประสบการณ์เริ่มแรกของกิจการซาเลเซียน เป็ น เรื่ อ งส� ำ คั ญ ที่ จ ะต้ อ งรู ้ จั ก กิ จ การและหั ว ใจ ของมาเรีย มัสซาแรลโล ที่ได้เชื่อแบบทวนกระแส ความคิดของผูค้ นรอบข้าง ต่อภารกิจของคุณพ่อบอสโก ท่านได้เชื่อความฝันของคุณพ่อ มาเรีย มัสซาแรลโล ผูร้ ว่ มก่อตัง้ คณะธิดาแม่พระองค์อปุ ถัมภ์ เพราะได้รว่ ม มือกับคุณพ่อบอสโก จึงยอมเสี่ยงทุกเรื่อง ภายใต้ การน�ำของคุณพ่อซาเลเซียนผู้ยิ่งใหญ่ คือ คุณพ่อ เปสตารีโน จยิ่งใเกิว่าที่จะท�ำล�ำพังคนเดียว
ความฝัน 9 ขวบ (บันทึกศูนย์เยาวชน Las-Rome P.62) - ท่านเป็นใคร จึงมาสั่งให้ผมท�ำสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ - ก็เพราะสิง่ เหล่านีท้ ดี่ เู หมือนจะเป็นไปไม่ได้นะ่ สิ เธอจะต้อง ท� ำ ให้ มั นเป็ นไปได้ โดยรู ้ จัก นอบน้ อ มเชื่ อ ฟั ง และหมั่ น เล่าเรียนให้รอบรู้ไว้ - ผมจะเรียนรู้ได้อย่างไร? - เราจะมอบอาจารย์ให้ ภายใต้การน�ำของท่าน เธอจะกลับเป็น ผูฉ้ ลาดรอบรู้ ; ปราศจากท่านผูน้ ี้ ความปรีชาฉลาดจะกลับเป็น ความโง่เขลา ความฝันซุ้มกุหลาบ - วันหนึ่งในปี 1847 ขณะที่พ่อก�ำลังครุ่นคิดว่าจะท�ำความดีแก่ เยาวชนได้อย่างไรนั้น พระราชินีสวรรค์ประจักษ์มาและได้พา พ่อไปที่สวนดอกไม้สวยสดงดงามแห่งหนึ่ง - ถอดรองเท้าออก และเดินไปตามซุ้มดอกไม้นี้ นี่แหละเป็น หนทางที่เธอจะต้องเดินไป พ่อรีบถอดรองเท้าด้วยความปิติ ยินดี เพราะไม่อยากเหยียบย�่ำท�ำลายดอกกุหลาบเหล่านั้น - พ่อเริ่มเดินไป แต่แล้วรู้สึกว่าดอกกุหลาบเหล่านั้นมีหนาม แหลมซ่อนอยู่ ท�ำให้พ่อต้องหยุดเดิน ทุกคนที่เห็นพ่อเดิน ต่างพูดกันว่า - ดูซิ คุณพ่อบอสโกเดินบนพรมกุหลาบ ดูชา่ งง่ายดายเหลือเกิน แต่พวกเขามองไม่เห็นหนามทีท่ มิ่ แทงร่างกายของพ่ออยูต่ ลอด เวลา สามเณร พระสงฆ์ และฆราวาสหลายคนทีพ่ อ่ เชิญให้เดิน ด้วย ตามพ่อไปอย่างร่าเริง เพราะเห็นความสวยงามของ ดอกไม้เหล่านั้น แต่พอรู้ตัวว่าต้องเดินไปบนขวากหนามที่ ถูกทิ่มแทง จึงร้องตะโกนว่า - พวกเราถูกหลอกแล้ว! พ่อได้ตอบไปว่า : ใครอยากเดินอย่างสบายบนดอกกุหลาบ โดยไม่ตอ้ งเจ็บปวดอะไรเลย ก็ให้กลับไปเถิด ส่วนคนอืน่ ๆ ให้ เดินตามพ่อมา มีหลายคนหันหลังกลับ พอเดินต่อไปอีกนิดหน่อย
23
เซยี น ล เ า ซ ั ว บคร อ ร ยค ่ า พ่ อ หั น ฝ . . . ั ส กลั บ มาดู เ พื่ อ น ๆ โฟก
24
ของพ่อ ท�ำให้พ่อรู้สึกเสียใจมากที่ เห็นว่าบางคนหายตัวไปแล้ว บ้างก็หันหลังให้ พ่อ บ้างก็ทอดทิง้ พ่อไป. พ่อยังเดินกลับมาเรียกพวกเขา ด้วย แต่ไม่มีประโยชน์อะไร : พวกเขาไม่ฟังอีกเลย พ่อ จึงระเบิดเสียงร้องไห้ออกมา : เป็นไปได้อย่างไรทีพ่ อ่ ต้อง เดินบนทางนีเ้ พียงคนเดียว? แต่พอ่ กลับรูส้ กึ ได้รบั ความ บรรเทาใจ เมื่อได้เห็นกลุ่มคนกลุ่มใหญ่ มีทั้งพระสงฆ์ สามเณร และฆราวาส พวกเขาเคลื่อนตัวเข้ามาหาพ่อ และพูดว่า: พวกเราอยู่ที่นี่ : พวกเราเป็นคนของพ่อ พวกเราพร้อม ที่จะเดินตามพ่อไป พ่อจึงเริ่มเดินน�ำหน้าพวกเขา มีแต่เพียงบางคนเท่านั้น ที่หมดก�ำลังใจและยอมแพ้ ส่วนใหญ่ได้ไปถึงปลายทาง พร้อมกับพ่อ เนื้อความตอนนี้ ท�ำให้เรารู้ว่า ตั้งแต่เริ่มแรก คุณพ่อ บอสโกได้คิดสร้าง “ครอบครัว” รวบรวมพวกเขา เพื่อช่วย ให้พวกเขาเอาวิญญาณรอดพ้น ท่านมอบตัวเอง ในสิง่ ทีท่ า่ น เป็นและสิง่ ทีท่ า่ นมีทงั้ หมด เพือ่ ภารกิจนี้ “จวบจนลมหายใจ สุดท้าย” เป็นสิง่ ทีน่ า่ สนใจ ติดตามย่างก้าวสูค่ วามส�ำเร็จของ ผู้ตั้งคณะของกลุ่มเคลื่อนไหวใหม่เพื่องานแพร่คริสตธรรม และภายหลังกลับเป็นครอบครัวนักบวช คุณพ่อบอสโกพยายามหาบุคคลทุกประเภท ไม่เลือก ชั้นวรรณะ : พระสงฆ์และนักบวช ฆราวาสทุกวัย และทุก สถานภาพทางสังคม คริสตชน และผู้ที่มีอคติกับสังฆภาพ ; วัยรุน่ และผูใ้ หญ่ ; คนรวยและคนจน ; ชนชัน้ ศักดินา นักการเมือง และสามัญชนทัว่ ไป ในฐานะทีเ่ ป็นผูต้ งั้ คณะ ท่านจะให้ความ ส�ำคัญแก่กลุ่ม-ขบวนการและชมรม เป็นพิเศษ ช่วงเวลาที่ ท่ า นเป็ น สามเณรอยู ่ ที่ กี เ อรี เวลานั้ น อายุ ไ ด้ 17 ปี ได้ก่อตั้ง “ชมรมร่าเริง” เมื่อเป็นพระสงฆ์ก่อตั้งชมรมความ รักศรัทธาต่อแม่พระองค์อปุ ถัมภ์ (ADMA) ต่อจากนัน้ ไม่นาน ตั้งคณะซาเลเซียนผู้ร่วมงาน กลุ่มนี้ได้มีระบุไว้ในพระวินัย เล่มแรกว่าเป็นส่วนของคณะซาเลเซียน เพราะถือว่าเป็น “ซาเลเซียนทีอ่ ยูข่ า้ งนอก” ซึง่ เจริญชีวติ ในสังคม เป็นรูปแบบ ของฆราวาสทั่วไปกับคณะซาเลเซียน ทว่าในสมัยนั้นยังไม่ เป็นทีย่ อมรับของผูใ้ หญ่ฝา่ ยพระศาสนจักร เพราะบ่งบอกถึง การเปลี่ยนแปลงอย่างถึงรากถึงโคนด้านวิสัยทัศน์ของการ
เป็นส่วนของคณะ ซึ่งเป็นทัศนคติของสมัยนั้น จะเห็นว่า ในหลายเรื่องคุณพ่อบอสโกได้ลงมือท�ำไปก่อนหน้า เพราะ ท่านมองไปไกลมากกว่านัน้ ทีน่ า่ สนใจ จะสังเกตได้วา่ การก่อ ตั้งคณะต่าง ๆ ที่ท่านได้ท�ำส�ำเร็จไปในช่วงแรก ๆ นั้น ล้วนแล้วแต่เป็นกลุ่มฆราวาสทั้งสิ้น เมือ่ ท่านก่อตัง้ คณะซาเลเซียน ท่านใช้วธิ กี ารแตกต่าง มากจากผู้ตั้งคณะอื่น ๆ พวกเขาเป็นเยาวชนของท่านเองที่ ยั ง เป็ น วั ย รุ ่ น มารวมตั ว กั น เป็ น กลุ ่ ม แรกของนั ก บวช ซาเลเซียน คุณพ่อบอสโกเชิญชวนให้พวกเขาถวายตนเพื่อ ความดีของเยาวชน โดยน้อมรับโครงการที่แม้แต่พวกเขาก็ ยังไม่เข้าใจเกี่ยวกับ : การกลับเป็นนักบวชและพระสงฆ์
สิ่งนี้ได้เกิดขึ้นเช่นเดียวกันกับมาเรีย มัสซาแรลโล ที่มอร์เนเซ มีโครงการชัดเจน ; อุทิศตนแด่พระเจ้าแบบ ฆราวาส ที่ ยั ง คงด� ำ เนิ น ชี วิ ต อยู ่ ใ นต� ำ บลของตน ในวั ด และอยู่ท่ามกลางชาวบ้าน เพียงแต่หลังจากนั้น พระเจ้าได้ ทรงใช้คณ ุ พ่อเปสตารีโน เป็นสือ่ กลางในการติดต่อกับคุณพ่อ บอสโก เพื่อยืนยันการเรียกของพระองค์ พร้อมกับเพื่อน ๆ ของเธอ เข้าสู่วิถีชีวิตที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากโครงการที่ เธอได้เคยวางไว้ ด้วยเหตุนี้ มาอิน พร้อมกับเพือ่ น ๆ และเด็ก ๆของศูนย์ตัดเย็บ จะกลับเป็นแกนน�ำชุดแรกของคณะธิดา แม่พระองค์อุปถัมภ์ คุ ณ พ่ อ บอสโกเอง เพื่ อ ให้ กิ จ การของท่ า นได้ มี ความเข้มแข็งมั่นคง ท่านได้สร้างความสัมพันธ์กับมาเรีย มัซซาแรลโล บนพื้นฐานของการรู้จักที่เกิดขึ้นฉับพลัน ใน ชี ว ประวั ติ บ อกเล่ า ให้ เ ห็ น ผลงานส� ำ คั ญ ที่ เ ธอมอบให้ แ ก่
โฟ เกิดขึ้นในใจของท่าน การสู ญ เสี ย บิ ด า ความยากจน การไม่ได้เรียน หนังสือ ยิ่งท�ำให้ท่านตระหนักถึง ขีดจ�ำกัดของตน และต้องแบมือขอ ความช่วยเหลือตั้งแต่อายุยังน้อย ท่าทีนี้ อยูก่ บั ชีวติ ของท่านจนถึงวันสุดท้ายของชีวติ ท่ า นจะแบมื อ เพื่ อ สามารถเรี ย นหนั ง สื อ และเพื่อจะได้ท�ำภารกิจนั้น ภายหลังท่านยังคง ซ�้ำท่าทีนี้ในหลาย ๆ แบบเพื่อให้ภารกิจที่เริ่มแล้ว ได้ เ ดิ น หน้ า ต่ อ ไปมื อ ของท่ า นจะเคาะประตู บ ้ า น มากมาย ประตูบา้ นของกษัตริย์ ประตูบา้ นของขุนนาง ของข้าราชการ ของสังฆภาพ ประตูบ้านของสามัญชน และของคนต�่ำต้อย ทั้งในประเทศและนอกประเทศอิตาลี ; ยิ่งกว่านั้นจะได้สัมผัสกับประตูหัวใจของผู้คน โดยเรียก เยาวชน และฆราวาสจ�ำนวนมากให้เดินตามอย่างท่าน ดังที่ เราได้เห็นในความฝันของท่านบางความฝันทีไ่ ด้กล่าวมาข้าง ต้น คุณพ่อบอสโกไม่ใช่ผู้โดดเดี่ยวในภารกิจของท่าน และท่านก็ไม่ท�ำตนเป็นตัวเอกในทุกเรื่อง ท่านเป็นคนที่อยู่ พร้อมกับคนอื่น และเพื่อคนอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อ ด้วยเหตุผลนี้ ซิสเตอร์ได้เลือกใช้ขอ้ ความทีม่ ชี อื่ เสียงข้อความ นี้ที่ว่า “พ่อต้องการทุกสิ่งและความช่วยเหลือของทุกคน เสมอ” เป็นข้างหลังภาพของการประชุมสัมมนาในครั้งนี้
ซยี น าเลเ รวั ซ บค รอ า่ ยค ...ฝ กสั
การิสมาซาเลเซียน การพบปะกับคุณพ่อบอสโก ท�ำให้ คุณพ่อพบว่าในตัวเธอมีคุณลักษณะเหมาะที่จะท�ำสิ่งใหม่ และสิ่ ง ที่ ยิ่ ง ใหญ่ ใ ห้ ส� ำ เร็ จ ได้ คื อ : คณะธิ ด าแม่ พ ระ องค์อุปถัมภ์ มาเรีย มัสซาแรลโล เจริญชีวิตในความสัมพันธ์ กับคุณพ่อบอสโก ไม่เป็นแบบการขึน้ กับท่านในทุกอย่าง หรือ การเลียนแบบพ่อบอสโกในทุกเรื่อง แต่เป็นความสัมพันธ์ ภายใต้การน�ำขององค์พระจิตเจ้า เธอมอบตนแก่คณ ุ พ่อ ด้วย ใจอิสระและด้วยความรับผิดชอบ เพื่อร่วมมือดุจดังเป็น ตัวเอกในโครงการของการก่อตั้งคณะ ด้วยเหตุนี้เธอเป็นผู้ เริม่ ต้นมอบขนบประเพณีแห่งพระพรพิเศษฝ่ายจิตชิน้ ใหม่แก่ คณะ การพบกันของท่านทัง้ สอง อยูบ่ นพืน้ ฐานของความจริง และความไว้ ว างใจต่ อ กั น ความนอบน้ อ มของ มาเรี ย มัสซาแรลโล และการฟังของคุณพ่อบอสโก ทั้งในส่วนที่เป็น ข้อเสนอ และส่วนที่เป็นการตัดสินใจอย่างเหมาะสมด้วย ความสัมพันธ์ระหว่างท่านทั้งสองค่อย ๆ เติบโตขึ้น ในช่วงเวลาที่คณะก�ำลังแผ่ขยายและก�ำลังวางรากฐานที่ มั่นคง ด้วยวิธีการร่วมรับผิดชอบในการให้ความร่วมมือกับ คุณพ่อบอสโก มาเรีย มัสซาแรลโล จึงได้รับเกียรติจาก พระศาสนจักร(ในปี 1935) ให้สมญานามแก่เธอว่า ผูร้ ว่ มตัง้ คณะ จะเป็นการมองข้ามไปที่ค่อนข้างหนักมาก หากลืม บุคคลแรกที่เป็นผู้ร่วมงานที่ยิ่งใหญ่ของกิจการซาเลเซียน ท่านผูน้ นั้ เป็นฆราวาสคนแรก ซึง่ ร่วมเป็นหนึง่ กับคุณพ่อบอสโก ท่านมอบตนแก่โครงการของคุณพ่อ อย่างเต็มก�ำลังความ สามารถของท่าน คือ แม่มาร์การีตา ท่านสมควรจะได้รับชื่อ ว่ า ผู ้ ร ่ ว มตั้ ง คณะซาเลเซี ย น หากไม่ มี แ ม่ ม าร์ ก าริ ต า ในศูนย์เยาวชนแห่งแรกทีว่ ลั ดอกโก เราจะไม่มรี ะบบป้องกัน และจิตตารมณ์ครอบครัวซึ่งเป็นคุณลักษณะเฉพาะของ พระพรพิเศษซาเลเซียน เราจึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้เห็น สตรีท่านนี้ ก้าวขึ้นสู่พระแท่นแห่ความศักดิ์สิทธ์ในเร็ววัน โดยสรุป เราสามารถยืนยันว่า ตั้งแต่ความฝัน 9 ขวบ ยอห์น บอสโก ได้เข้าใจภารกิจทีท่ า่ นต้องรับ จินตนาการของ ท่านได้พัฒนาให้กลับเป็นความจริงขึ้นมาตาม “ความฝัน” อาศัยวิธีการที่แตกต่างกัน แต่เหมือนกันในเนื้อแท้ เกิดขึ้น ซ�ำ้ ไป ซ�ำ้ มาในช่วงเวลาพิเศษของชีวติ ของท่าน เป็นกระแสเรียก สู่งาน ที่หากคิดค�ำนวณดูแล้ว ไม่ได้สัดส่วนกับสถานภาพ และความเป็นจริงที่คุณพ่อบอสโกก�ำลังประสบอยู่ จากลูก ชาวนาแท้ ๆ ที่เชี่ยวชาญแต่เรื่องท้องทุ่งของตน จะไม่หลอก ตนเอง และตั้งค�ำถามว่าภารกิจดังกล่าวจะส�ำเร็จได้อย่างไร ดังที่ท่านท�ำให้เห็นถึงความไม่สามารถ และความสันสนที่
25
lโดย
รัตนาภรณ์ ฮุงหวล
จากบทความของ Sr. KO Ha Fong,M ตีพิมพ์ในนิตยสาร "Da mihi animas" ฉบับที่ 11 ปี 1992 หน้า 430-433 นิตยสารของคณะธิดาแม่พระองค์อุปถัมภ์
26
“วิ ญ ญาณข้ า พเจ้ า ประกาศความยิ่ ง ใหญ่ ข อง พระเจ้า จิตใจของข้าพเจ้าชื่นชมยินดีในพระเจ้า พระ ผู้กอบกู้ข้าพเจ้า” ท่อนแรกของบท “มักญีฟีกัต” แสดงให้ เห็นทันทีถึงน�้ำเสียงแห่งความปีติยินดีตลอดทั้งบทเพลง และยิ่งกว่านั้นคือตลอดพระวารสารทั้งครบ ซึ่งโดยลักษณะ เฉพาะของพระวรสารคือ “ข่าวดี” นั่นเอง ความปีติยินดีของพระนางมารีย์ในบท “มักญีฟีกัต” เป็นบทน�ำของการแจ้งข่าวของทูตสวรรค์ทเี่ มืองเบธเลเฮมว่า “เราน�ำข่าวดีมาบอกท่านทั้งหลาย เป็นข่าวดีที่จะท�ำให้ ประชาชนทุกคนยินดียิ่ง” (ลก 2,10) การประกาศเชิง ประกาศกของพระเยซูเจ้าในศาลาธรรมที่เมืองนาซาเรธว่า “พระจิตของพระเจ้าทรงอยู่เหนือข้าพเจ้า เพราะพระองค์ ทรงเจิมข้าพเจ้าไว้ให้ประกาศข่าวดีแก่คนยากจน” (ลก 4,18) และ “ความปิตยิ นิ ดีใหญ่หลวง” ของบรรดาอัครสาวกในการ พบกับองค์ผู้กลับคืนพระชนม์ชีพที่กรุงเยรูซาเล็ม เมืองเบธเลเฮม เมืองนาซาเร็ธและกรุงเยรูซาเล็ม ล้วนเป็นสถานที่ท่ีพระเจ้าเสด็จผ่านไป “ทุกคนร้องเพลง และโห่ร้องด้วยความยินดี” (สดด 65)
ดุจดังแสงสว่างยามเช้าทีม่ าก่อนดวงอาทิตย์ พระนางมารียก์ ็ เช่นเดียวกัน พระนางน�ำหน้าการเดินทางประกาศความปีติ ยินดีของพระเจ้าในโลก พระนางเป็นคนแรกที่เผยแผ่ข่าวดี แห่งพระวรสาร และเป็นคนแรกที่ได้รับข่าวดี ในพระนาง ความรอดพ้นได้เข้ามาในประวัติศาสตร์ พร้อมกับพระนาง ผู้เริ่มต้น “เวลาที่ก�ำหนด” (กท 4,4) อาศัยพระนาง พระเจ้า “ทรงเปลี่ยนความโศกเศร้าให้เป็นการเต้นร�ำ” (สดด 29) บทเพลงของพระนางเฉลิ ม ฉลองการรอคอยที่ ย าวนาน และในขณะเดียวกันน�ำความประหลาดใจและคาดไม่ถึง ว่ า ยั ง คงเป็ น บทเพลงที่ ไ ม่ เ ปลี่ ย นแปลงตลอดศตวรรษ ที่ผ่านมา ยังคงไว้ซึ่งความน่าพิศวง น่าหลงใหล ความรู้สึก ลึกซึ้งของช่วงเวลานั้น
ทหารยาม...เสียงตะโกนแห่งความยินดี
“เท้าของผูป้ ระกาศข่าวดีชา่ งงามยิง่ นัก... ได้ยนิ ไหม? “บรรดาทหารยามของท่านร้องเสียงดัง ร้องตะโกนพร้อมกัน ด้วยความยินดี” (อสย 52,7) ในการเดินทางจากเมือง นาซาเรธสู่หมู่บ้านเอนคาริมนั้นพระนางมารีย์ “ทรงรีบ
พระเจ้ า องค์ นี้ ท รง ประทับอยู่ในพระนาง “สิง่ ทีส่ วรรค์ไม่สามารถ รวมเข้าไว้ด้วยกันได้ บัดนี้ได้มาอยู่ ในตัวของพระนาง” ข้อความที่กล่าว ถึงพระนางนี้ ปรากฏในบท “ตอบ-รับ” ตอนหนึ่งของพิธีกรรมในเทศกาลพระคริสต สมภพ พระนางมารีย์ได้กลับกลายเป็นพระ วิหารใหม่ เป็นหีบแห่งพันธสัญญาใหม่ เป็นที่ ประทับใหม่ของพระเจ้าทีซ่ งึ่ มีแต่ความยินดีนริ นั ดร
ออกเดินทางไปยังเมืองในแถบภูเขา” พระนางเป็นดังเช่น ทหารยามที่รีบเร่งไปบอกข่าวดีแก่อิสราเอลว่า เวลาของ การเนรเทศได้สิ้นสุดลงแล้ว ความปีติยินดีติดปีกบิน ข่าว น่ า ยิ น ดี ที่ ไ ด้ รั บ นั้ น ท� ำ ให้ พ ระนางลื ม ค� ำ นึ ง ถึ ง ระยะทาง ภัยอันตรายและความยากล�ำบากในการเดินทาง เมื่อได้พบกับดวงใจที่เปิดกว้างและเตรียมพร้อมของ นางเอลีซาเบธแล้ว ความยินดีของพระนางมารีย์พรั่งพรู ออกมา ค�ำตอบรับ “Fiat” เติบโตในความเงียบและระเบิด ความปี ติ ยิ น ดี อ อกมา การน้ อ มรั บ อย่ า งสุ ภ าพน� ำ พาสู ่ ความปรารถนาที่จะ “ประกาศความยิ่งใหญ่” ความพิศวงที่ มีในใจ ระเบิดออกมาด้วยความยินดี ดุจดังเช่นแสงแห่ง รุง่ อรุณทีแ่ ต่งแต้มด้วยแสงสีเงินสีทองอันเป็นสัญญาณการมา ของพระอาทิตย์ยามเช้า ดวงพระทัยของพระนางมารีย์ ก็เช่นเดียวกัน “ถ้อยค�ำไพเราะหลั่งไหลออกมาจากใจของ ข้าพเจ้า”(สดด 45) “ปากย่อมพูดสิ่งที่ท่วมท้นอยู่ในใจ” (มธ 12, 34)
ความยินดีเข้ามาในบ้าน
“ทหารยาม ”ของพระเจ้าตะโกนออกมาว่าอย่างไร? เสียงนัน้ ตะโกนว่า “บัดนีถ้ งึ เวลาแล้ว” ทีพ่ ระเจ้าจะประทับอยู่ ท่ า มกลางมวลมนุ ษ ย์ พระนางมารี ย ์ ท รงทราบเรื่ อ งนี้ ดี พระนางเป็นพยานและประกาศยืนยันด้วยตัวเอง เพราะ
27
นักบุญลูกาผู้นิพนธ์พระวรสารได้น�ำเสนอฉากแห่ง การเสด็จเยี่ยมของพระนางมารีย์เป็นเสมือนการหวนระลึก ถึงเหตุการณ์ตอนหนึ่งในหนังสือซามูลแอลฉบับที่ 2 บทที่ 6 เป็นเหตุการณ์ที่กษัตริย์ดาวิดทรงน�ำหีบพันธสัญญากลับมา กรุงเยรูซาเล็ม ประชากรทุกคนต่างชื่นชมยินดีและกษัตริย์ ดาวิดเองทรงเต้นร�ำต่อหน้าหีบพันธสัญญานัน้ ในพระวรสาร นักบุญลูกาบทที่ 1 กล่าวถึงการประทับอยู่ของพระนาง มารีย์ ได้น�ำความยินดีมาสู่นางเอลีซาเบธ และเป็นเหตุให้ นักบุญยอห์น บับติส บุตรในครรภ์ของนางกระโดดโลดเต้น ด้วยความยินดี พระนางมารียพ์ ำ� นักอยูใ่ นบ้านของเศคารียาห์
28
ให้ แ ก่ ห ญิ ง บาปคนนั้ น และที่ สุ ด ที่ บ นไม้ ก างเขน เป็นเวลา 3 เดือน องค์พระผู้เป็นเจ้า พระองค์เองที่ได้เชิญชวนมนุษย์ให้เข้าสู่ เป็นเช่นเดียวกันกับเมื่อครั้งที่ บ้านของพระองค์ เพื่อลิ้มรสความสุขยินดีร่วมกับพระองค์ หีบพันธสัญญาประทับอยูท่ บี่ า้ นของโอเบด- “วันนี้ท่านจะอยู่กับเราในสวรรค์” เอโดม ทั้งหีบพันธสัญญาทั้งพระนางมารีย์ล้วนเป็นผู้ที่ กระจายพระพรและความปีตยิ นิ ดีสทู่ กุ หนทุกแห่งและทุกคน พระเจ้าผู้ทรงพระสรวล ที่ได้ประสบพบเจอ องค์พระผูเ้ ป็นเจ้าผูท้ รงเสด็จเยือนบ้านของมวลมนุษย์ สิ่งที่น่าสนใจเป็นพิเศษคือความคล้ายกันในค�ำกล่าว คื อ พระเจ้ า แห่ ง ความยิ น ดี บท “มั ก ญี ฟ ี กั ต ” เป็ น การ ค�ำนับต่อพระนางมารีย์และต่อหีบพันธสัญญา ในการกล่าว เชิญชวนที่ไม่อาจขัดสู้ ได้เพื่อให้ค้นพบพระพักตร์ที่ยิ้มแย้ม ต้อนรับของนางเอลีซาเบธต่อพระนางมารียท์ วี่ า ่ “ท�ำไมหนอ ของพระเจ้ า ในบทเพลงนี้ พ ระนางได้ ก ล่ า วเป็ น นั ย ถึ ง พระมารดาขององค์พระผูเ้ ป็นเจ้า จึงเสด็จมาเยีย่ มข้าพเจ้า” ค� ำ สั ญ ญาที่ อ งค์ พ ระผู ้ เ ป็ น เจ้ า เคยท� ำ ไว้ กั บ อั บ ราฮั ม ค�ำทักทายของกษัตริย์ดาวิด สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า “หีบ และพระองค์ ท รงเผยแสดงแก่ บ รรพบุ รุ ษ อิ ส ราเอลว่ า (พันธสัญญา) ของพระยาห์เวห์จะมากับข้าพเจ้าได้อย่างไร” พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าแห่งความยินดีและเปี่ยมด้วยเสียง เราจะเห็นถึงความแตกต่างหนึ่งเดียวที่เด่นชัด นั้นคือ “หีบ หั ว เราะ จากเสี ย งหั ว เราะที่ เ ต็ ม ไปด้ ว ยความสงสั ย ของ พันธสัญญา” ถูกแทนด้วย “พระมารดาขององค์พระผูเ้ ป็นเจ้า” นางซารา (ปฐก 18, 12-13) องค์พระผูเ้ ป็นเจ้าทรงประทาน “นี่คือที่พ�ำนักของพระเจ้าในหมู่มนุษย์...พระองค์จะ อิ ส อั ค แก่ น าง บุ ต รที่ ไ ด้ รั บ ยกย่ อ งว่ า เป็ น ดั ง มหั ศ จรรย์ ทรงเป็น “พระเจ้าสถิตกับเขา” พระองค์จะทรงเช็ดน�้ำตา และชื่อของเขามีความหมายว่า “พระเจ้าทรงพระสรวล” ทุกหยดจากนัยน์ตาของเขา” (วว 21, 3) ความยินดีที่จะ เหตุนี้นางซาราจึงได้น้อมรับว่า “พระเจ้าโปรดให้ข้าพเจ้า เต็มเปี่ยมในช่วงสุดท้ายของกาลเวลา บัดนี้ได้เริ่มต้นบรรลุ หัวเราะได้” (ปฐก 21,6) ความส�ำเร็จ ใน "ช่วงเวลาทีบ่ ริบรู ณ์” พร้อมกับพระนางมารีย์ ทุกชีวติ ใหม่ทเี่ กิดมาเป็นดังรอยยิม้ ของพระเจ้าทีม่ ตี อ่ บท “มักญีฟกี ตั ” เกิดขึน้ ในบริบททีอ่ งค์พระผูเ้ ป็นเจ้า มนุษย์ พระองค์ทรงกระท�ำซ�ำ้ เช่นนีก้ บั แต่ละชีวติ ทีท่ รงสร้าง ทรงเริ่มต้นเข้ามาพ�ำนักในบ้านของมนุษย์โดยมีพระนาง ดังที่เคยตรัสผ่านทางประกาศกอิสยาห์ที่ว่า “ดูเถิดเราก�ำลัง มารีย์เป็นผู้ช่วย การเสด็จเยี่ยมของพระนาง ท�ำให้องค์ ท�ำสิ่งใหม่ โดยแท้จริง เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นแล้ว ท่านไม่รู้ พระผู้เป็นเจ้าเสด็จเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจ�ำวันของ ดอกหรือ” (อสย 43,19) มวลมนุษย์ ความรอดพ้นได้มาจากเรื่องธรรมดา ๆ ในบ้าน รอยยิ้มของพระเจ้าเป็นเหมือนเชื้อแห่งความสุขที่ ในชีวิตประจ�ำวัน ความยินดีแสดงออกมาใน “จิตตารมณ์ แผ่กระจายไปสู่ทุกคน พระนางมารีย์สตรีแห่ง “มักญีฟีกัต” ครอบครัว” ผู้ซึ่งได้รับเชื้อแห่งความยินดีนี้ ชีวิตใหม่ที่ซ่อนอยู่ในครรภ์ การประทับอยู่อย่างซ่อนเร้นขององค์พระผู้เป็นเจ้า ของพระนางไม่ ใ ช่ แ ค่ “รอยยิ้ ม ของพระเจ้ า ” แต่ เ ป็ น ก่อให้เกิดความยินดีในบ้านของเศคาริยาห์และเอลีซาเบธ “พระเจ้าแห่งรอยยิม้ ” ในทางกลับกันความยินดีของพระนาง ช่ ว งเวลา 30 ปี ที่ พ ระเยซู เ จ้ า ทรงด� ำ เนิ น ชี วิ ต ที่ มารี ย ์ ส ่ ง ผลต่ อ นางเอลี ซ าเบธและยอห์ น บุ ต รของนาง นาซาแรธ พระองค์ทรงเปี่ยมไปด้วยความสุขที่เรียบง่าย นอกจากนี้ บทเพลงของพระนางยังท�ำให้ระลึกถึงความยินดี สันติสุขและอ่อนโยน ในบ้านของลาซารัส มาร์ธาและมารีย์ ของมารดาอีกท่านหนึง่ นัน้ คือ นางฮันนาห์ มารดาของซามูเอล ความยินดีกลับกลายเป็นมิตรภาพที่จริงใจ เมื่อครั้งที่เป็น (1ซมอ 2,1-10) บท “มักญีฟีกัต” สะท้อนให้เห็นโฉมหน้า แขกรับเขิญจากซัคเคียส พระองค์ทรงเปลี่ยน “ถ�้ำโจร” ของผู้มีความสุขทั้งหลาย ที่รวมกันเป็นห่วงโซ่ ดังที่กล่าวใน ในบ้านของเขาให้มที วี่ า่ งส�ำหรับองค์พระผูเ้ ป็นเจ้า ความยินดี บทสดุดีที่ 103 ว่า “มารดาทั้งหลายยินดี ด้วยเหล่าบุตร ทีเ่ กิดขึน้ อย่างไม่ทนั ตัง้ ตัวได้นำ� มาซึง่ การกลับใจอย่างคาดไม่ถงึ ของนาง” (สดด 103) ล้อมรอบองค์พระเจ้าผู้ทรงยิ้มแย้ม แม้กระทัง่ ผูท้ คี่ อยต่อต้านพระองค์อย่างเช่น ซีโมน ชาวฟารีสเี อง ผู้ซึ่ง “ทรงรักทุกสิ่งที่มีชีวิต” (ปชญ 11, 26) ความยินดีได้เข้าไปในบ้านของเขาในรูปแบบของการยกโทษ อ่านต่อฉบับหน้า
lโดย
ซิสเตอร์พรพิรุณ จันทร์เด่นดวง
ท่านผู้อ่านที่รัก ระเบียงค�ำสอนฉบับที่แล้วเราได้พูดถึงค�ำสอนพระศาสนจักรคาทอลิก สรุปอย่างคร่าว ๆ ถึงเนื้อความที่ว่า ค�ำสอนพระศาสนจักรคาทอลิกแบ่งออกเป็น 4 ภาค มีทั้งหมด 2865 ข้อ ระเบียงค�ำสอนฉบับนี้ขอน�ำทุกท่านได้มาศึกษาไตร่ตรองถึงภาคที่ 4 การภาวนาในชีวิต คริสตชน ในยุคสมัยของเรานี้ และในช่วงเวลาพิเศษที่เราก�ำลังเตรียมเฉลิมฉลอง 350 ปี มิสซังสยาม ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยชีวิตจิตแห่งการภาวนา ความ ร้อนรน รักพระ และยอมแม้กระทั่งสละชีพของตน ดังนั้นชีวิตของบรรดามิชชันนารีคงไม่พ้นการภาวนา ที่ท�ำให้ท่านซื่อสัตย์ต่อพระเจ้า ซื่อสัตย์ต่อจิตตารมณ์ ของคณะ เราจึ ง อยากมาศึ ก ษาเพิ่ ม เติ ม เกี่ ย วกั บการ ภาวนาในชีวิตคริสตชนเป็นอย่างไร
ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1669 มิสซังสยามถูกปกครองโดย APOSTOLIC VICAR แต่ APOSTOLIC VICAR คนแรก คือ พระสังฆราช LANEAU มิสซังสยามอยู่ในการปกครอง แบบนี้ มาจนถึง ค.ศ. 1965 ซึ่งได้มีการแบ่งมิสซังสยาม และยกขึ้นมาสู่ระดับสังฆมณฑล โดยแบ่งเป็น 2 แขวง ทางพระศาสนจักร (ECCLESIASTICAL PROVINCES) คือ แขวงกรุงเทพฯ และแขวงท่าแร่-หนองแสง ดังนัน้ กรุงเทพฯ และ ท่าแร่-หนองแสง จึงถูกยกขึน้ มาสูร่ ะดับอัครสังฆมณฑล และในแต่ ล ะอั ค รสั ง ฆมณฑล ก็ มี สั ง ฆมณฑลลู ก (SUFFRAGAN DIOCESE) ประกอบไว้ดว้ ย แต่ละสังฆมณฑล ก็ มี สั ง ฆราชของตนเป็ น ผู ้ ป กครองเพื่ อ ให้ เ ข้ า ใจถึ ง ความเป็นมาตั้งแต่สยามยังเป็น “มิสซังสยาม” สิ่งที่อยาก เน้นถึงความเป็นมาของมิสซังสยาม คงหลีกเลีย่ งไม่ได้ถงึ ชีวติ ของบรรดามิ ช ชั น นารี ที่ ท ่ า นได้ ส ละละประเทศบ้ านเกิ ด เมืองนอนของท่าน เพื่อน�ำความดีของพระคริสตเจ้ามาสู่เรา ปวงชนชาวไทย จากวันนั้นถึงวันนี้ เป็นระยะเวลายาวนาน ชี วิ ต ต่ อ ชี วิ ต ภารกิ จ ที่ สื บ ต่ อ กั น มายั ง คงยื น หยั ด อยู ่ ไ ด้ ตราบจนทุกวันนี้ นั่นเป็นเพราะชีวิตธรรมทูตของแต่ละท่าน
การภาวนา คืออะไร? "การภาวนาเป็นการยกจิตใจไปหาพระเป็นเจ้าเพือ่ สนทนากับพระองค์ หรือเป็นการขอสิง่ ดีงามทีเ่ หมาะสมจาก พระเป็นเจ้า" (น.ยอห์น ดามัสซีน) ความสุภาพถ่อมตนเป็น พื้นฐานของการภาวนา "แม้แต่เราก็ไม่ทราบว่า ควรจะ ภาวนาขอสิ่งใด" (รม.8:26) ความสุภาพถ่อมตนเป็นความ พร้อมทีจ่ ำ� เป็นเพือ่ รับพระพรแห่งการภาวนาโดยไม่เสียอะไร "มนุษย์นั้นเป็นขอทานต่อหน้าพระเจ้า" (น.ออกูสติน) การภาวนาเป็นการเปลีย่ นแปลงของหัวใจ เป็นการ เพ่งพินิจธรรมดาไปสู่ฟ้าสวรรค์ เป็นเสียงร้องแห่งการรับรู้ และเสียงร้องแห่งความรักทีโ่ อบอุม้ ทัง้ การทดลองและความ ปิติยินดี (น. เทเรซา แห่งลีซีเออ) การภาวนามีอยู่สองลักษณะ คือ การภาวนาจากใจ หมายถึงการสวดภาวนาส่วนตัวโดยการพูดกับพระเจ้าในใจ การคิ ด ถึ ง พระองค์ บางครั้ ง ออกมาในรู ป แบบการอ่ า น พระคัมภีร์ และร�ำพึงไตร่ตรองพระวาจาของพระที่ตรัสกับ
29
เราในพระคั ม ภี ร ์ การภาวนาจากใจเช่นนี้ต้องมี การฝึ ก หั ด และพั ฒ นาจิ ต ใจให้ จ ดจ่ อ กั บ พระเจ้าเสมอ ผู้ที่พัฒนาจิตใจและหมั่นสวดภาวนาอยู่ เสมอในชีวิตประจ�ำวัน จะภาวนาได้ง่ายขึ้นแม้เวลาท�ำงาน บนรถเมล์ ห รื อ ที่ ไ หนก็ ไ ด้ เขาก็ ส ามารถยกจิ ต ใจขึ้ น หา พระเจ้าเสมอ การภาวนาตามบทสวดที่ พ ระศาสนจั ก รแต่ ง ขึ้ น หมายถึงการภาวนาที่บางครั้งเราไม่ทราบว่าจะพูดว่าอะไร หรื อ สวดอย่ า งไรกั บ องค์ พ ระเป็ น เจ้ า มี บ ทภาวนาที่ พระศาสนจักรแต่งไว้ ให้เราได้สวดตามบทสวดนัน้ ขณะสวด ก็คิดตามความหมายของเนื้อหาของบทสวดที่แต่งไว้ เช่น บทข้าแต่พระบิดาของข้าพเจ้าทั้งหลาย เป็นบทที่พระเยซู สอนเราในพระคัมภีร์ บทวันทามารีอา เป็นบทที่เราใช้ สรรเสริญพระเจ้าผ่านทางพระนางมารีย์ คริสตชนสวดบทภาวนาบ่อย ๆ ตลอดช่วงวัน หมายถึง เมื่อถึงเวลาว่างก็จะยกจิตใจขึ้นหาพระเจ้า และสวดอย่าง สมํ่าเสมอ
- เราภาวนาเพื่ อ นมั ส การพระเจ้ า เพื่ อ ถวายเกี ย รติ และสรรเสริญพระองค์ - เราภาวนาเพือ่ ขอบพระคุณพระองค์สำ� หรับพระเมตตา รักที่พระองค์ทรงแสดงต่อเราด้วยความรักและความ ซื่อสัตย์ - เราภาวนาเพื่อวอนขอพระองค์ได้ทรงอภัยบาปให้กับ เราและเรายังภาวนาเพื่อวอนขอสันติภาพ - เราภาวนาเพื่ออ้อนวอนพระองค์ได้ทรงโปรดอวยพร ตัวเราและผู้อื่นด้วย
เราควรภาวนาอย่างไร?
ท�ำไมเราจึงภาวนา? 30
- เราควรภาวนาด้วยความตัง้ ใจในสิง่ ทีเ่ ราพูดกับพระเจ้า และฟังพระองค์ทรงตรัสกับเรา - เราควรภาวนาด้ วยความเชื่ อ มั่ น ด้ วยความสุ ภ าพ ถ่อมตน และเชื่อมั่นว่าพระองค์จะประทานสิ่งต่าง ๆ ที่ดีแก่เรา เราควรภาวนาเป็นพิเศษให้ใคร? - เราควรภาวนาให้กับตัวเราเอง - เราควรภาวนาให้กับบิดามารดา ญาติพี่น้อง เพื่อน และบุคคลที่เราไม่ชอบ - เราภาวนาส�ำหรับพระศาสนจักร พระสันตะปาปา พระสังฆราช บรรดาพระสงฆ์ นักบวชชาย-หญิง คริสตชน ที่ขาดความเชื่อ และเพื่อการกลับใจของคนบาป - เราภาวนาเพือ่ ประเทศชาติของเรา ผูป้ กครองชัว่ คราว เจ้าหน้าที่พนักงาน - เราภาวนาเพือ่ พีน่ อ้ งทุกคนในโลกนี้ เพราะพระผูเ้ ป็นเจ้า ทรงมี พ ระประสงค์ ใ ห้ ทุ ก คนเอาวิ ญ ญาณรอดพ้ น ไปสวรรค์ (1 คร 10:31)
ท�ำไมจึงมีการเรียกทุกคนให้ภาวนา ?
เพราะพระเจ้าทรงเป็นบุคคลแรกทีท่ รงเรียกทุกสิง่ มา รวมกันจากความว่างเปล่า โดยการสร้างโลก ทรงเป็นบุคคล แรกทีด่ งึ ดูดทุกคนอย่างไม่หยุดยัง้ ให้มาพบปะกันอย่างล�ำ้ ลึก ที่การภาวนา รูปแบบต่าง ๆ ของการภาวนา เป็นความสัมพันธ์กับ พระเยซูเจ้า น�ำบรรดาศิษย์ให้มที า่ ทีแห่งการภาวนา และการ ร�ำพึงซึ่งพระอาจารย์เองทรงมี การเรียนรู้จักการภาวนากับ พระเยซู เ จ้ า ต้ อ งภาวนาด้ ว ยความรู ้ สึ ก แบบเดี ย วกั บ ที่ พระเยซูเองทรงภาวนาต่อพระบิดา กล่าวคือ การนมัสการ การสรรเสริญ ขอบพระคุณ การอ้อนวอน และความย�ำเกรง ในพระองค์ (GDC 85)
จากค� ำ สอนของ พระศาสนจั ก รคาทอลิ ก ข้ อ ที่ 2626-2643 ได้ พู ด ถึ ง รูปแบบต่าง ๆ ของการภาวนา ดังนี้ 1. การอวยพรและการนมัสการ (Blessing and Adoration) "การอวยพร" จึงเป็นการแสดงออกของ ดวงใจที่ซาบซึ้งในพระพร พระมหากรุณาธิคุณ ความยิ่งใหญ่ และคุณงามความดีต่าง ๆ รวมทั้ง ทุกสิง่ ทุกอย่างทีพ่ ระเจ้าประทานให้แก่โลกและตัวของ เรา "การนมัสการ" เป็นท่าทีแห่งการยอมรับว่าตัวของเราเอง เป็ น เพี ย งสิ่ ง สร้ า งเล็ ก ๆ ที่ พ ระเจ้ า ทรงสร้ า งขึ้ น มา ส่วนพระเจ้าทรงเป็นพระผูท้ รงสรรพานุภาพ เป็นพระผูช้ ว่ ย ให้รอดพ้น เป็นผู้ปลดปล่อย เป็นผู้ที่มีพระคุณ เป็นเจ้าของ ชีวติ เราจึงต้องกราบต่อพระพักตร์นมัสการด้วยความสุภาพ ถ่อมตนอยู่เสมอ 2. การภาวนาวอนขอ (Petition) การวอนขอเป็นการแสดงความสุภาพของตนเอง ในฐานะที่เป็นสิ่งสร้าง เป็นคนบาป คนไม่บริสุทธิ์ ส�ำนึก ตนเองดีว่าชีวิตนี้จะต้องพึ่งพาพระเจ้าอยู่เสมอ เพราะหาก "ปราศจากพระเจ้า เราท�ำอะไรไม่ได้เลย" เราจึงต้องมีความ สัมพันธ์กบั พระเจ้าด้วยการภาวนาอยูต่ ลอดเวลา การวอนขอ ประการแรกคือการภาวนาวอนขอให้เรารู้จักการภาวนา การวอนขอให้พระองค์ทรงให้อภัยบาป การวอนขอให้รู้จัก แสวงหาพระราชัยของพระเจ้า การวอนขอส�ำหรับสิ่งของ ที่จ�ำเป็นส�ำหรับชีวิต และการภาวนาในทุกสถานการณ์ของ ชีวิต 3. การภาวนาอ้อนวอนเพื่อมวลชน (Intercession) การภาวนาอ้อนวอนเพือ่ มวลชน เป็นการภาวนาเพือ่ ประโยชน์ของผู้อ่ืน เป็นการแผ่เมตตาถึงคนอื่น ที่ต้องการ ความช่วยเหลือจากค�ำภาวนา ตามแบบอย่างของพระเยซูเจ้าเอง ที่ทรงภาวนาเพื่อเราคนบาปอยู่เสมอ เราจะต้องภาวนามิใช่ เพื่อ "ผลประโยชน์ของตนเท่านั้น แต่เพื่อผลประโยชน์ ของคนอื่น ๆ ด้วย" 4. การภาวนาขอบพระคุณ (Thanks giving) เราทุกคนมีอะไรต้องขอบพระคุณพระเจ้าอยู่เสมอ
31
ในทุ ก ๆ วั น เป็ น ต้ น ขอบพระคุ ณ ส� ำ หรั บ ผลงานแห่ ง ความรอดพ้ น ที่ พ ระเยซู เ จ้ า ทรงไถ่ บ าป ปลดปล่อยเราจากบาปและความตาย การประทาน ความศักดิส์ ทิ ธิใ์ ห้แก่เรา และในทุก ๆ เหตุการณ์ ตามค�ำสอน ของนักบุญเปาโลที่ว่า "จงขอบพระคุณพระเจ้า ในทุกกรณี เพราะพระองค์ ท รงปรารถนาให้ ท ่ า นท� ำ สิ่ ง เหล่ า นี้ ใ น พระคริสตเยซู" (1ธส 5:18) 5. การภาวนาสรรเสริญ (Praise) เรายกย่องสรรเสริญใครก็เพราะเขามีอะไรที่ดีที่ควร แก่การสรรเสริญ ส�ำหรับเราคริสตชน พระเจ้าทรงยิ่งใหญ่ ที่สุด เพราะ "มีพระเจ้าเที่ยงแท้อยู่องค์เดียว คือ พระบิดา ผู้สร้างสิ่งทั้งปวง และเรามีชีวิตอยู่เพื่อพระองค์" (1คร 8:6) นักบุญเปาโลสอนเราว่า "จงให้พระจิตสถิตอยู่กับท่านเต็มที่ จงทักทายกันด้วยถ้อยค�ำจากเพลงสดุดี บทเพลงและบท
32
ขั บ ร้ อ งอั น ศั ก ดิ์ สิ ท ธิ์ ร้ อ งเพลงและถวายสดุ ดี พ ระเจ้ า สรรเสริญพระองค์อย่างจริงใจ" (อฟ 5:19) 6. "พิธีบูชามิสซาขอบพระคุณ" เป็นสุดยอดของ การภาวนา เพราะแสดงออกทุกรูปแบบของการภาวนา (CCC 2643) เชิ ญ ชวนเราทุ ก คนได้ ส วดภาวนาอย่ า งสม�่ ำ เสมอ เพื่อยกระดับชีวิตความเชื่อของเราแต่ละคน เราสวดเพื่อ ขอให้ชีวิตของเราเป็นไปตามพระประสงค์ของพระองค์ และเพื่อเราจะได้มีหัวใจแข็งแกร่ง ดังเช่นธรรมทูตที่ได้ทิ้ง ร่องรอยแห่งความเชื่อไว้เป็นมรดกให้กับเราที่เป็นลูกหลาน สืบต่อไป 350 ปีมิสซังสยาม เราภาวนาเพื่อให้ชีวิตธรรมทูต ผู้แพร่ธรรมที่ท่านได้ข้ามน�้ำข้ามทะเลมาอยู่กับเราชาวสยาม น�ำพระคริสต์ และสิ่งดีงามมากมายมาสู่ประเทศของเรา ขอท่านจากสวรรค์ภาวนาเพื่อเราทุกคนได้มีความเชื่อมั่นคง ดังเช่นท่าน
l
โดยรัฏฏิการ์ สุทธิรัตนากร
3 FRIENDS
ON CHRISTMAS NIGHT
ในค�่ ำ คื น วั น คริ ส ต์ ม าส เป็ น ค�่ ำ คื น แห่ ง ความสุ ข และอบอุ่นหัวใจ เพราะหลาย ๆ ครอบครัวต่างก็อยู่กันอย่าง พร้อมหน้าเพื่อเฉลิมฉลองวันคริสต์มาส หลาย ๆ คนที่ต้อง ไปท�ำงาน ณ ดินแดนอันห่างไกล ก็ได้รบั โอกาสทีจ่ ะกลับบ้าน เพื่อไปเยี่ยมครอบครัวและได้ใช้เวลาอันมีค่าร่วมกับคนที่รัก ในคืนนั้นเอง 3 สหายเพื่อนสนิท อันได้แก่ ความตาย (Death) เวลา (Time) และความรัก (Love) ทั้ง 3 ผู้ซึ่งมี บทบาทต่อชีวติ ของมนุษย์ในทุก ๆ วันทุกเวลา พวกเขาก�ำลัง นั่งล้อมวงกันที่หน้าเตาผิงในค�่ำคืนอันเหน็บหนาว เมื่อมอง ออกไปด้ า นนอก มี เ พี ย งแสงไฟที่ ป ระดั บ ประดาบนต้ น คริสต์มาสสาดส่องเข้ามาที่หน้าต่างอย่างริบหรี่ หิมะขาว โพลนด้านนอกปกคลุมไปทั่วท้องถนน บรรยากาศข้างนอก นัน้ เงียบสงัดเนือ่ งจากผูค้ นส่วนใหญ่นนั้ ต่างก็กำ� ลังเลีย้ งฉลอง คืนวันคริสต์มาสอยู่ในบ้านของตนพร้อมกับครอบครัว
สหายคนที่ 1 มีชื่อว่า ‘ความตาย หรือ Death’ เธอเลือกที่จะอยู่ในรูปของ หญิงชราผมขาวโพลนในวัย 80 ปี เพือ่ สือ่ ว่าเธอ นัน้ คือผูท้ มี่ ปี ระสบการณ์อย่างมากบนโลกนี้ เธอมี ความรู้และผ่านอะไรมามากมาย เธอคาดหวังว่า ใคร ๆ ต่างก็ไว้วางใจที่จะเล่าเรื่องต่าง ๆ ให้เธอฟัง และต้องขอค�ำปรึกษาจากเธออย่างแน่นอน แต่ทว่า ความจริงกลับไม่เป็นเช่นนั้น......... ความตายเล่าว่า แท้ที่จริงแล้วทุกคนต่างหวาดกลัว เธอ ไม่มใี ครต้องการทีจ่ ะเข้าใกล้หรือคุยกัยเธอเลย น้อยคนนัก ที่พร้อมใจจะยอมพบเธอและเปิดรับเธอเข้ามา ผู้คนมัก เกลียดชังความตาย ผูค้ นส่วนใหญ่มกั จะท�ำทุกวิถที างเพือ่ ให้ รอดพ้นจากเธอ แต่ก็ไม่เสมอไปซะทีเดียว เพราะบางคนก็ ตัดสินใจเลือกที่จะมาเจอเธอเอง ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ใช่เวลา อันสมควร
ทุกคนบนโลกนัน้ รับรูถ้ งึ การมีอยูข่ องเธอแต่กลับไม่มใี ครเลย ที่ อ ยากพู ด ถึ ง เธอเพราะคิ ด ว่ า เธอคื อ ต้ น เหตุ ข องความ เศร้าโศก.......... สหายคนที่ 2 มีชื่อว่า ‘เวลา หรือ Time’ เขาเลือกที่ จะอยูใ่ นรูปของเด็กชายตัวน้อยอายุราว 7 ขวบ เพือ่ สือ่ ว่าเขา ที่หน้าเตาผิงนั้น ทั้ง 3 สหายก�ำลังคุยกันถึงเรื่องราว นั้ นพร้ อ มที่ จะเรี ย นรู ้ สิ่ ง ใหม่ ๆ มี ความสดใสและร่ า เริ ง ของตนเองในตลอดปีทผี่ า่ นมา พวกเขาแบ่งปันประสบการณ์ และมักตัง้ ค�ำถามต่อสิง่ ต่าง ๆ รอบตัวเสมอ เขาคาดว่าทุก ๆ คน บนโลกมนุษย์ให้กับสหายคนอื่นได้ฟัง เพราะแต่ละคนต่างก็ ต้องชอบเขาแน่ ๆ และความจริงก็เป็นเช่นนั้น เวลาเล่าว่า ทุกคนบนโลกต้องการเขามาก ใคร ๆ ก็พูดถึงแต่เขาบอกว่า มีบทบาทและหน้าที่ที่แตกต่างกันไปเมื่ออยู่บนโลก
33
เขาคือสิ่งส�ำคัญ และทุก ๆ คนต่างก็ปรารถนาที่จะมีเขา มากกว่าที่มีอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ใน ณ ขณะที่ผู้คนก�ำลังมี ความสุข พวกเขาต่างต้องการเวลาเพิม่ เพือ่ คงความสุขให้อยู่ นานที่สุด บางคนก็ตอ้ งการจะให้เขาถอยกลับไปให้อายุนอ้ ยกว่า 7 ขวบ พวกมนุษย์เรียกมันว่า ‘การย้อนเวลา’ นัน่ เป็นเพราะ ผู้คนคิดถึงและโหยหาความสุขในอดีต แต่สิ่งที่เด็กชายเวลา ไม่ชอบใจที่สุดคือ หลาย ๆ คนเต็มใจที่จะเสียเขาไปโดย ง่ายดาย หรือบางคนก็ต้องการที่จะฆ่าเขาเพราะมองว่าเขา ไม่มีค่าเลย...........
34
มาถึงเรื่องราวสุดท้ายของสหายคนที่ 3 ที่มีชื่อว่า ‘ความรัก หรือ Love’ เธอเลือกที่จะอยู่ในรูปของหญิงสาว งามสะพรั่งวัย 18 ปี เพื่อสื่อว่าเธอนั้นเป็นเหมือนดอกไม้ที่ ก� ำ ลั ง ผลิ บ าน พร้ อ มออกไปผจญภั ย ในโลกที่ ก ว้ า งใหญ่ นัยน์ตาของเธอนัน้ เปีย่ มไปด้วยความสุข ความหวัง และความ ยินดี และในขณะเดียวกันก็เปีย่ มไปด้วยความทุกข์ ความเจ็บปวด และความเศร้า เธอไม่คาดหวังอะไรจากมนุษย์ เพราะเธอคิดว่า เธอคือส่วนหนึ่งของทุก ๆ สิ่ง ไม่ว่าจะเป็นความสว่างหรือ
ความมืด ความดีหรือความชั่ว ความสุขหรือความเศร้า หรือ แม้แต่ความตายและเวลา ความรักเล่าว่า ผู้คนต้องการเธอในทุก ๆ ที่ทุกเวลา ทั้งเด็ก วัยรุ่น ผู้ใหญ่ หรือคนแก่ ต่างก็เรียกร้องหาเธอ เธอคือสิ่งที่ท�ำให้ชีวิตต่าง ๆ ขับเคลื่อนไปได้ เธออยู่ในทุก การกระท�ำและค�ำพูด แต่กระนั้นก็ยังมีคนที่ไม่ชอบเธออยู่มากมาย เพราะ คิดว่าเธอเป็นต้นเหตุของความเจ็บปวดและเสียใจ มนุษย์ บอกว่าเธอคือดาบสองคม เธอน�ำมาซึ่งความสุขในตอน เริม่ ต้น แต่กลับน�ำพาความเสียใจมาให้ในภายหลัง และนีค่ อื ความจริงของความรัก เธอไม่เคยเถียงหรือคัดค้านแม้แต่นอ้ ย เพราะเธอยืนยันว่าเธออยู่ในทุก ๆ สิ่ง ในทุก ๆ ความรู้สึก และทุกอณูของชีวิต........ ความตายและเวลา เมื่อได้ฟังสิ่งที่ความรักเล่าจบ พวกเขาก็คิดขึ้นได้ว่า ทั้ง 3 นั้นต่างก็เป็นส่วนหนึ่งของ กันและกัน ในทุก ๆ ที่ ทุก ๆ ชีวติ จะต้องมีสหายทัง้ 3 อยูร่ ว่ มกัน เสมอ และทั้ง 3 คือสิ่งที่เชื่อมต่อทุกคนบนโลกเข้าไว้ด้วยกัน ความตาย เวลา และความรัก ต่างก็ท�ำหน้าที่ของตนเองโดย สัมพันธ์กัน ไม่ว่ามนุษย์จะชอบหรือไม่ชอบพวกเขาก็ตาม ในที่ ๆ มีความตายเกิดขึน้ สิง่ ทีค่ งเหลือไว้ให้กบั คนที่ยังมีชีวิตอยู่ นั้นคือความรักของผู้ที่ตายจากไป ในที่ ๆ มีความรัก เราจะมีเวลาให้กบั สิง่ ทีเ่ รารัก เสมอ ถ้าหากเรามีความรักให้กับสิ่งนั้นมากพอ ในที่ ๆ เวลาหยุดหมุน นั้นคือเวลาที่เราได้ตาย จากโลกนี้ไป ดังนัน้ ในขณะทีย่ งั มีชวี ติ อยู่ ขอให้เราจงใช้ความ รักและเวลาไปอย่างคุ้มค่าและมีความหมาย แล้วความตายก็อาจไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิดไว้ “Just Make Sure That You Notice The Collateral Beauty” (บทความเรื่องนี้ ได้รับแรงบันดาลใจ จากภาพยนตร์เรื่อง Collateral Beauty)
By Alberto Rinaldini
l
โดยซิสเตอร์พันธ์ทิพย์ คิ้มแหน ถอดความ...
ต่อจากฉบับที่แล้ว
เมืองเจโนวาได้ให้อะไรกับคุณพ่อบอสโกบ้าง ดูเหมือนว่ามีการแลกเปลี่ยนกันระหว่างบุคคล 2 บุคคล คุณพ่อบอสโกส่องแสงสว่างด้วยสายตาของพระผู้อยู่ เบื้ อ งบน และเจโนวาพบว่ า ในสายตานั้ น มี สิ่ ง ที่ ดี ก ว่ า ตัวมันเอง สายตานั้นร้องขอความช่วยเหลือและได้รับความ ช่วยเหลือส�ำหรับเยาวชนยากจนและถูกทอดทิ้ง การพบปะ ที่ มั่ ง คั่ ง และมิ ต รภาพที่ ลึ ก ซึ้ ง ของพระสั ง ฆราช 3 องค์ ชาวเจโนวา เชื่อมโยงความดีงามอันน่าพิศวงของครอบครัว Aristocratich ความรักของสงฆ์ท้องถิ่น ความกระตือรือร้น ของชาวเมือง หยั่งรู้ถึงความศักดิ์สิทธิ์ของคุณพ่อบอสโก การพบปะกับพระสังฆราช 3 องค์ชาวเจโนวากับคุณพ่อ บอสโกนี้ ท�ำให้เกิดความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นแก่กันและกัน
ทรงคัดแยกไว้ด้วยความเคารพ พ่อได้ทดลองในรูปแบบ ต่าง ๆ มากมายเป็นเวลามากกว่า 40 ปี และพ่อสามารถบอก ได้วา่ เป็นพระพรจากสวรรค์ ถ้ามันเป็นจริงและมันจะเป็นจริง มากที่ สุ ด เมื่ อ อั ศ จรรย์ ข องพระเจ้ า ท� ำ ให้ ค� ำ พู ด ของพ่ อ บังเกิดผล”
35
การพบกับประชาชน : การประชุมซาเลเซียน การประชุมเป็นอีกรูปแบบหนึ่งที่จะเข้าถึงความคิด และหัวใจของผู้คน หัวข้อที่ถูกใจพวกเขาคือ ความรักที่ แสดงออกภายใต้รูปแบบของความใจบุญ (beneficenza) บ้านเด็กก�ำพร้า วัดต่าง ๆ การตีพิมพ์หนังสือ งานธรรมทูต เหล่านี้ได้รับการหล่อเลี้ยงจากคนในเมือง มิใช่ความเฉยเมย ของผูค้ น ขอย�ำ้ กับผูม้ นี ำ�้ ใจดี จงอย่าเหน็ดเหนือ่ ยทีจ่ ะบริจาค ทานให้กบั คนยากจน “จงเป็นสานุศษิ ย์ทแี่ ท้จริง ซึง่ พระองค์
• ที่ Sampierdarena 1880 La conferenza เกิดขึ้นหลังจากที่คุณพ่อบอสโกก่อ ตั้งบ้านพักสงฆ์ของนักบุญวินเซนต์ เดอ ปอล 9 ปี คุณพ่อได้ กล่ า วถึ ง การริ เ ริ่ ม กิ จ การผู ้ ร ่ ว มงาน ซึ่ ง เป็ น ภารกิ จ ของ การอบรมเยาวชน ศูนย์เยาวชน บ้านพักสงฆ์ งานธรรมทูต งานกระแสเรียกในพระศาสนจักร ความจ�ำเป็นของการ
ร่วมงานกัน ประสิ ท ธิ ผ ลของกลุ ่ ม ซาเลเซียนผู้ร่วมงาน ในการประชุม อบรมครั้งนี้ คุณพ่อได้อ้างถึงคณะธิดาแม่พระ องค์อุปถัมภ์เป็นครั้งแรก และงานธรรมทูตของพวกเขา คุณพ่อเลมูแอง (Lemonye) ชาวเจโนวาได้กล่าวว่า “ภารกิจ ในทวีปอเมริกา ดินแดนปาตาโกเนีย ในปี 1877 ที่บรรดา ซิสเตอร์กลุม่ แรกได้ไปเหยียบผืนดินนี้ ค�ำพูดของคุณพ่อบอสโก เป็ น ดั ง เพื่ อ นร่ ว มทางที่ น� ำ พระหรรษทานของพระเจ้ า หลั่งลงมาดุจดังสายฝนพรมหัวใจของสมาชิกในคณะทุกคน และในเย็ น วั น เดี ย วกั น นั้ น พวกเขาได้ ท� ำ ทานกั น อย่ า ง มหาศาล” หลังจากการประชุมอบรม คุณพ่อบอสโกได้อยู่ ท่ามกลางผู้คน ทุกคนอยากพูดกับคุณพ่อ อยากจูบมือ ขอการอวยพรและเหรียญแม่พระจากคุณพ่อ
36
• ในมหาวิหารนักบุญซีโร มีการประชุมอบรมของ คณะซาเลเซียนถึง 3 ครั้ง ครัง้ แรก วันที่ 31 มีนาคม 1882 พระสังฆราชมาญัสโก (Magnasco) เชิญคุณพ่อบอสโกรับอาหารกลางวันเป็นเพือ่ น นีค่ อื ค�ำพูดทีค่ ณ ุ พ่อบรูโน แฟร์เรโร (Bruno Ferrero) บันทึก ไว้ “การเข้าเงียบ การให้การสั่งสอน การอบรมเยาวชนที่อยู่ ในภาวะเสี่ยงนั้นเป็นสิ่งที่ดีส�ำหรับสังคมในเมือง ถ้าเยาวชน คนหนึง่ ได้รบั การอบรมทีด่ ี เราจะมีชนยุคใหม่ทดี่ ดี ว้ ย แต่ถา้ ไม่เป็นเช่นนั้นในไม่ช้าสังคมก็จะประกอบไปด้วยคนที่มี พยศชั่ว ฟุ่มเฟือย ติดสุรา และท�ำความชั่ว เยาวชนเหล่านี้ ถือหมวกไว้ในมือต่อหน้าพวกเธอ ส่วนพวกเธอก็ต้องหา อาหารให้พวกเขาทาน สอนให้มีมานะอุตสาหะ ให้เป็นคน สุจริต ดูแลเอาใจใส่ชีวิตอนาคตของพวกเขา” อาศัยการ อบรมเท่านั้นที่สามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้ ครัง้ ทีส่ อง วันที่ 13 มีนาคม 1886 ขณะทีค่ ณ ุ พ่อบอสโก ก�ำลังออกเดินทางไปประเทศสเปน คุณพ่อบอสโกล�ำบากที่ จะพู ด ดั ง นั้ น คุ ณ พ่ อ ฟรั ง เชสโก คอเรตตี (Francesco Cerretti) อธิการของโรงเรียนซาเลเซียนเป็นผู้พยุงคุณพ่อ บอสโกไปทีธ่ รรมมาสน์ คุณพ่อยอแซฟ ลาซซาโล (Giuseppe Lazzaro) หนึ่งในสมาชิกของการประชุมสมัชชาใหญ่ ได้ บันทึกไว้เมื่อวันที่ 28 มีนาคม : ความว่า “คุณพ่อบอสโก บุคคลที่เป็นที่รักของเรา ทีละเล็กทีละน้อย ท่านก็ชราลง เรื่อย ๆ แต่กลับเป็นบุคคลผู้ทรงคุณค่า ที่เจโนวาท่านก็
เดินทางไปให้การอบรมกับซาเลเซียนผู้ร่วมงาน ครั้งนี้ท่านมี ความกระตือรือร้นมาก ใจกว้าง และให้เต็มที่” เจ วอทที (Ge-Votti) ซาเลเซียนผู้ร่วมงานคนหนึ่งก็ได้เขียนยืนยันกับ คุณพ่อรัวว่า “ผมผ่านช่วงเวลา 1 ชัว่ โมงเหมือนอยูใ่ นสวรรค์ ดูเหมือนว่าคุณพ่อบอสโกที่รักของเราซาเลเซียนผู้ร่วมงาน ทัง้ ชายและหญิงอยากกลืนกินท่าน เพราะพวกเขาอยากเห็น อยากพูด และอยากจูบมือของท่านด้วย และส�ำหรับคุณพ่อ บอสโกท่านหัวเราะ ท่านฟังทุกคน และพูดกับเขา 2-3 ค�ำ เพื่อเป็นประโยชน์ส�ำหรับวิญญาณ” ครั้งที่สาม วันที่ 21 เมษายน 1887 เป็นปีที่เกิด แผ่ น ดิ น ไหวและคุ ณ พ่ อ ก� ำ ลั ง เดิ น ทางไปกรุ ง โรมเป็ น ครั้ ง สุ ด ท้ า ย ฟรั ง โก เด อั น ชี ส (Franco De Anicis) ซาเลเซี ย นผู ้ ร ่ ว มงานได้ ส ่ ง รถม้ า ไปรั บ คุ ณ พ่ อ ที่ ซั ม ปี เ อร์ ดาเรนา (Sampierdarena) มาที่อาสนวิหารนักบุญซีโร ซึ่ ง มี พื้ น ที่ ก ว้ า งขวางมาก แต่ วั น นั้ น พื้ น ที่ นั้ น กลั บ เล็ ก ลง อย่างถนัดตา เพราะผู้คนมามากมาย ภายนอกท่านสุภาพ เหน็ดเหนื่อย ทนทุกข์ ผู้คนจ�ำนวนมากร�่ำไห้เมื่อเห็นท่าน ในสภาพเช่นนี้ พระสังฆราช พระสงฆ์ ผูร้ ว่ มงาน พยายามเข้าใกล้ชดิ ท่าน เพื่อเล่าถึงภารกิจซาเลเซียนตามบ้านต่าง ๆ ความเสียหาย จากแผ่นดินไหวของบ้านต่าง ๆ ในเขตลีกูเรีย (Liguria) เสียงสะท้อนจากอิตาลีโดยผู้กล้าหาญ พระอัครสังฆราช ปารอดี (Mons.Parodi) ในบทบรรณาธิการเมื่อวันที่ 22 เมษายน กล่าวถึงคุณพ่อบอสโกไว้ว่า “ทุกคนปรารถนาจะ ฟังค�ำพูดของคุณพ่อ อยากจูบมือของท่าน หรืออย่างน้อย เพียงสัมผัสชุดของท่านและคุณพ่อได้ท�ำให้ทุกคนพอใจท่าน ส่งยิ้มอย่างสงบ ทุกคนพูดว่าคุณพ่อเป็นนักบุญ” บทสรุป ความรักทีเ่ กิดขึน้ ในการพบกันอย่างเรียบง่ายระหว่าง เจโนวาและดอนบอสโกมีตราประทับของพระเจ้าและความ สัตย์ซื่อระหว่างกันอย่างไม่จืดจางหายไปตามกาลเวลา
“พิพิธภัณฑ์” แหล่งเรียนรู้เรื่อง “สันติภาพ” ในสังคมไทย l
เมื่อกล่าวถึง “พิพิธภัณฑ์” หลายคนคงนึกถึงอาคาร สถานที่ที่มีกลิ่นอับทึบ วัตถุโบราณเก่าคร�่ำคร่า ดูขลังแกม หลอนในบางครั้ง แถมเรื่องราวก็ไม่น่าสนใจ การบรรยายก็ ยังชวนหลับ ดูรวม ๆ แล้วไม่น่าชวนเข้าไปเยี่ยมชมเท่าไรนัก หลายคนอาจบอกว่า เป็นสถานที่ที่ไม่เคยใฝ่ฝันถึงเลยตลอด ชีวิต แต่ในบทความสั้นนี้ผู้เขียนอยากจะชวนผู้อ่านไปมอง พิพธิ ภัณฑ์ในมุมใหม่ทอี่ าจจะไม่คอ่ ยคุน้ เคยนักส�ำหรับสังคมไทย แม้วา่ จะมีความพยายามอยูม่ ากในการออกแบบและจัดท�ำให้ พิพิธภัณฑ์มีความทันสมัย แต่ก็พบว่าคนส่วนใหญ่ที่เข้าชม พิ พิ ธ ภั ณ ฑ์ แ ละใช้ พิ พิ ธ ภั ณ ฑ์ เ ป็ น แหล่ ง ศึ ก ษาเรี ย นรู ้ โดยเฉพาะอย่างยิง่ ในเรือ่ งทีเ่ กีย่ วกับสันติภาพก็ยงั มีอยูน่ อ้ ยมาก ช่ า งสวนทางกั บ ปริ ม าณความรุ น แรงที่ มี อ ยู ่ ด าษดื่ น ใน สังคมไทยโดยรวม แม้ว่าในระยะหลังเราจะเห็นพิพิธภัณฑ์ ใหม่ ๆ มีเพิ่มมากขึ้น ที่โดดเด่นทันสมัยมากน่าจะเป็น พิ พิ ธ ภั ณ ฑ์ ก ารเรี ย นรู ้ มิ ว เซี ย มสยาม ที่ มี ก ารหมุ น เวี ย น ผลัดเปลี่ยนนิทรรศการต่าง ๆ มาให้ได้เรียนรู้กันตลอดทั้งปี นอกนั้นเราก็คงเห็นพิพิธภัณฑ์เกิดใหม่อื่น ๆ เช่น พิพิธภัณฑ์ หนังใหญ่ พิพธิ ภัณฑ์หนุ่ ขีผ้ งึ้ พิพธิ ภัณฑ์ไดโนเสาร์ พิพธิ ภัณฑ์ วิ ท ยาศาสตร์ หรื อ โครงการที่ จ ะก่ อ ตั้ ง พิ พิ ธ ภั ณ ฑ์
พัทธ์ธีรา นาคอุไรรัตน์1
หอภาพยนตร์ ทว่าเมือ่ พินจิ อย่างละเอียดก็จะ พบว่า น้อยนักที่จะมีมิติการพูดถึง “การเรียนรู้ เรื่องสันติภาพ” ท� ำ ไมพิ พิ ธ ภั ณ ฑ์ จึ ง เป็ น แหล่ ง เรี ย นรู ้ เ รื่ อ ง สั น ติ ภ าพได้ หลายคนอาจจะนึ ก ค� ำ ตอบไม่ อ อก และพิพธิ ภัณฑ์หน้าตาแบบใดหรือทีจ่ ะเป็นแหล่งเรียนรู้ เรื่องสันติภาพได้? และพิพิธภัณฑ์สันติภาพมีอยู่ที่ใดบ้าง ในโลกใบนี้? เมืองลูเซิร์น (Lucerne) สวิสเซอร์แลนด์ อาจจะเป็น ประเทศแรกของโลกที่เปิดพิพิธภัณฑ์สันติภาพ (Peace Museum) เพื่ อ ให้ เ ป็ น แหล่ ง เรี ย นรู ้ เ พื่ อ ป้ อ งกั น การท�ำลายล้างอย่างมหาศาลต่อมวลมนุษยชาติ ด้วยด้านกลับ ของสันติภาพคือ การท�ำสงครามท�ำลายล้าง ดังนัน้ พิพธิ ภัณฑ์ สันติภาพแห่งแรกของโลกซึ่งได้รับการผลักดันอย่างจริงจัง ของ Jan Bloch จึงเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1902 (Apsel, 2015; Dungen, 2006) และนี่ อ าจเป็ น เหตุ ผ ลหนึ่ ง ที่ ท� ำ ให้ ชาวสวิสเซอร์แลนด์รักสันติภาพและเป็นประเทศที่ผู้คนมี ความสุข มีคุณภาพชีวิตที่ดีมากมาอย่างยาวนาน
Museum of War and Peace at Lucerne, Switzerland, 1910s ภาพโดย : UIG via Getty Images 1
อาจารย์ประจ�ำสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา และบรรณาธิการบริหารวารสารสิทธิและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล n.padtheera@gmail.com
37
กึ ษา ศ ร า ก . . ม. อ ค ท อ ด ะ สาร หลังจากนัน้ มา ในหลาย
38
ประเทศโดยเฉพาะในแถบเอเชีย ตะวันออก เช่น ญีป่ นุ่ จีน และเกาหลีใต้ ซึง่ เดิม เป็นประเทศที่ขัดแย้งกันมาตลอด ก็มีโอกาสได้เรียนรู้ถึง พิษภัยของมหาสงครามและตระหนักว่าจ�ำต้องปรับเปลี่ยน วิ ธี คิ ด และวั ฒ นธรรมเสี ย ใหม่ เ พื่ อ ป้ อ งกั น มิ ใ ห้ เ กิ ด โศกนาฏกรรมต่ อ มนุ ษ ยชาติ ขึ้ น อี ก ดั ง นั้ น พิ พิ ธ ภั ณ ฑ์ สันติภาพจึงเกิดขึน้ อีกหลายแห่งตามมา แต่การใช้พพิ ธิ ภัณฑ์ เพือ่ เรียนรูว้ ธิ ที จี่ ะป้องกันมิให้เกิดสงครามก็ยงั มิได้แพร่หลายนัก พิ พิ ธ ภั ณ ฑ์ ห ลายแห่ ง ก็ เ ลยกลายเป็ น สถานที่ ส ะสมวั ต ถุ โบราณ เรื่องราวของคนที่ตาย สิ่งของที่ตายไปแล้วอย่างน่า เสียดาย ในขณะที่การใช้พิพิธภัณฑ์เป็นพื้นที่ส�ำหรับการ จัดการเรียนการสอนเรื่องสันติภาพโดยตรงในระดับการ ศึกษาขัน้ พืน้ ฐานก็ยงั มิได้รบั การพัฒนาเท่าทีค่ วร ยิง่ ในสังคม ไทยอาจกล่าวได้ด้วยว่า แทบจะไม่มีแนวคิดในเรื่องเหล่านี้ ปรากฏอยูเ่ ลย ผูเ้ ขียนไม่อยากจะกล่าวทึกทักว่า เพราะสังคม ไทยไม่เคยใช้ประวัติศาสตร์หรือเล่าราวความจริงในอดีตที ่ โหดร้ า ยมาพู ด ถึ ง กั น และแม้ ก ระทั่ ง ในพิ พิ ธ ภั ณ ฑ์ ที่ จ ะ เล่าเรื่องการเข่นฆ่าท�ำลายล้างกันเองในสังคมไทยก็หาได้ น้อยมาก ทั้ง ๆ ที่เรามีประวัติศาสตร์สงครามย่อย ๆ ภายใน ประเทศทีเดียวจากกรณี 14 ตุลาคม 2516 หรือ 6 ตุลาคม 2519 ทว่าสิ่งที่สังคมไทยต้องใช้เวลากว่า 40 ปี ส�ำหรับการ ผลั ก ดั น ให้ มี พิ พิ ธ ภั ณ ฑ์ ที่ เ ป็ น อนุ ส รณ์ ใ ห้ กั บ คนที่ ต ้ อ ง เซ่นสังเวยชีวิตด้วยน�้ำมือของคนไทยด้วยกันที่สี่แยกคอกวัว
ภาพพิพิธภัณฑ์และห้องจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา 16 สี่แยกคอกวัว กรุงเทพมหานคร
และสังคมไทยก็ยังไม่เปิดพื้นที่ให้ความส�ำคัญกับการเรียนรู้ จากพิพิธภัณฑ์นั้นเพื่อป้องกันความขัดแย้งรุนแรงถึงตาย ที่ สุ ่ ม เสี่ ย งจะเกิ ด ขึ้ น ได้ อี ก หลายครั้ ง หลั ง ปี พ.ศ.2519 เป็นต้นมา “พิพิธภัณฑ์” สามารถเป็นพื้นที่ส�ำหรับการเรียน การสอนสันติภาพศึกษาได้อย่างไร? หลายคนอาจจะตั้ง ค�ำถามนี้อยู่ในใจ ผู้อ่านที่ติดตามสื่อสาร ธมอ. เล่มก่อน ๆ หน้ามาบ้าง ก็อาจจะคุน้ เคยกับบทความชิน้ หนึง่ ของผูเ้ ขียนทีเ่ ล่าเรือ่ งการ ไปศึกษาดูงานฝึกอบรมเกีย่ วกับการเรียนการสอนทีเ่ ยอรมัน และโปแลนด์ และได้พบว่าพื้นที่ของทั้งสองประเทศนั้น ส่วนใหญ่มรี อ่ งรอยความโหดร้ายทารุณของสงครามและการ ท� ำ ลายล้ า งมนุ ษ ย์ ด ้ ว ยกั น เป็ น พื้ น ที่ ที่ ค รั้ ง หนึ่ ง ก่ อ น สงครามโลกครั้ ง ที่ 2 ได้ เ คยถู ก ใช้ เ ป็ น พื้ น ที่ ส ร้ า งความ เกลี ย ดชั ง เพื่ อ จะได้ มี ค วามชอบธรรมในการเข่ น ฆ่ า คน ที่คิดต่างเห็นต่าง คนที่มีเชื้อสายเผ่าพันธุ์ต่างไปจากกลุ่มผู้มี อ�ำนาจขณะนั้น ซึ่งก็คือ เยอรมัน ดังนั้น ค่ายกักกันผู้ลี้ภัยจึง เต็มไปหมดและเป็นค่ายที่มิเพียงแค่กักกันเสรีภาพของผู้คน แต่เป็นค่ายที่มีการใช้ความโหดร้ายผิดมนุษย์กระท�ำต่อ มนุษย์ด้วยกันและมองเห็นเป็นเรื่องสนุก ตลกขบขัน เช่น อาสาสมัครเล่าให้ฟงั ว่า ในยามฤดูหนาวอุณหภูมติ ดิ ลบเหล่า นักโทษซึ่งปกติก็สวมเสื้อผ้าบาง ๆ อยู่แล้วจะได้รับอนุญาต จากทหารของค่ายให้เข้าห้องน�้ำพร้อมกันในสภาพที่เปลื้อง เสื้อผ้าล่อนจ้อนทั้งหมด และบางครั้งพวกทหารที่เฝ้ายามก็ นึกสนุกขึ้นมา และเริ่มการเล่นบางอย่าง เช่น เล่นยิงปืนให้ ไปใกล้ตวั นักโทษมากทีส่ ดุ แน่ละ่ คนจะเข้าห้องน�ำ้ ท่ามกลาง บรรยากาศทีห่ นาวติดลบชีวติ ก็ยากล�ำบากอยูแ่ ล้ว ยังจะต้อง มาตกใจและหนีตายอีก ไม่อยากจะนึกภาพว่าเป็นอย่างไร
รูแ้ ต่วา่ เมือ่ ยามทีย่ นื ฟังเรือ่ งราวซึง่ เป็นส่วนหนึง่ ของโปรแกรม การอบรมอยู่นั้น ผู้เขียนแทบจะล้มทั้งยืน อีกเรื่องที่น่า เศร้าสลดใจคือ บรรดาภรรยาและครอบครัวของนายทหาร ที่ค่ายกักกันชอบพาลูก ๆ มาดูการท�ำทรมานนักโทษใน ค่ า ยกั ก กั น ด้ ว ยมองเห็ น เป็ น เรื่ อ งสนุ ก ตลก ขบขั น และเป็นการใช้เวลาว่างในครอบครัวด้วยกัน ผู้เขียนเรียนรู้ อย่างแม่นย�ำทีเดียวว่า การเข่นฆ่าและการใช้ความรุนแรงต่อ กันนัน่ เป็นเรือ่ งทีถ่ กู ปลุกระดม ปลูกฝัง และท�ำให้เห็นว่าเป็น เรื่องปกติที่สามารถตลกขบขันได้ซึ่งเรียกว่าเป็น วัฒนธรรม ความรุนแรง อาสาสมัครในพิพิธภัณฑ์ของโปแลนด์บอกว่า เธอมุ่งมั่นตั้งใจเรียนประวัติศาสตร์และพัฒนาภาษาเพื่อจะ สอบแข่งขันมาเป็นเจ้าหน้าที่ในพิพิธภัณฑ์แห่งการฆ่าล้าง เผ่ า พั น ธุ ์ ใ นค่ า ยกั ก กั น ผู ้ ลี้ ภั ย เพี ย งเพราะเธอเชื่ อ มั่ น ว่ า เธอสามารถเป็ น ส่ ว นหนึ่ ง ของการ ให้ ก ารศึ ก ษาเรื่ อ ง วัฒนธรรมสันติภาพและการป้องกันการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ มนุษยชาติ แก่นักท่องเที่ยวที่เข้ามาเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ และเธอมุ่งมั่นจะท�ำหน้าที่นี้อย่างดีที่สุด แม้ว่าบางครั้งเธอก็ รู้สึกหดหู่มาก หันกลับมามอง “พิพธิ ภัณฑ์” ทีจ่ ะท�ำหน้าทีเ่ ป็นพืน้ ที่ และแหล่งเรียนรู้ “สันติภาพ” ในสังคมไทย พิพิฑภัณฑ์ 14 ตุลา 16 เป็นอีกพื้นที่หนึ่งที่บอกเล่าให้เราเรียนรู้ว่าอะไร บ้างเป็นสาเหตุของการเข่นฆ่าคนไทยด้วยกันกลางเมืองหลวง อะไรบ้างที่เป็นรากเหง้าของความไม่เท่าเทียมกันในสังคม อะไรบ้างทีเ่ ป็นวัฒนธรรมอ�ำนาจทีใ่ ห้ความชอบธรรมกับการ ใช้กำ� ลังบังคับข่มขูไ่ ปจนถึงการสัง่ ฆ่าอย่างเลือดเย็น และเรา จะสามารถก้าวข้ามความโกรธแค้นชิงชังตลอดจนอคติทมี่ ตี อ่ ผู้คนที่คิดเห็นแตกต่างจากเราได้อย่างไร ที่ส�ำคัญ เราจะ
สามารถให้อภัยต่อคนที่ ลงมื อ และจะฟื ้ น ฟู ช ดเชย เยี ย วยาต่ อ เหยื่ อ ผู ้ เ สี ย หายได้ อย่างไร ค�ำถามเหล่านี้ส�ำคัญต่อการ ชวนขบคิดเพื่อป้องกันมิให้เหตุการณ์ ร้าย ๆ แบบนัน้ เกิดขึน้ ได้อกี การเรียนรูจ้ าก พิพิธภัณฑ์อย่างได้ผล มิใช่เรื่องง่ายแต่ก็มิยาก ที่จะท�ำ หากเรายังเชื่อมั่นในการอยู่ร่วมกันอย่าง สันติสขุ และเคารพกันและกันในฐานะเพือ่ นมนุษย์ ร่วมสังคมโลก ในฐานะที่ผู้เขียนท�ำงานในสามจังหวัดชายแดน ภาคใต้ พบเห็นอคติ ความเกลียดชัง และการมองเห็นคน ไม่เท่ากัน และใช้เหตุผลข้ออ้างเหล่านัน้ กระท�ำความรุนแรง ใส่กันมานาน ผู้เขียนยังมุ่งมั่นท�ำงานในพื้นที่ซึ่งยังมีความ เสีย่ งอยูม่ าก ก็ดว้ ยมีความหวังเช่นกันว่าจะเป็นส่วนหนึง่ ของ การช่วยน�ำพาสันติภาพกลับมาสูผ่ คู้ นทีน่ นั่ และผูค้ นในสังคม ไทยโดยรวม เพราะอย่ า งน้ อ ยเงิ น งบประมาณกว่ า 3 แสนล้านบาททีท่ มุ่ เทลงไปกับข้ออ้างเพือ่ “แก้ปญ ั หาความ ไม่ ส งบในชายแดนใต้ ” หรื อ “เพื่ อ สั นติ ภาพ/สั น ติ สุข ” หากแต่ไม่ได้มงุ่ เน้นทีก่ ารให้การศึกษาเพือ่ สันติภาพเท่าไรนัน้ ผู้เขียนเห็นว่าหากน�ำไปจัดท�ำพิพิธภัณฑ์สันติภาพ (Peace museum) และจัดการเรียนการสอนจัดการศึกษาเรื่อง วัฒนธรรมสันติภาพ (Culture of Peace) ให้ทั่วประเทศ บางทีอาจจะเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่สามารถเรียนรู้และสร้าง สั น ติ ภ าพที่ ยั่ ง ยื น ได้ มากกว่ า การทุ ่ ม เทงบประมาณที่ ไ ม่ สามารถตรวจสอบได้ถงึ ผลลัพธ์เชิงการเรียนรูท้ จี่ ะอยูก่ นั แบบ ไม่ต้องฆ่ากันได้ในระยะยาว
39
ซิสเตอร์ เอมีเลีย โมสกา (Emilia Mosca)
ความเดิมตอนที่แล้ว...
...ซิสเตอร์เอมีเลียได้เจริญชีวิตแห่งความนบนอบในความเชื่อ (เทียบ โรม 1, 5) ซึ่งไม่ใช่เป็นการตอบรับครั้งเดียวตลอดไป แต่เป็น“การต่อสู้กับการประจญในทางโลกที่ จะไม่นบนอบ ไม่ขึ้นกับใคร ต่อสู้กับความทะนงตนแบบมนุษย์ ผู้เจริญชีวิตตามเนื้อหนัง ดังที่นักบุญเปาโลกล่าวถึง บุคคลเหล่านี้มีเหตุผลมากมายเสมอที่จะขัดสู้กับความเชื่อ”
40
ซิสเตอร์เอมีเลียได้กา้ วไปในหนทางทีบ่ รรดาปิตาจารย์ เรียกว่า การช�ำระทางปัญญา (purificazione della mente) เข้าในหนทางแห่งความนบนอบ ไม่ใช่ต่อกฎระเบียบหรือค�ำ สั่งที่ได้รับ แต่เป็นการเผชิญกับโลกภายในของตน เพื่อน้อม ใจตนรับความนบนอบใจมนุษย์ซึ่งมักจะขัดสู้ด้วยความคิด ร้อยแปดพันประการ ปฏิกิริยา การปิดตัว การเรียกร้อง ความไม่พอใจต่าง ๆ เป็นการขัดสู้ที่มีอยู่เสมอ มาเดอร์ มั ส ซาแรลโล สอนเกี่ ย วเรื่ อ งนี้ ไ ว้ อ ย่ า ง ปรีชาฉลาด “ชีวิตเป็นสงครามเป็นการต่อสู้อยู่ตลอดเวลา” สงครามกับการต่อสู้เป็นเรื่องเดียวกัน แต่การกล่าวซ�้ำท�ำให้ เห็นชัดถึงมิติของการบ�ำเพ็ญตบะ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ภายใน” บางครัง้ เธอหลุดบางค�ำพูดทีบ่ ง่ บอกถึงความเหนือ่ ยล้า กั บ ความยากล� ำ บากที่ ไ ด้ พ บ “หน้ า ที่ ที่ ดิ ฉั น ต้ อ งท� ำ นั้ น น่ารังเกียจจริง ๆ” เป็นเหมือน “ชีวิตของชาวฮีบรูที่ต้อง เร่รอ่ น” จนท�ำให้เธอปรารถนาสวรรค์ “ดิฉนั รูส้ กึ เหนือ่ ยมาก จนหลายครัง้ ดิฉนั ปรารถนาหนีความร�ำคาญทัง้ หลายเหล่านี้ ไปอเมริกาหรือดีกว่านั้นไปสวรรค์เลย” วันหนึ่งเธอถึงกับ พูดว่า “ดิฉันปรารถนาจะเป็นคนตาบอดเพื่อจะได้มีเวลา ภาวนา” วันแต่ละวันเริม่ ตัง้ แต่ตสี แี่ ละจบเอาเมือ่ ดึก เธอมัน่ ใจ ว่า “งานหนักไม่เคยฆ่าใคร” และสามารถเอาชนะความรูส้ กึ หนักตามธรรมชาติดว้ ยความเชือ่ “ดิฉนั มีพระเจ้าผูพ้ ระทัยดี อยู่ด้วยเสมอ และกับพระเจ้าไม่มีสิ่งใดยากเกินไป”
แม้จะมีความยากล�ำบากและความยุ่งยากใจ แต่เธอ ก้าวไปข้างหน้าด้วยใจอิสระฝึกฝนตนเอง ทุก ๆ วัน ก่อนที่ เข้านอนเธอจะปล่อยวางทุกสิ่ง “ทุก ๆ เย็น พวกเธอจง ปลดเปลื้องทุกสิ่งทุกอย่างจากใจ” เธอคงได้ฝึกฝนเช่นนี้เป็น ประจ�ำ เห็นได้จากค�ำแนะน�ำที่เธอได้ให้กับบรรดาซิสเตอร์ที่ เธอพากลั บ ไปเปิ ด บ้ า นที่ ม อร์ เ นเซอี ก ครั้ ง ในปี 1897 พวกเขาไม่มีแม้แต่บ้านที่จะพักอาศัย นี่ไม่ใช่การหลีกหนีความยากล�ำบากและความห่วง กังวล แต่เป็นการอยูก่ บั สภาพเช่นนีอ้ ย่างสง่างาม เธอเองก็ได้ ผ่านความยากล�ำบากมากมายมาแล้วที่มอร์เนเซ มีเรื่องเล่าของบรรดาปิตาจารย์ในทะเลทรายว่า ฤษี Agueres พูดว่า “วันหนึ่งข้าพเจ้าได้ไปหาฤษี Poemen และบอกเขาว่า ข้าพเจ้าได้ไปทุกแห่งเพือ่ หาทีอ่ าศัยแต่ไม่พบ ทีพ่ กั เลย ท่านจะให้ขา้ พเจ้าพักอาศัยทีไ่ หน? ฤษีผเู้ ฒ่าตอบว่า ในสมัยของเราไม่ค่อยมีที่เปลี่ยวแล้ว ท่านจงไปหาฝูงชนหมู่ ใหญ่ และอาศัยอยูใ่ นท่ามกลางพวกเขา แต่ทำ� ตนเหมือนกับ ว่ า ไม่ ไ ด้ อ ยู ่ ที่ นั่ น เลย และบอกกั บ ตนเองว่ า ฉั น ไม่ มี ความห่วงกังวลใด ดังนี้ท่านจะพบที่พักอาศัยที่ดีที่สุด” การท�ำตนเหมือน “ผู้ที่ไม่ได้อยู่” หมายถึงการไม่ ยึดตนเองเป็นศูนย์กลาง แต่ยดึ เอาความเชือ่ เป็นหลักด�ำเนิน ชีวิต มอบตนแด่พระเจ้า รอคอยความช่วยเหลือ และความ บรรเทาจากพระองค์ด้วยความไว้วางใจ ….อ่านต่อฉบับหน้า...
l
โดยซิสเตอร์ศิริรัตน์ อนุวัฒน์ประกิจ
เราอยู่ในช่วงของเทศกาลคริสต์มาส เทศกาลแห่งความรัก พระเจ้าผู้สูงสุดเสด็จ มาบังเกิดเป็นมนุษย์ ประทับกับเรา และให้แบบอย่างแห่งความรักที่ไม่มีเงื่อนไขกับเรา ต่อสู้ในสงคราม เขาบังเอิญไปเหยียบ กับระเบิดที่วางไว้ ท�ำให้แขนข้างหนึ่ง และขาอีกข้างหนึ่งของเขาเสียไป... เพื่อน ของผมคนนี้ กลายเป็นคนพิการ เขาไม่มีญาติ พีน่ อ้ งทีจ่ ะไปอาศัยด้วย... ผมอยากให้เขากลับมา อยู่กับผมที่บ้านของเรา” เมือ่ ได้ยนิ ดังนี้ บิดา มารดาของทหารคนดังกล่าว ได้ตอบว่า “ลูกรัก เราเสียใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นกับเพื่อน ของลูก บางทีเราอาจจะช่วยหาทีพ่ กั สักแห่งให้เขาอยู่ มัน คงจะดีมากกว่าทีจะให้เขามาอยู่กับเราที่บ้าน” “แต่พอ่ และแม่ครับ” เสียงลูกชายพยายามอ้อนวอน มาตามสาย “ผมอยากให้เพื่อนคนนี้มาอยู่กับผมที่บ้านของ เราจริง ๆ พ่อและแม่รับเขาไว้สักคนเถอะครับ”
เรื่องเล่าคุณธรรม ฉบับนี้ แปลมาจากเรื่อง Judge Me by the footprints I leave behind สะท้อนแนวคิด ที่แตกต่างกันระหว่าง พ่อ แม่ ลูก การรู้สึกว่าตนเอง ไม่สมบูรณ์ เป็นเงือ่ นไขของความรัก ทีส่ ง่ ผลอย่างน่าเศร้า ต่อชีวิต เรื่องมีอยู่ว่า... ทหารอเมริ ก าคนหนึ่ ง ไปท� ำ สงครามที่ เ วี ย ดนาม เมือ่ เสร็จสิน้ ภารกิจแล้ว เขาได้โทรศัพท์ถงึ บิดามารดาของเขา ซึ่งอาศัยอยู่ที่เมืองซานฟานซิสเตอร์ เขาพูดว่า “พ่อและแม่ครับ ผมก�ำลังจะเดินทางกลับ บ้าน ภารกิจการรบของผมเสร็จสิ้นแล้ว แต่ผมมีเรื่องหนึ่งที่ อยากจะขอจากพ่อและแม่ นั่นคือ ผมจะขอเอาเพื่อนทหาร คนหนึ่งมาอยู่กับผมที่บ้านของเราด้วย พ่อและแม่จะขัดข้อง หรือไม่” “ได้สิ ลูกรัก พ่อกับแม่ยนิ ดีตอ้ นรับเพือ่ นของลูกให้มา อยู่ในบ้านของเรา” บิดา มารดาตอบด้วยใจกว้าง “แต่มบี างสิง่ ทีพ่ อ่ กับแม่ควรจะรูก้ อ่ น” บุตรชายเสริม ขึ้น “คือ เพื่อนของผมคนนี้ เขาได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการ
41 บิดา มารดา ของทหารคนดังกล่าว ตอบ “ลูกรัก ลูกไม่รวู้ า่ ตนเองก�ำลังขอสิง่ ใด คนทีพ่ กิ าร อาจน�ำมาซึง่ ปัญหา และภาระใหญ่หลวงมาสูช่ วี ติ ของเรา ความเป็นอยูข่ องเราจะ เปลีย่ นไปเพราะเขา พืน้ ทีส่ ว่ นตัว ความสะดวกสบาย ความ เป็นครอบครัว และอืน่ ๆ ทีเ่ ราเคยมี มันจะหายไป พ่อและแม่ คิดว่า ลูกควรจะรีบกลับมาและลืมเรื่องจะเอาเพื่อนพิการ ของลูกมาอยู่ที่บ้านของเราจะดีกว่านะ เพื่อนของลูกควร ดิน้ รน ดูแลตัวเอง และอยูร่ อดด้วยตนเอง มากกว่าเป็นภาระ ของเรา” เมือ่ ได้ยนิ ดังนี้ ลูกชายวางหูโทรศัพท์และเงียบไป เป็น เวลาหลายวัน ที่บิดา มารดา ไม่สามารถติดต่อกับบุตรชาย ได้เลย หลายวันต่อมา พวกเขาได้รับโทรศัพท์จากสถานี ต�ำรวจเมืองซานฟานซิสโก แจ้งว่า บุตรชายของพวกเขาได้
ธรรม ุ ณ ค ่ า ล เ ื่ ง เรอ . . . ม คอ ท อ ด สาระ
ตกจากตึกและเสียชีวิต ต�ำรวจ สันนิษฐานว่า น่าจะเป็นการฆ่าตัวตาย บิ ด า มารดา ของทหารคนดั ง กล่ า ว รู ้ สึ ก ตกใจ และหดหู่ใจมากกับข่าวที่ได้รับ พวกเขารีบจองตั๋วเครื่องบิน และเดินทางไปทีเ่ มืองซานฟรานซิสโก และไปยังห้องเก็บศพ เพือ่ ดูให้แน่ชดั ว่า ใช่ลกู ชายของพวกเขาจริงหรือไม่ พวกเขา จ�ำหน้าบุตรชายของตนได้ แต่สงิ่ ทีท่ ำ� ให้พวกเขาแทบช็อคคือ ลูกชายของพวกเขาเป็นคนพิการ ที่มีขาและแขนเพียงข้าง เดียว
42
บิดา มารดาของทหารหนุ่มคนนี้ สะท้อนบางสิ่ง บางอย่างที่อยู่ในตัวเรา บางทีเราก็ประพฤติเหมือนพวกเขา คือรักคนที่น่ารัก นิสัยดี ส่วนคนที่นิสัยแย่ ๆ หน้าตาก่อกวน มารยาทไม่ดี เราก็ไม่อยากจะพบปะสนทนา เราคิดว่า อยู่ ห่าง ๆ คนประเภทนี้ไว้แหละดี ให้เราขอบคุณพระ ทีพ่ ระองค์รกั เราอย่างไม่มเี งือ่ นไข ทรงบังเกิดมาเพื่อเรา และสอนเราให้เจริญชีวิตตามแบบ อย่างของพระองค์ ค�ำ่ คืนนี้ ก่อนทีจ่ ะหลับตานอน ให้เราสวด ขอพระจากพระ ให้พระองค์ประทานแสงสว่าง และพลังแก่ เรา ให้เราสามารถรักคนอืน่ เหมือนทีพ่ ระองค์ทรงรักเรา วอน ขอพระองค์โปรดประทานพละก�ำลัง ความเข้มแข็งแก่เรา
l
โดยคุณอภิรดี โกศัยกานนท์
“บีท 72” จังหวะ...บ�ำบัดใจ
เมือ่ จังหวะเสียงเพลงดัง น้อยคนนักทีจ่ ะไม่โยกตามเสียงเพลง ไม่วา่ จะร้องเพลงตาม โยกตัว เคาะเท้า ขยับ นิ้วมือ ฯลฯ นั่นหมายความว่า ตัวเราและเสียงเพลงก�ำลังมีจังหวะและท่วงท�ำนองเดียวกัน และไม่ว่าเราจะสุข เศร้า เหงา หรือดีใจ จังหวะของเพลงและเสียงเพลงก็ยังเป็นส่วนหนึ่งของความรู้สึกเหล่านั้น ลองสังเกตให้ลึกลงไปอีกนิด ในห้วงเวลาของความ เศร้า ท�ำไมบางเพลงดึงให้เราเศร้าลงไปอีก ราวกับว่า ก�ำลัง อยู่ในพายุของความเศร้าที่พัดกระหน�่ำความรู้สึก หรือเวลา ที่เรามีความสุข จังหวะเพลงที่สนุกสนาน ก็ยิ่งท�ำให้ทวี ความรู้สึกสนุกและมีความสุข ท้องฟ้าสดใส ยิ้มไปกับลมพัด ใบไม้ไหวอย่างไม่มีสาเหตุ นั่นก็เพราะว่า “องค์ประกอบของดนตรี” มีผลกับ ร่างกายและจิตใจเรา ไม่ว่าจะเป็น จังหวะ (Rhythm) ช่วยเสริมสร้างสมาธิ และช่วยผ่อนคลาย ระดับเสียง (Pitch) ในระดับต�ำ่ และระดับสูงปานกลาง ช่วยให้รสู้ กึ สงบ ความดัง (Volume) ในระดับเบานุม่ ท�ำให้เกิดความสุขสงบ สบายใจ ท�ำนองเพลง (Melody) ช่วยระบายความรู้สึกส่วนลึกของ จิตใจ ท�ำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ และคลายความกังวล การประสานเสียง (Harmony) ช่วยวัดระดับอารมณ์ความ รู้สึกได้ โดยดูจากอาการที่แสดงออกมาเมื่อฟังเสียงประสาน ต่าง ๆ จังหวะ 72 บีท ภาษาดนตรีเรียกจังหวะทีอ่ ยูร่ ะหว่าง 70–80 บีท ว่า อะดาจิเอตโต (Adagietto) เป็นจังหวะช้า สบาย ๆ ทางการแพทย์ ใช้ เ สี ย งดนตรี บ รรเลงแบบ ไลต์ มิ ว สิ ค ในจังหวะช้า ๆ ก่อนที่ผู้ป่วยจะผ่าตัด เป็นการท�ำให้จิตใจ
คนไข้สงบ บรรเทาอาการกังวล เครียด และหลังผ่าตัดเสร็จ ก็เปิดเพลงบรรเลง เพื่อลดความเครียดจากอาการปวดแผล และบ�ำบัดจิตใจอีกด้วย ดนตรี ส ามารถลดอาการเครี ย ด หรื อ วิ ต กกั ง วล ตลอดเวลาของคนไข้โรคซึมเศร้าได้ โดยใช้เสียงเพลงเข้า มาแทนทีเ่ วลาทีค่ นไข้วติ กกังวล พร้อมกับกิจกรรมร้องเพลง จนเกิดสมาธิ เพื่อให้เกิดการผ่อนคลาย เอลิซาเบธ สก็อต (Elizabeth Scott) ที่ปรึกษาด้านสุขภาพของสถาบัน THE AMERICAN INSTITUTE OF STRESS รัฐเท็กซัส สหรัฐอเมริกา ให้ขอ้ มูลไว้ และหลังจากการท�ำการศึกษาผล ของเพลงต่อการรักษาโรค ก็พบว่า เพลงสามารถช่วยลด อัตราการเต้นของหัวใจ และช่วยให้อณ ุ หภูมริ า่ งกายสูงขึน้ หมายถึงภาวะผ่อนคลาย วิ ธี เ ลื อ กเพลงให้ เ กิ ด ประโยชน์ สู ง สุ ด ในการ ผ่อนคลายหรือบ�ำบัด 1. เลือกเพลงที่ท่วงท�ำนองช้า ๆ สบาย ๆ และเป็น เสียงของธรรมชาติ โดยจะมีคลื่นจังหวะที่ 72 บีท (beat) ต่อ 1 นาที ไม่ดังมากจนเกินไป ซึ่งเท่ากับอัตราการเต้นของ หัวใจมนุษย์ในภาวะปกติ และไม่ควรฟังเสียงดังเกิน 80 เดซิเบล ถ้าฟังก่อนเริ่มเรียน เริ่มท�ำงาน ช่วงพัก จะท�ำให้ได้ งานที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น และมีสุขภาพจิตดีขึ้น ช่วยลด
43
ิ วี จต ช พ า ภ สขุ . . . ม คอ ท อ ความเครียดได้ ด ะ ร า ส 2. ช�ำระล้างอารมณ์ด้วย
เสียงเพลง ด้วยการฟังเพลงใน 20 นาที แรก และหลังจากนั้นให้ฟังอย่างตั้งใจ โดยใส่หูฟัง นอนบนพื้นราบ และพุ่งความสนใจไปที่เสียงเพลง พร้อม หลับตาลง 3. ตัดเรื่องขุ่นข้องหมองใจออกจากความคิด ขณะ ที่เพลงก�ำลังบรรเลง มุ่งความสนใจที่ลมหายใจ ควบคุมการ หายใจให้ลึก ช้า และสม�่ำเสมอ และให้จิตใจจดจ่อกับ เสียงเพลงจนเกิดสมาธิ
44
4. ถ้าต้องการกระตุ้นให้เกิดความคึกคัก ในขณะ ท�ำงานควรเลือกฟังเพลงเร็ว 5. ถ้าต้องการเสริมสร้างความคิด การฟังเพลงเด็ก เพลงย้อนยุค ช่วยให้เกิดความสงบได้ เพราะเป็นท่วงท�ำนอง ช้า 6. เมื่อเครียดมาก และไม่สามารถอยู่นิ่งได้ ให้เดิน ออกก�ำลังกายพร้อมฟังเพลงที่ชอบ ประมาณ 30 นาที 7. เมื่อความเครียดบรรเทาไประยะหนึ่ง ให้ตั้งใจฟัง เสียงธรรมชาติรอบตัว 15-20 นาที ความเครียดจะลดลง
ดนตรีบ�ำบัดใจ
ความสุ ข แก่ ผู ้ ร ้ อ ง ผู ้ ฟ ั ง เท่านัน้ แต่คณ ุ ค่าของดนตรีที่ ค้นพบคือ สารอาหารครบหมู่ที่ ท�ำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งวิธีคิด และวิถีชีวิตของเรา ดนตรี เปรียบได้กับ คาร์โบไฮเดรต สร้างพลังการเรียนรูท้ กุ ๆ ด้าน เสริมขวัญและ ก�ำลังใจ ดนตรี เที ย บเคี ย งกั บ โปรตี น ที่ ค อย ซ่อมแซมและเยียวยาจิตใจที่สึกหรอให้ด�ำรงชีวิตอยู่ ได้ด้วยความระลึกรู้ เกิดทักษะ จิตอาสา และทัศนคติ ในการมองโลก ดนตรี เหมือน ไขมัน ท�ำหน้าที่เป็นพาหะ เคลื่อน ย้าย และขนส่งเรื่องราวดี ๆ ระหว่างบุคคล ดนตรี ดุจ เกลือแร่และวิตามิน คอยเสริมแต่ง กระตุน้ ควบคุม เร่งเร้าให้ผู้ฟัง ผู้เล่น ได้ทั้งความสุขและความรู้ ดนตรีเปรียบได้กับอาหาร 5 หมู่ ดนตรี ไม่ต่างอะไรกับ น�้ำ ที่ละลายความเป็นตัวตน สารอาหารทั้ง 5 หมู่ ท�ำหน้าที่แตกต่างกันตามแต่ละ คุณค่าของดนตรีถูกพิสูจน์แล้วว่า นอกจากความบันเทิงยัง ชนิด เพื่อสร้างเสริมให้ร่างกายแข็งแรง ในมิติของ ดนตรีก็มี ช่วยบ�ำบัด และสร้างสรรค์สงั คมด้วย แล้วคุณล่ะ...วันนีไ้ ด้ฟงั คุณสมบัติเปรียบเหมือนสารอาหารทั้ง 5 หมู่ เช่นกัน เพราะ เพลงแล้วหรือยัง? จากการถอดบทเรียนจากเครือข่ายเยาวชนดนตรีสร้างสุข ……………………………………………………………….. ของ เกศินี จุฑาวิจิตร มหาวิทยาลัยนครปฐม แผนงานทุน ที่มา : http://www.thaihealth.or.th อุปถัมภ์เชิงรุกเพือ่ สือ่ ศิลปวัฒนธรรมและกิจกรรมสร้างสรรค์ สสส. พบว่า ดนตรี ไม่ได้แค่ดนตรีที่ให้ความสนุกสนาน และ ทางการแพทย์สาขาต่าง ๆ ต่างเลือกใช้ “ดนตรี” ในการบ�ำบัดผูป้ ว่ ย เพือ่ ลดความเครียดและความกังวลลง ในทางของประชาชนทัว่ ไป ก็สามารถเลือกบ�ำบัดจิตใจตัวเอง ด้วยเสียงเพลงด้วยเช่นกัน ซึง่ ประโยชน์ของดนตรีบำ� บัด เช่น 1. ปรับสภาพจิตใจให้อยู่ในสภาวะสมดุล มีมุมมอง เชิงบวก 2. ผ่อนคลายความตึงเครียด และความวิตกกังวล 3. สร้างทักษะ พัฒนาการเรียนรู้ และความจ�ำ 4. กระตุ้นประสาทสัมผัสการรับรู้ 5. เสริมสร้างสมาธิ 6. พัฒนาทักษะทางสังคม การสือ่ สาร การเคลือ่ นไหว 7. ลดความตึงตัวของกล้ามเนื้อ 8. ลดอาการเจ็บปวด 9. เสริมกระบวนการบ�ำบัดทางจิตเวช
45
l
46
โดย ALISA
สวัสดีค่ะ นักอ่านทุกท่าน… วันนี้บทความมุม...ใหม่ ของเรา จะพูดถึง “มุมมองชีวิตใหม่” เชื่อได้ว่าหลาย ๆ ท่าน คงเคยเจอปัญหาต่าง ๆ กันมามากมายในชีวิต และปัญหาที่ เยาวชนจ�ำนวนไม่น้อยต้องพอเจอ ก็มีอยู่แค่ไม่กี่เรื่อง ไม่ว่า จะเป็นความรัก เพื่อน การเรียน และครอบครัว และมีใคร สักกีค่ นทีจ่ ะรูว้ า่ ปัญหาเหล่านีแ้ หละ คือสิง่ ทีก่ ำ� หนดแนวทาง ชีวิตของตัวเราต่อไปในอนาคต ใช่คะ่ … อนาคตเป็นสิง่ ทีเ่ ราไม่สามารถรูไ้ ด้ แต่อนาคต ของเราสามารถบอกอดีตที่เราเป็นได้อย่างไม่ต้องสงสัย เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตได้หล่อหลอมให้กลายเป็นเราใน อนาคตนั่นเองล่ะ หลาย ๆ ท่านคงสงสัยกันว่า จะเป็นไปได้ อย่างไรกัน เพราะจริง ๆ แล้ว ตัวเราเองนีล่ ะ่ ทีเ่ ป็นคนก�ำหนด อนาคต ไม่ใช่อย่างอื่น… จริง ๆ แล้วจะพูดอย่างนั้นก็ไม่ผิด หรอก แต่โดยเบื้องลึกของจิตใจแล้ว สภาพแวดล้อมที่เราได้ เจอนั้ น มี ผ ลกั บ ขบวนความคิ ด ของเรามากเช่ น กั น เช่ น เด็กคนนึงที่ถูกพ่อแม่ตามใจมาตั้งแต่เด็ก ลูกท�ำผิดก็ไม่มีการ ตักเตือนแบบจริงจัง เด็กคนนั้นก็จะยังคงติดพฤติกรรมที่ ไม่ดีเหล่านั้นอยู่ และไม่ได้เลิกท�ำ เพราะไม่รู้สึกว่ามันเป็น ปัญหา จนกระทัง่ ต้องเข้าสังคม มีเพือ่ นฝูง คนรอบข้างทีถ่ กู เลีย้ งดูมาอีกแบบ มีมมุ มองคนละแบบกัน ก็จะรับในสิง่ ทีเ่ รียก ว่า “ข้อเสีย” ของเด็กคนนั้นไม่ได้เช่นกัน ท�ำให้เด็กคนนั้น ถูกคนรอบข้าง “Anti” เด็กคนนั้นเมื่อถูกกระท�ำ จะเริ่มรู้สึก
ว่าโลกไม่ยุติธรรมกับฉัน ฉันไม่ได้ท�ำอะไรผิด ฉันแค่ท�ำในสิ่ง ที่ฉันอยากท�ำเท่านั้น ท�ำไมคนอื่น ๆ ถึงต้องมาท�ำร้ายฉัน แบบนั้นด้วย มาถึงจุดนี้แล้ว หลายคนคงแตกกันออกเป็น หลายเสียง มีทั้งเห็นด้วยกับเด็กคนนั้น แต่บางคนก็เห็นด้วย กับคนรอบข้างของเด็กคนนั้นใช่ไหมล่ะ เอาล่ะ ถ้าถามผู้เขียนว่าเรื่องนี้ใครกันที่ผิดล่ะ ใครที่ ควรยอมรับความจริง ถ้าเป็นคนในช่วงวัยหนึ่ง ที่เรียกกันว่า “เด็กวัยรุน่ ” ผูเ้ ขียนคงต้องตอบอย่างแน่นอนว่า “เราแค่เป็น ตัวเรา คนรอบข้างท�ำไมต้องตัดสินคนอื่นด้วยล่ะ มองกันแต่ มุ ม ของตั ว เอง” แต่ เ มื่ อ ถึ ง เวลานี้ แ ล้ ว … ผู ้ เ ขี ย นได้ มี ประสบการณ์ต่าง ๆ มากขึ้น ได้รับมุมมองที่ดีจากคนอื่น มากขึน้ และปรับมุมมองใหม่ เพือ่ ทีเ่ ข้าใจสัจธรรมของมนุษย์ มากขึ้น… ผู้เขียนสามารถบอกได้เลยว่าในเหตุการณ์นี้… “ไม่มใี ครผิดเลย” คนทีม่ องว่าท�ำไมเราถึงเป็นแบบนัน้ ไม่ทำ� แบบนี้ในสิ่งที่คนส่วนมากรับได้ หรือมองว่าถูกต้อง ก็ไม่ผิด และเด็ ก คนนั้ น ที่ ท� ำ ในสิ่ ง ที่ ตั ว เองคิ ด ถึ ง แม้ ว ่ า จะไม่ ด ี ไม่ถูกใจผู้อื่นไปบ้าง...ก็ไม่ผิดเช่นกัน นั่นก็เป็นเพราะว่า บนโลกนี้ไม่มีใครผิด และไม่มีใครที่ถูก อ้าว! แล้วงั้นมีความ ว่า “ถูก” และ “ผิด” มาท�ำไมกัน ค�ำเหล่านี้เกิดจากมุมมอง ของมนุษย์ที่แตกต่างกัน จากชีวิตที่ผ่านมาทั้งหมดท�ำให้ แต่ละคนมีมุมมองที่ต่างกันไปด้วยนั่นเองล่ะ
ในเมื่อการมองมุมต่างไม่ใช่เรื่องที่ผิดหรือถูก แต่ การแสดงออกในจุดยืนด้านมุมมองของเรานั้นบางทีอาจจะ ท�ำร้ายคนอื่น ๆ แล้วจะท�ำอย่างไรล่ะ ที่จะปรับมุมมองใน ส่วนนีข้ องเราได้ เพือ่ ทีจ่ ะไม่ได้ทำ� ร้ายคนอืน่ เพราะอย่างนัน้ เราต้องเริม่ ต้นจากตัวเรา ปรับมุมมองของตัวเราก่อน เมือ่ เรา เริม่ มีความคิดแตกต่าง เราอาจจะลองปรับมุมมองฝัง่ ของเรา ก่อน ลองมองด้านเดียวกับอีกฝ่ายเพือ่ ท�ำความเข้าใจในสิง่ ที่ เขาคิดแบบนั้น เราแค่เปิดใจรับฟังอีกฝ่ายมากขึ้น เปิดใจรับ ในสิ่งที่ผู้อื่นเป็น และไม่ตัดสินผู้อื่น แต่ผู้เขียนเชื่อได้ว่า ก็ยัง มีหลาย ๆ ท่าน ที่สงสัยว่าถ้าหากเราไม่ใช่ผู้กระท�ำล่ะ เรา เป็นผู้ที่ต้องรับผลการกระท�ำของผู้อื่นจนรู้สึกแย่ ผู้เขียน อยากแนะน�ำว่าให้ลองท�ำแบบนี้แทนค่ะ เมื่ อ เราเป็ น ผู ้ ถู ก กระท� ำ ในสถานการณ์ มุ ม มองที่ แตกต่าง เราไม่จำ� เป็นต้องเป็นแบบทีค่ นอืน่ ว่าเราค่ะ มองมุม ใหม่ เข้าใจและเห็นอกเห็นใจผูท้ ที่ ำ� ร้ายเรา ครัง้ นึงเขาคงเคย โดนกระท�ำแบบเรามา เขาอาจจะมีปัญหาอะไรในจิตใจที่ ท�ำให้เขาต้องท�ำร้ายผูอ้ นื่ เพือ่ ให้ตนมีความสุขมากขึน้ เราแค่ ต้องเข้าใจผูอ้ นื่ มากขึน้ เพราะสิง่ ส�ำคัญ เราไม่สามารถเปลีย่ น มุมมองของผู้อื่นได้ แต่เราปรับมุมมองของเราได้นั่นเองค่ะ เมือ่ เราเข้าใจผูอ้ นื่ มากขึน้ เริม่ ต้นปรับมุมมองชีวติ ใหม่ ที่ใจของเราก่อน เราไม่จ�ำเป็นที่ต้องเข้าใจผู้อื่น 100% และตลอดเวลาหรอกค่ะ เพราะก่อนที่เราจะเข้าใจผู้อื่น และยอมรับความเป็นจริงในเรื่องของมุมมองชีวิตใหม่แล้ว เราต้องเข้าใจตัวเราเองก่อน
ถ้ า หากในอดี ต เราเคยเป็นคนที่โทษผู้อื่น ตลอดเวลา รู ้ สึ ก โทษทุ ก สิ่ ง รอบข้าง - ทุกข์เพราะไม่มีเงิน ก็โทษ คุณพ่อคุณแม่ว่าท�ำไมไม่มีเงินให้ - ไปเรียนแล้วเกรดไม่ดี ก็โทษคุณครู ว่าท�ำไมไม่สอนให้รู้เรื่อง ทุกคนพูดเหมือนกัน หมดว่าครูพูดไม่รู้เรื่อง - เพือ่ นพูดจาไม่ดกี บั เรา ก็โทษว่าเพือ่ นนิสยั ไม่ดี เอาล่ะ ถ้าเราก�ำลังความคิดด้านลบอะไรแบบนีอ้ ยู่ แล้วล่ะก็มาเริ่มกันเลย ปรับมุมมองไปพร้อมกัน
ลองหันกลับมามองที่ตัวเองก่อนเลย - ไม่ มี เ งิ น ใช้ เพราะเราใช้ เ งิ น เยอะเกิ น ไปหรื อ เปล่านะ เดือนนีเ้ ราจ่ายอะไรไปบ้าง ปรับลดตรงนัน้ ตรงนีแ้ ล้ว เหลื อ เงิ น เพิ่ ม ขึ้ น ไหม ถ้ า ไม่ เ หลื อ เราควรหางานพิ เ ศษ เพิ่มไหม
47
- ครูสอนไม่รู้เรื่อง เพราะเรา ไม่ตั้งใจฟังจริง ๆ หรือเปล่า ได้กลับมาทบทวน บทเรียนบ้างไหม เคยถามครูให้อธิบายในเรือ่ งทีไ่ ม่เข้าใจเพิม่ เติมหรือเปล่า - เพื่อนพูดจาไม่ดี เป็นเพราะเราท�ำอะไรให้เพื่อน ไม่สบายใจหรือเปล่า หรือเราพูดไม่ดีก่อนหรือเปล่านะ เห็ น ไหมล่ ะ จริ ง ๆ แล้ ว คนอื่ น เขาอาจจะมอง อีกมุมหนึ่งของเราเหมือนกันนะ อย่างที่เพื่อนพูดจาไม่ด ี ก็อาจจะเป็นไปได้วา่ เราพูดจาไม่ดกี บั เพือ่ นก่อนหรือเปล่านะ เป็นไปได้ทั้งหมดเลยใช่ไหมล่ะ เราไม่จำ� เป็นต้องท�ำร้ายผูอ้ นื่ และไม่เคารพตัวเองเลย ใช่ไหมล่ะ เราก็ทำ� ให้ชวี ติ ของเรามีความสุขขึน้ ได้ ไม่ตอ้ งทุกข์ เพราะสิ่งลบ ๆ ที่เข้ามาในชีวิตอีก เพียงแค่เราปรับมุมมอง ชีวิตของเราใหม่ อาจจะล�ำบากไปหน่อยในช่วงแรก แต่ถ้า ท�ำได้ เราจะเป็นคนที่มีความสุขบนโลกใบนี้คนหนึ่งเลย
48
สรุป 1. ปรับมุมมองเริ่มที่ตนเองก่อน 2. เรียนรู้และเข้าใจในสิ่งที่ตนเป็น 3. ยอมไม่พูดบ้างในสิ่งที่ตนคิด เพื่อที่จะไม่ท�ำร้าย คนอื่น 4. เรียนรู้และเข้าใจผู้อื่นมากขึ้น มองโลกที่แสนเศร้า ให้สว่าง ลองมองหาความสุข จุดเล็กที่อยู่ในความทุกข์บ้าง จริง ๆ แล้วโลกที่แสนทุกข์ ก็ไม่ได้มีแค่สีด�ำอย่างเดียวหรอกนะ โลกเรามีหลากสี แต่งแต้มไปหมด ลองหาสีทเี่ ราชอบทีส่ ดุ แล้วมีความสุขกับ มันดูนะ โลกใบนีก้ ไ็ ม่ได้แย่เท่าไหร่หรอก เราแค่ตอ้ งยอมรับ ในสิ่ ง ที่ ชี วิ ต ของเราเป็ น และมองอี ก มุ ม หนึ่ ง เพื่ อ หา ความสุขจากสิ่งเหล่านั้นนั่นเอง
ข อฝ
ดน ่างแ ากต ากจ ....
Let Christ Be Born in You
“The true light, which gives light to everyone, was coming into the world. He was in the world, and the world was made through him…” (John 1:9-10) May this Christmas be the wonderful time that Christ who saves us, bring the peace and touch your heart in a special way. May this giving season shines with the moments of hope and may you feel God’s presence in your life that softly spread their glow at Christmas. May you experience the wonder of His abiding love, as He guides you each day of the coming year. May the love of our Saviour, Jesus Christ, surround you all the days of your life and may God’s blessings be with you and your family.
49
าม ส ง ้ ั ท ด อ ๊ ลูกอ
50
สวัสดีคะ่ ...ท่านผูอ้ า่ นสือ่ สาร ธมอ. ทุกท่าน เราซิสเตอร์ ผู้เยาว์ ธมอ. แขวงไทย ซิสเตอร์มัลลิกา ด้านซอม ซิสเตอร์ โยธิกา บุญธาตุ และซิสเตอร์ปัจจนีย์ ไทยล�ำภู วันนี้เราได้ พื้นที่ในการแบ่งปันประสบการณ์ในอิตาลี สิ่งแรกที่เรา ต้องการขอบคุณมากที่สุดคือ ขอขอบพระคุณมาเดอร์นิภา ระงับพิษ และผู้ใหญ่ทุกท่านที่ท�ำให้เราทั้งสามได้เรียนรู้ ประสบการณ์ใหม่ ๆ ได้สัมผัสกับจิตตารมณ์ของคุณพ่อ บอสโกและมาเดอร์มัสซาแรลโล หากไม่มีพวกท่านเราคง ไม่ได้มายืน ณ จุด ๆ นี้ หลายคนสงสัยว่าเราไปอิตาลีท�ำไม? เรามาที่นี่เพื่อเตรียมปฏิญาณตนการเป็นนักบวชตลอดชีพ ขณะเดียวกันเราได้รับโอกาสในการเรียนรู้จิตตารมณ์ของ คุณพ่อบอสโกและมาเดอร์มัสซาแรลโลและพื้นฐานความรู้ เพื่อต่อยอดในภารกิจการอบรม ที่ PONTIFICIA FACOLTÀ DI SCIENZE DELL'EDUCAZIONE AUXILIUM และ Casa Madre Ersilia Canta ในช่วงระยะเวลา 6 เดือน ที่เราได้ ใช้ชีวิตใน Vistatoria Maria Madre della Chiesa (RMC), Roma เราไม่ ไ ด้ อ ยู ่ ใ นหมู ่ ค ณะเดี ย วกั น ต่ า งคนต่ า งมี ประสบการณ์ทแี่ ตกต่างกันและมีความประทับใจทีเ่ ราสัมผัส ในช่วงเวลาเหล่านี้ค่ะ
ประสบการณ์ของซิสเตอร์ มัลลิกา ด้านซอม
เราทั้งสามได้มาที่ประเทศอิตาลีเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2018 ในสัปดาห์แรกเราได้พักที่บ้านศูนย์กลางของแขวง จากนั้ น ก็ ไ ด้ ม าพั ก ที่ บ ้ า นเทเรซาวั ล เซเพื่ อ ความสะดวก ในการเดินทางไปเรียนภาษาอิตาลีที่เอาซีลีอุม เราอยู่ที่นี่ 1 เดือน หลังจากวันที่ 13 กรกฎาคม ซิสเตอร์โยธิกา กลับไป ประจ�ำที่บ้านศูนย์กลาง ซิสเตอร์ปัจจนีย์ย้ายไปประจ�ำที่ หมู่คณะมาเรีย มัสซาแรลโล และดิฉันอยู่ที่บ้านเทเรซาวัลเซ
ป พระเจ้าด้วยธรรมชาติ บทสดุดใี นสัปดาห์ที่ 1 และ เป็นดังนั้นจริง ๆ ค่ะ(เราภาวนา เช้าในรถบัสค่ะ) “ขอบคุณ พระเจ้าใน ทุกกรณี” ขอบพระคุณมาเดอร์ และ สมาชิ ก ทุ ก ท่ า นที่ ใ ห้ โ อกาสกาสเรา ทั้ ง สามมาท� ำ ประสบการณ์ ที่ ดี แ ละนี่ คื อ การเริ่ ม ต้ น ของเรา ขอค� ำ ภาวนาส� ำ หรั บ เรา ในการก้าวเดินในน�ำ้ พระทัยของพระองค์เสมอนะคะ สบ ระ
่า.... ์ ำ้ล ค ณล การ
ส�ำหรับหมู่คณะของดิฉันมีสมาชิกทั้งหมด 25 คน มีสมาชิกประจ�ำ 6 ท่าน นอกนั้นเป็นนักศึกษาและผู้มาร่วม คอร์สอบรมต่าง ๆ และตอนนี้เราเริ่มเปิดเรียนแล้วนะคะ เราทั้งสามไปเรียนที่เอาซีลีอุม และบ้านเอซีลีอา คานตา เราทุกคนต่างสนุกกับการเรียนมากมาย มีหลายสิง่ หลายอย่าง ให้เราต้องเรียนรูต้ ลอดเวลา และเปลีย่ นแปลงอยูเ่ สมอเหมือน ดังเช่นอากาศที่นี่ มีหลายอย่างที่ประทับใจ ไม่ว่าจะเป็น การต้อนรับของสมาชิก การอยู่เคียงข้างของอธิการิณีที่ดูแล เอาใจใส่อย่างดี ไม่เฉพาะกับดิฉันเท่านั้นแต่กับทุกคน ซึ่ง แต่ละคนต่างมาจากหลายที่หลายภาษา และหลายประเทศ แต่เราทุกคนก็มีความสุข ท่านเป็นแบบอย่างในการเข้ากับ ทุกคน กับทุกเชื้อชาติ และดูแลทุกอย่างรวมทั้งชีวิตจิตของ เรา บ้านแห่งนีว้ นั ปกติ กลางวันทุกคนต่างก็รบั ผิดชอบหน้าที่ ของตนคือการไปเรียนหนังสือ หลังอาหารเย็นเราทุกคนจะ อยู ่ ใ นห้ อ งหมู ่ ค ณะ เราร่ ว มเล่ น เกมส์ ดู ที วี แบ่ ง ปั น ประสบการณ์ต่าง ๆ แก่กัน ความสนุกสนาน และความเป็น พีน่ อ้ ง ช่วงเวลานีเ้ ราทุกคนได้เรียนรูจ้ กั กันและกันอย่างใกล้ชดิ และสนิ ท กั น มากขึ้ น คื อ ห้ อ งแห่ ง การแบ่ ง ปั น ความสุ ข และความทุกข์ ทุกคนรับฟังและร่วมในความรู้สึก พร้อมอยู่ เคียงข้างกันในค�ำภาวนาเสมอค่ะ อีกเหตุการณ์หนึง่ ทีป่ ระทับใจมากในวันพักผ่อนร่วมกัน ของหมูค่ ณะ ด้วยการไปแสวงบุญที่ Lanciano ซึง่ ระหว่างทาง ที่ไปนั้นเต็มเปี่ยมไปด้วยธรรมชาติเป็นดังบทเพลงสรรเสริญ
ประสบการณ์ของซิสเตอร์โยธิกา บุญธาตุ
ก้าวแรกแห่งการเริ่มต้นส�ำหรับสถานที่อันเป็นแหล่ง ก� ำ เนิ ด ของผู ้ ตั้ ง คณะ และความศั ก ดิ์ สิ ท ธิ์ ทั้ ง หลายของ พระศาสนจักร ความตืน่ เต้นมากมายทีอ่ ยูใ่ นใจกับบรรยากาศ ใหม่ ๆ ผู้คนใหม่ ๆ วัฒนธรรมใหม่ ๆ และที่ส�ำคัญภาษาใหม่ ที่เป็นสิ่งส�ำคัญอย่างมาก ฉันได้เริ่มต้นในหมู่คณะที่ชื่อว่า หมูค่ ณะเอวเซเบีย ปาโลมิโน ซึง่ เป็นบ้านศูนย์กลางของแขวง เรามีสมาชิกทัง้ หมด 9 คน ฉันอยูใ่ นหมูค่ ณะนีด้ ว้ ยความสุขกาย สบายใจ ด้วยบรรยากาศการภาวนาสรรเสริญพระเจ้าร่วมกัน ซึ่งเต็มไปด้วยความศรัทธาร้อนรนอย่างมาก นอกจากนั้น ซิสเตอร์ทุกคนใจดีและน่ารักมาก แม้ว่าฉันจะล�ำบากเรื่อง ภาษาแต่ ทุ ก คนก็ มี ค วามพากเพี ย ร พยายามช่ ว ยเหลื อ และพยายามที่จะเข้าใจฉันอย่างเต็มที่ ฉันต้องใช้ภาษา ทุกอย่างที่สามารถสื่อสารได้ ทั้งภาษากาย การออกลีลา ท่าทางเต็มที่ และค�ำพูดผิด ๆ ถูก ๆ แต่ทกุ ครัง้ ฉันมักจะเรียก เสียงหัวเราะจากทุกคนได้เสมอ (ส่วนฉันก็ตอ้ งเหนือ่ ยหน่อย) ท�ำให้ฉันสัมผัสได้ถึงจิตตารมณ์ครอบครัวที่น่ารักและความ เป็นพี่เป็นน้องได้ดีที่สุด
51
เป็นเพื่อนร่วมทางทั้งฝ่ายจิตและฝ่ายกาย ดังนัน้ การทีฉ่ นั ได้มาอยูท่ อี่ ติ าลี เป็นประสบการณ์ทดี่ ี ฉันได้อยู่ในบรรยากาศของแหล่งก�ำเนิดของผู้ตั้งคณะ ได้ ซึมซับจิตตารมณ์ของคณะ ของพระศาสนจักร ได้เห็นพระพร ของพระเจ้าที่ประทานให้กับคณะที่กว้างใหญ่ ฉันได้เห็น ความก้าวหน้าของคณะที่แผ่ไปทั่วโลก ซิสเตอร์ทุกคนที่นี่ มาจากทุกมุมของโลก ทั้ง ๆ ที่เราต่างคนต่างเชื้อชาติ แต่เรา ไม่ได้จำ� กัดอยูต่ รงนัน้ เราทุกคนเหมือนกันเพราะเราเป็นธิดา แม่พระองค์อุปถัมภ์ (FMA) เป็นลูกพ่อบอสโกและมาเดอร์ มัสซาแรลโล และสิ่งนี้เองที่รวมเราเป็นหนึ่งเดียวกันแบบพี่ น้องเสมอ เรามีสายสัมพันธ์ครอบครัวเดียวกัน และเพื่อ สานต่ อ ภารกิ จ การอบรมเยาวชนตามจิ ต ตารมณ์ ข อง ผู ้ ตั้ ง คณะต่ อ ไป ขอบคุ ณ พระเจ้ า ที่ ค อยอยู ่ เ คี ย งข้ า งใน ช่วงเวลาเหล่านี้ ขอบคุณบรรดาผูใ้ หญ่ของคณะทีม่ อบโอกาส ที่ดี ขอบคุณสมาชิกทุกคนที่สนับสนุนและคอยติดตามด้วย ค�ำภาวนาเสมอ
52
ในกิจวัตรแต่ละวันของฉันที่ผ่านไป แรก ๆ ที่ฉันอยู่ ทีน่ ี่ ฉันมีความรูส้ กึ ว่าเวลามันช่างผ่านไปช้าเหลือเกิน (คิดเสมอ ว่าเมื่อไหร่จะครบก�ำหนดกลับไทย) แต่ ณ เวลานี้ ฉันกลับ คิดว่าเวลาแต่ละวันผ่านไปเร็ว ทุกวันฉันต้องไปเรียนภาษา อิตาเลียนและเรียนวิชาอื่น ๆ ทั้งเช้าและบ่าย ทุกเช้าจะมีรถ ไป เพราะสมาชิกไปท�ำงานที่เอาซีลีอุมกันทุกเช้า ส่วนใน ตอนบ่ายนัน้ บางวันก็มรี ถไป ถ้าวันไหนไม่มรี ถจากทีห่ มูค่ ณะ ไป ฉันก็จะไป-กลับโดยรถเมล์ หรือถ้าอากาศไม่หนาวหรือ ร้อนเกินไปก็จะเดินสบาย ๆ ใช้เวลาในการเดินประมาณ ครึ่งชั่วโมง ในส่วนของการเรียนภาษาก็ค่อยเป็นค่อยไป ถูกบ้างผิดบ้างเป็นเรือ่ งธรรมดา แต่ทยี่ ากมากกว่าคือการต้อง เรียนวิชาอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ภาษาของเรา ก็เพิ่มความล�ำบากเป็น สองเท่าเลยทีเดียว แต่ฉันยังโชคดีและต้องขอบคุณพระ มาก ๆ เพราะสมาชิกในหมูค่ ณะถึงแม้ทกุ คนจะมีงานกันมาก แต่มนี ำ�้ ใจพยายามจะช่วยเหลือฉันในเรือ่ งเรียนเสมอ ทุกครัง้ ถ้าฉันไม่เข้าใจพวกเขาก็พร้อมและยินดีช่วยเสมอ ไม่เฉพาะ เรื่ อ งเรี ย นแต่ เ รื่ อ งชี วิ ต ประจ� ำ วั น ด้ ว ย เรี ย กได้ ว ่ า คอย
ประสบการณ์ของซิสเตอร์ปัจจนีย์ ไทยล�ำภู ทุกสิ่งที่เข้ามาในชีวิตมันไม่ใช่ความบังเอิญ...แต่เป็น โครงการของพระเจ้าที่เตรียมไว้ให้กับเรา และดิฉันก็เป็น คนหนึง่ ทีพ่ ระเจ้าได้วางโครงการชีวติ ของดิฉนั ผ่านทางผูใ้ หญ่ ของคณะ และพยายามที่จะเก็บเกี่ยวทุกสิ่งที่ผ่านเข้ามาใน ชีวิตทั้งสิ่งที่ดีและอุปสรรค เพราะนี่คือชีวิตที่ต้องเดินก้าวไป ในแต่ละวัน
หมู่คณะที่ดิฉันอาศัยอยู่ชื่อว่า หมู่คณะมาเรีย มัสซา แรลโล เป็นบ้านที่แยกออกมาจากเอาซีลีอุม เนื่องจาก ปัจจุบันซิสเตอร์นักศึกษา ธมอ. จากทั่วโลก เข้ามาศึกษาที่ เอาซีลีอุมเพิ่มจ�ำนวนมากขึ้น และบ้านพักนักศึกษาส�ำหรับ
่า.... ์ ำ้ล ค ณล การ
ส�ำคัญ ๆ หรือวันปกติธรรมดา ช่วงสามเดือนของการเรียน ภาษาอิตาเลียนทุกวันหลังเลิกเรียนเราปี 1 จะมารวมกันที่ ห้องของหมู่คณะเพื่อทบทวนบทเรียน ฝึกพูดและแบ่งปัน ประสบการณ์ของตน แม้ดฉิ นั จะมีความยากล�ำบากทางด้าน ภาษาเพื่อความเข้าใจ (ตอนนี้ก็ยังไม่ค่อยเข้าใจ) แต่บรรดา ซิสเตอร์ในหมู่คณะก็มีความพากเพียรกับดิฉัน ให้ความ ช่วยเหลือและอธิบายทุกอย่างที่ดิฉันไม่เข้าใจ ท�ำให้รู้สึกถึง ความเป็นพี่น้องในครอบครัวแห่งนี้ ความประทับใจไม่ใช่เพียงการได้ไปเที่ยวสถานที่ ส�ำคัญ ๆ ที่เราต้องการไป แต่การได้อยู่ร่วมกันในบ้าน ท�ำ
กิจกรรมร่วมกัน ช่วยเหลือ ป และแบ่งปันซึ่งกันและกัน สิ่งเหล่านี้เป็นภาพสะท้อนของ ความเป็ น บ้ า น เป็ น ครอบครั ว เดียวกัน แม้เรามาจากต่างที่ต่างถิ่น แต่เราคือ ธมอ. ลูกของแม่พระองค์อปุ ถัมภ์ ของคุณพ่อบอสโกและมาเดอร์มัสซาแรลโล ขอขอบคุณผู้ใหญ่ที่ให้โอกาสดิฉันได้สัมผัสกับ ประสบการณ์นี้ในจิตตารมณ์ของผู้ตั้งคณะของเรา
สบ ระ
ซิสเตอร์ ธมอ. ไม่เพียงพอ จึงได้สร้างอาคารใหม่เพื่อรองรับ ซิสเตอร์นักศึกษา ธมอ. ที่เอาซีลีอุม ปัจจุบันหมู่คณะแห่งนี้ ครบรอบ 5 ปี (14 พฤศจิกายน 2013 – 14 พฤศจิกายน 2015) ซึ่งมีทั้งซิสเตอร์ ธมอ. ที่เป็นอาจารย์และซิสเตอร์ นักศึกษาในเอาซีลีอุม รวมทั้งหมด 36 คน และมีทุกทวีป ทั่วโลก ดิฉันได้เรียนรู้หลายอย่างและเนื่องจากบ้านนี้ไม่มี แม่บ้าน ไม่มีพนักงาน ทุกคนจึงมีหน้าที่ที่ต้องช่วยกันดูแล บ้าน ไม่ว่าจะเป็นอาจารย์หรือนักศึกษา เวลากลับมาจาก เอาซีลีอุมนี่คือบ้าน บ้านที่ทุกคนอยู่ร่วมกันแบบครอบครัว สวดภาวนา ท�ำกิจกรรม ท�ำหน้าทีท่ รี่ บั ผิดชอบ และหย่อนใจ ร่วมกัน และมีอธิการิณีที่คอยติดตามชีวิตฝ่ายจิตและให้ ค�ำปรึกษาเสมอ ในบ้านนี้ช่วงแรกของการปรับตัวรุ่นพี่ปี 3 และ 4 จะเป็นพี่เลี้ยงให้รุ่นน้องปี 1 สอนให้เรียนรู้ทุกอย่าง ในการใช้ ชี วิ ต เป็ น เหมื อ นเพื่ อ นร่ ว มทางที่ ค อยแนะน� ำ และชี้แนะ เราปี 1 จะมีกิจกรรมท�ำร่วมกันเสมอ ทั้งในวัน
และนี่คือประสบการณ์ของเราทั้งสามคน แม้เราจะ ไม่ได้อยู่ในหมู่เดียวกันแต่เราก็เจอกันเกือบทุกวันค่ะ เพราะ ต้องมาเรียนด้วยกัน บางโอกาสเราได้ไปพบปะกับกลุ่ม คาทอลิกไทยในโรม ซึง่ เราได้รว่ มมิสซาภาษาไทยเป็นสิง่ ทีเ่ รา คิดถึงมากมาย สิง่ หนึง่ ทีเ่ ราทัง้ สามมีความคิดตรงกันเมือ่ เวลา เราเริ่มเรียนในเอาซีลีอุมและเอซีลีอา คานตา ช่วงแรกเรา รู้สึกกังวลในหลายสิ่งหลายอย่าง เพราะเราท�ำประสบการณ์ ไม่เพียงเรียนอย่างเดียว แต่ในหมู่คณะเราก็ท�ำงานและมี หน้าทีร่ บั ผิดชอบทีแ่ ตกต่างกัน เราบอกกับตนเองว่า “ท�ำเท่า ที่เราสามารถท�ำได้” (faccio come posso) ยิ่งฝืนตนเอง ยิ่งเหนื่อย ไม่มีก�ำลังใจ และเครียดไปเสียเปล่า ดังนั้นเราจึง ท�ำให้ดีตามก�ำลังของเราแต่ละคน พระเจ้ารู้และเข้าใจเรา ทุกอย่างค่ะ ภาษาจะเป็นอุปสรรคกับเรา ถ้าเราปิดกั้นคิดว่า มันยาก แต่ใน ท า ง ก ลั บ กั น พยายามเปิ ด ใจรั บ ทุกอย่างที่เข้ามาในชีวิต ค่อยเป็นค่อยไป ก้าวทีละ ก้าว....แล้วเราก็จะผ่านมันไป อาจไม่ราบรื่นเสมอไปแต่ก็ดีต่อใจ นะคะ....
53
l
54
โดย เก็บเบี้ยรายทาง
ในบทความแปลของคุ ณ ญานิ น วั ง ซ้ า ย นั ก เขี ย นอาสา ธนาคารจิตอาสา ซึ่งเป็นบทสัมภาษณ์ของสมเด็จพระสันตะปาปา ฟรานซิส แก่นิตยสาร Viva ของอาร์เจนตินา ได้รับการแปลเป็นไทย และเผยแผ่เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2014 โอกาสนี้พระองค์ได้ทรงเผย 10 วิธีที่จะช่วยให้เรามีความสุขมากขึ้น เคล็ดไม่ลับเหล่านี้น�ำมาจาก ประสบการณ์ส่วนพระองค์เอง พระองค์สนับสนุนให้มองโลกในแง่ดี และเอื้อเฟื้อต่อกันให้มากขึ้น แนะให้ปิดทีวีเสียบ้าง หารูปแบบ กิจกรรมผ่อนคลายในเวลาว่างที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพมากขึ้น รวมทั้งหยุดชักชวนให้คนอื่นเปลี่ยนศาสนาด้วย ซึ่งเหล่านี้เป็นเพียง ตัวอย่างเบื้องต้น ส�ำหรับแนวทางทั้งหมด 10 วิธีนั้นมีอะไรบ้าง ท่านผู้อ่านติดตามได้ล�ำดับต่อไปนี้ ...เก็บเบี้ยรายทาง..ขอขอบคุณ คุณญานิน วังซ้าย ที่ได้แปลและเผยแผ่บทสัมภาษณ์นี้ ...ขอให้ คุณความดีทคี่ ณ ุ ญานินได้ทำ� ในครัง้ นี้ ได้เกิดประโยชน์มากมายส�ำหรับ อีกหลาย ๆ คน ที่ก�ำลังแสวงหาความสุขแท้จริง... 1. ใช้ชีวิตและปล่อยวางกับชีวิต : ทุกคนควรมีแนวทาง ในการด�ำเนินชีวติ ตามหลักข้อนี้ ดังเช่นส�ำนวนเก่าจ�ำเจในภาษาอิตาลี ที่ว่า “เดินไปข้างหน้าและปล่อยให้คนอื่นไปตามทางชีวิตของเขา” 2. พยายามเป็นผู้ให้ : เราทุกคนควรเอื้อเฟื้อ และเปิดใจ ยอมรับผู้อื่น “การที่คุณแยกตัวออกจากผู้อื่น ย่อมท�ำให้เสี่ยงต่อการ ที่จะกลายเป็นคนเห็นแก่ตัว น�้ำขังย่อมจะกลายเป็นน�้ำเน่า” 3. ด�ำเนินชีวิตอย่างสงบ : พระสันตะปาปา ซึ่งเคยเป็นครู สอนวรรณคดี ใ นระดับ มัธ ยม ทรงใช้เรื่องของ Don Segundo Sombra เป็นตัวอุปมาอุปไมยเมือ่ ย้อนมองเส้นทางชีวติ ทีผ่ า่ นมาของ นายโคบาล (Don SegundoSombraเป็นตัวเอกในบทประพันธ์ของ Ricardo Guiraldes นักประพันธ์และกวีทมี่ ชี อื่ เสียงชาวอาร์เจนตินา) โดยเปรียบเทียบภาพเส้นทางชีวิตในวัยเยาว์เสมือนกระแสน�้ำที่ไหล ผ่านก้อนหินจ�ำนวนมหาศาล เมือ่ เติบโตขึน้ เปรียบเสมือนแม่นำ�้ ทีเ่ ชีย่ ว กราก และเมื่อถึงวัยชราเขาก็ยังด�ำเนินชีวิตต่อไป แต่ทว่าเนิบช้า และนิ่งเสมือนน�้ำในบ่อ ท่านทรงกล่าวว่าน�้ำนิ่ง คือความสามารถ ในการขับเคลื่อนด้วยความอารี อ่อนน้อม และเป็นความสงบในชีวิต
4. ใช้เวลาว่างอย่างมีคุณภาพ : ท่านทรงกล่าวว่า “ระบบ บริโภคนิยมเพิม่ ความเครียดให้กบั ชีวติ ” ทรงแนะให้คณ ุ พ่อคุณแม่ใช้ เวลาอยู่ร่วมกับลูก และปิดทีวีช่วงเวลารับประทานอาหาร 5. วันอาทิตย์ควรเป็นวันหยุด : คนท�ำงานควรหยุดในวัน อาทิตย์ เพราะวันอาทิตย์เป็นวันของครอบครัว 6. คิดสร้างสรรค์งานที่มีคุณค่าส�ำหรับเยาวชน : เราต้อง สร้างสรรค์งานให้เยาวชน หากเขาไม่มีโอกาส เขาก็จะหันไปหายา เสพติด และเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตาย 7. เคารพและปกป้องธรรมชาติ : “การเสื่อมสลายของ ธรรมชาติ คือความท้าทายอันใหญ่หลวง ข้าพเจ้าคิดว่าค�ำถามที่เรา ไม่เคยคิดจะถามตัวเองเลยคือมนุษยชาติก�ำลังฆ่าตัวตายโดยการใช้ ธรรมชาติอย่างโหดร้ายและปราศจากการไตร่ตรองหรือเปล่า” 8. หยุดคิดในแง่ลบ : “การทีเ่ ราพูดถึงคนอืน่ ในแง่รา้ ย แสดง ให้เห็นว่าเราขาดความภูมิใจในตนเอง มันหมายความว่า ฉันรู้สึกแย่ แต่แทนที่จะปรับตัวเองให้ดีขึ้น ฉันก็กลับเลือกที่จะโค่นคนอื่นแทน” ท่านทรงกล่าวว่า “เลิกความคิดในแง่ลบเร็วได้เท่าไหร่ สุขภาพจิตเรา ก็ดีขึ้นเท่านั้น” 9. อย่าโน้มน้าวให้เปลี่ยนศาสนา ให้เคารพในความเชื่อ ของคนอื่น : ท่านทรงกล่าวว่า “เราสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้ คนอื่นได้ด้วยความศรัทธา และการสื่อสารวิธีนี้จะท�ำให้เราได้เติบโต ด้วย แต่สงิ่ ทีเ่ ลวร้ายทีส่ ดุ คือการโน้มน้าวให้เปลีย่ นศาสนา ซึง่ จะท�ำให้ ทุกอย่างชะงักงัน ไม่ใช่ว่า ‘ฉันพูดกับเธอ เพื่อโน้มน้าวใจเธอ’ การ สนทนากับแต่ละคนนัน้ เริม่ ต้นจากเอกลักษณ์ของเขาหรือเธอคนนัน้ ศาสนาเติบโตจากพลังดึงดูดทางใจ ไม่ได้มาจากการโน้มน้าวให้เปลีย่ น ศาสนา” 10. ท�ำงานเพือ่ สันติภาพ : ท่านทรงกล่าวว่า “เราอยูใ่ นช่วง ชีวิตที่มีสงครามเกิดขึ้นหลายแห่ง เราจึงจ�ำเป็นต้องร้องเรียกหา สั น ติ ภ าพ เรามั ก จะมี ทั ศ นคติ ว ่ า สั น ติ ภ าพคื อ ความเงี ย บสงบ แต่จริง ๆ แล้ว สันติภาพเป็นปฏิบัติการในเชิงรุก เต็มไปด้วยพลัง และความคิดสร้างสรรค์” …อ้างอิงจาก facebook - Why I Why