Skip to main content

เรื่องเล่าอัศจรรย์ของแม่พระ

Page 1

เรื่องเล่าเกี่ยวกับอัศจรรย์แม่พระองค์อปุ ถัมภ์ จากหนังสือ “องค์อุปถัมภ์” (จัดพิมพ์โดยสํานักงานซาเลเซียน กรุงเทพฯ)


แม่พระทรงช่วยได้ทุกอย่าง ในวันฉลองแม่พระ ได้รับเกียรติยกขึ้นสวรรค์ ปี 1949 ได้มีการพบปะกันอย่างน่ามหัศจรรย์ ของสตรีผู้เป็นมารดา กับบุตรสาวอายุยังน้อยของเธอ ซึ่งได้พลัดพรากจากกันเป็นเวลานานโดยการ ติดตามทําลายล้างของพวกนาซี ในคืนหนึ่งท่ามกลางความหมดหวังนั่นเอง ทั้งคู่ก็ได้ตัดสินใจที่จะไปจาริกแสวงบุญที่ลูร์ด เพื่อ ขอพระคุณจากแม่พระ เพื่อขอให้ทั้งสองได้พบกันอีกครั้ง และแล้วโดยความพิศวงต่างก็เลือกเดินทาง วันเดียวกัน คืนในวันฉลองแม่พระยกขึ้นสวรรค์ แต่เขาจะพบกันได้อย่างไรในท่ามกลางฝูงชนที่แออัด ถึงแสนห้าหมื่นคนที่ลูร์ด แต่แล้วเวลาบ่าย 3 โมงของวันที่ 15 สิงหาคมนั้นเอง ฝ่ายลูกสาวผู้ซึ่งได้จองรถด่วนเช้า โดย ก่อนออกเดินทาง เธอได้ตั้งใจไว้แล้วที่จะไปร่วมพิธีมิสซาที่วิหารแม่พระ เพื่อขอพระคุณให้ได้พบกับ มารดาของตน และแล้วตอนขากลับจากวัดแม่พระนั่นเองเธอได้ชนกับสตรีผู้หนึ่ง ขณะที่เธอกําลังจะ กล่าวคําขอโทษ เธอก็รู้สึกว่าใบหน้าของสตรีผู้นั้นมีใบหน้าเหมือนมารดาของเธอที่ได้จากกันมาเนิ่น นาน ครั้งแรกสตรีผู้นั้นก็มิได้สังเกตอะไรในตัวเด็กหญิง เพราะนางกําลังมุ่งหน้าจะเข้าไปในวิหารเพื่อ ฟังมิสซาด้วยจุดมุ่งหมายอันเดียวกัน แต่แล้วเมื่อจํากันได้ต่างก็โผเข้าหากัน ไม่ต้องสงสัยในความปิติยินดี และน้ําตาแห่งความสุขใหญ่หลวงในการได้พบกันของแม่ลูกคู่นี้ และนี่เป็นอัศจรรย์ เป็นพระคุณที่เขาทั้งสองได้รับความช่วยเหลือจากพระมารดา ผู้ซึ่งรู้ดีว่าการที่แม่ คนหนึ่งตามหาลูกของตนนั้นมีความหมายสักเพียงใด แม้แต่พระคุณฝ่ายกาย พระมารดายังทรงคอยเอาพระทัยใส่ช่วยเหลือเรา และพระคุณฝ่าย วิญญาณเล่า พระนางยิ่งจะไม่ทรงวอนขอเพื่อเราหรือ ถ้าเราวางใจในพระแม่มารดาของมวลมนุษย์


ลูกกราบขอบพระคุณพระแม่ที่ได้สดับฟังคําภาวนาของลูก ลูกชายตัวเล็กๆของลูกได้หายจาก โรคลมชักที่น่ากลัวแล้ว (เด็กคนนี้เป็นโรคชักอย่างรุนแรงอยู่บ่อยๆโดยที่ยังไม่มีใครสามารถ รักษาได้ ทางโรงพยาบาลในกรุงเทพฯ ก็เสนอให้มีการผ่าตัดสมองเพื่อบรรเทาอาการของโรค แต่ตามสถิติของการผ่าตัดเช่นนี้ เปอร์เซ็นต์ที่จะ ได้ผลดีมีน้อย ไม่เป็นที่ปลอดภัยแน่นอนที่จะให้บิดามารดาของเด็กไว้วางใจได้ ดังนั้น พ่อแม่จึงไม่ยอมให้มีการผ่าตัด) เด็กเป็นมาก มาตัง้ แต่ปีทแี่ ล้ว โดยเกิดอาการชักดิ้นชักงออยู่บ่อยๆ ซึง่ มักจะทําให้หัวใจของผู้ เป็นแม่แทบจะแตกสลายทุกครั้ง ภาพความทรมานของเด็กเป็นสิ่งที่สายตาของลูกไม่อาจจะ ทนมองได้จริงๆ จนลูกอยากจะให้เป็นตัวของลูกเองมากกว่าที่จะต้องรับสภาพเช่นนั้น และก็มี ช่วงเวลาหนึ่งที่ ลูกซึ่งเป็นทั้งหมอ และแม่ของเขาเองก็เกิดความไม่แน่ใจถึงการอยู่รอดแห่งชีวิตของ เขา และสงสัยถึงพระมหากรุณาและพระยุติธรรมของพระองค์ แต่แล้วลูกก็ได้คิดถึงแม่พระ ผู้เป็นองค์อุปถัมภ์ของบรรดาคนเจ็บป่วย อย่างที่แม่พระได้ ทรงโปรดให้ เ กิ ด ขึ้ น อย่ า งมากมาย เช่ น อั ศ จรรย์ ที่ เ มื อ งลู ร์ ด ดั ง นั้ น ลู ก จึ ง ได้ ว อนขอความ ช่วยเหลือจากแม่พระสําหรับลูกที่น่าสงสารคนนี้ ในขณะที่ลูกเอง ก็บําบัดรักษาเขาด้วยความ ศรัทธาวางใจในพระแม่ และแล้วต่อมาอาการของเด็กคนนี้ก็ค่อยๆดีขึ้นและหายในที่สุด เมื่อเด็กคนนี้โตขึ้น เขาได้มีความเชื่อ ความศรัทธาต่อแม่พระเสมอ เป็นเด็กที่เชื่อฟังและ พยายามเจริญชีวิตอยู่ในหนทางแห่งความดี ลูกอยากขอบพระคุณพระแม่จากส่วนลึกของ หัวใจของลูก


คุณค่าของพระนามแม่พระ บราเดอร์ซาเลเซียนของเราคนหนึ่งที่ ซีซีลีเล่าให้ฟังว่า “พวกเราแปดคน นั่งรถยนต์ แฟร์เรรี จากคาตาเนีย ไปยังคาลเตริโรเน บังเอิญวิ่งไปชนท้ายรถบรรทุกสินค้าขนาดใหญ่เข้า เต็มๆ จนทําให้ตัวรถกระเด็นออกมากลางถนน เป็นเหตุให้รถเฟียตอีกคันหนึ่งซึ่งวิ่งตามมาอย่าง รวดเร็ว ชนเข้าที่ท้ายรถอย่างแรง ทําให้รถกระเด็นออกนอกทางแล้วไถลลงไปตามไหล่เขา อย่างรวดเร็ว ไม่สามารถบังคับได้ ตอนนั้นพวกเราอยู่ในสภาพตระหนกตกใจ ไปตามๆกัน ผมไม่รู้จะทําอย่างไร คิดอะไรไม่ ออก และทั นใดนั้น โดยแทบไม่ รู้ตั ว ผมร้อ งออกไปว่ า “มารี ย์ องค์อุ ปถั มภ์ ช่ว ยลู กด้ วย ” เพื่อนๆก็ออกพระนามของพระแม่ทํานองเดียวกันนี้ด้วย ต่อมารถของเราก็ไปชนกับต้นเกาลัดใหญ่ต้นหนึ่ง คว่ําหยุดอยู่ตรงนั้น แม้เครื่องจะดับ แล้ว เราก็ยังออกไม่ได้ เพราะตัวถังรถบุบบู้บี้ กลอนประตูรถก็ติดขัด จนกระทั่งมีหลายคนจาก รถคันอื่นๆที่หยุดจอดดูเหตุการณ์ เข้ามาช่วยกันงัดแงะเป็นการใหญ่จนประตูรถเปิดออก เราจึง ออกมาได้ มีบางคนบาดเจ็บแต่ไม่เป็นอะไรมาก ที่น่าคิดก็คือถ้ารถของเราไม่ไปชนต้นเกาลัด มัน จะต้องวิ่งพุ่งหรือไม่ก็คว่ํากลิ้งเป็นทอดๆ ลงไปถึงตีนเขาเบื้องล่าง แล้วพวกเราก็คงไม่รอดแน่ เราถื อว่า สิ่งที่ ได้รั บนั้น เป็ นพระคุณ อย่า งน่า พิศวงที่ป ระมารดาทรงประทานให้ ใน ขณะเดียวกันเราก็แน่ใจว่า ในนาทีที่คับขันแห่งชีวิต หากเราคิดถึงพระมารดาและออกพระนาม พระแม่ด้วยความไว้วางใจ และเชื่อว่าพระแม่จะทรงช่วย พระนาแม่ย่อมจะช่วยเราเพราะ พระแม่มารีย์ทรงเป็นองค์อุปถัมภ์ของคริสตชน แม่พระไม่ทรงช่วยครึ่งๆ กลางๆ


ซิสเตอร์คณะธิดาแม่พระองค์อุปถัมภ์ ซึ่งมีบ้านอยู่แถวท่าเรือ มารีย์ เอาซีลีตรีเชที่ อเมริกาใต้ ได้เล่าเรื่องเกี่ยวกับเด็กหญิงนิโกรคนหนึ่ง ซึ่งทางบ้านซิสเตอร์มีหน้าที่ให้ความ ช่วยเหลือไว้ดังนี้ เด็กหญิง โยเซฟิน อายุ 5 ขวบ เป็นบุตรของหัวหน้าคนป่าเชื้อสายนิโกรเผ่าหนึ่ง เนื่ อ งจากเป็ น ลู ก หั ว หน้ า จึ ง เป็ น ที่ นั บ ถื อ ของพวกชาวป่ า เหล่ า นั้ คุ ณ ค่ า ของพระนามแม่ พระนมาก และเราก็ต้องเอาใจใส่เป็นอย่างดี ครั้งหนึ่ง เธอเกิดล้มเจ็บด้วยโรคเกี่ยวกับตับอย่างรุนแรง อาการของเธอแย่ลงทุกที แม้ว่าพวก หมอแถวนั้นจะพยายามหาวิธีช่วยเธอสุดความสามารถ แต่อาการของเธอก็ไม่ดีขึ้นเลย จนกระทั่งตกอยู่ในอันตรายเรา จึงขอให้ทั่วทั้งสังฆมณฑลมีการสวดภาวนาวอนขอความช่วยเหลือจากแม่พระองค์ อุปถัมภ์ หลังจากนั้นอีก ๒๐ วันต่อมาก็ปรากฏว่าอาการของเธอค่อยๆดีขึ้น จนพ้นขีดอันตราย อย่างไรก็ตามเธอยังคงต้องรับการรักษาต่อจากหมอที่เชี่ยวชาญในโรคนี้ ดั้งนั้นคุณพ่อบรู โนเจ้าอาวาสก็ได้มอบเด็กนิโกรน้อยๆ นี้แก่ภคินีสองรูป ให้พาไปหาหมอผู้ชํานาญในเมือง อัสสัมชัญ โอกาสที่ทั้งสองไปเข้าเงียบในเมืองนั้น ในการเดินทางเต็มไปด้วยความยากลําบาก บางครั้งต้องลงเรือและประสบกับลมพายุ จนทําให้เรือเกือบคว่ําหลายครั้ง เราฝากตัวไว้กับพระมารดาเช่นเคย และพระแม่ก็แสดงให้ เห็ นว่ าพระแม่ท รงคุ้ มครองพวกเราจริง ๆตลอดการเดิ นทาง และเมื่อ เราเดิ นทางต่ อโดย เครื่องบิน ขณะที่เราบินอยู่เครื่องยนต์ก็เกิดเสียไปหนึ่งเครื่อง นักบินจําต้องเอาเครื่องบินลง ฉุก เฉิ น ที่ ถ นนแห่ ง หนึ่ ง อย่า งเสี่ ย งอั น ตราย แต่ พ ระมารดาก็ ไ ด้ ทรงแสดงอี ก ว่า เมื่ อ ทรง อุปถัมภ์เรานั้น พระนางมิได้ทรงกระทําครึ่งๆกลางๆ แต่ได้ทรงคุ้มครองช่วยเหลือเราจนตลอด รอดฝั่ง จนเราทั้งหมดได้ไปถึงจุดหมายปลายทางอย่างปลอดภัย แม่พระโปรดคําภาวนาของเด็กๆ


สุภาพบุรุษหนุ่มไม่ยอมเชื่อเลย ถึงการประจักษ์ใดๆของแม่พระ เขาได้ไปที่ลูร์ดเพื่อดู ว่าทําไมผู้คนถึงได้หลงงมงายไปที่นั่นกันนับเป็นหมื่นเป็นแสนเกือบทุกวัน ในขณะที่กําลังมอง ภาพผู้คน บ้างกําลังคุกเข่าสวดภาวนา บ้างกําลังจุ่มตัวลงในบ่อน้ําพุศักดิ์สิทธิ์ ด้วยสายตาและ ความคิดที่เย้ยหยัน พอดีเขาก็เห็นเด็กหญิงคนหนึ่งที่เพิ่งมีคนพยุงขึ้นจากน้ํา เธอเป็นคนพิการ และกําลังไม่สบายมาก แต่แปลกที่ใบหน้าของเธอมีรอยยิ้มที่ชื่นบานอันแสดงถึงความสุขใจ ภายในลึกๆ หนุ่มคนนั้นรู้สึกทึ่งจึงเดินไปที่รถเข็นของเธอ และพูดว่า “น้ํานั่นคงจะเพิ่มความ ทรมานให้หนูอีกใช่ไหม เห็นไหมล่ะ ถ้าแม่พระของหนูมีฤทธิ์อํานาจจริงล่ะก็ คงจะช่วยให้หนู หายจากโรคไปนานแล้ว นี่แสดงว่าการประจักษ์นั้นไม่เป็นความจริงหรอก” เมื่อได้ยินเช่นนี้แทนที่จะแสดงความไม่พอใจ หนูน้อยกลับยิ้มอย่างอ่อนหวาน “หาย จากโรคหรือคะ เปล่าเลยค่ะ หนูไม่เคยสวดขอพระมารดาโปรดให้หนูหายจากโรค หนูมาที่นี่ วันนี้เพื่อสวดขอพระนางให้ช่วยวิญญาณสักดวงหนึ่งให้รอด” ขณะที่ รถเข็ นของเด็ก หญิงพิ การเริ่มเคลื่อนที่ไปยังที่พั กของคนเจ็บป่ว ย แม่ หนูยั ง อุตส่าห์หันมายิ้มให้ชายคนนั้นด้วยความอ่อนหวาน เธอเพ่งมองเขาด้วยแววตาที่หวานซึ้ง คล้ายกับจะบอกว่า “ไม่ช้าหรอกคุณจะต้องเชื่อ” ด้วยความพิศวงอย่างจับใจในความเชื่อมั่นของหนูน้อยคนนั้น ทําให้หนุ่มคนนี้อดไม่ได้ ที่จะเดินไปที่นั่น แต่ทว่า เขาได้พบเพียงแต่ร่างน้อยๆของหนูน้อยคนนั้นซึ่งนอนนิ่งอยู่บนเตียง หน้าซีดเผือดแต่ก็แฝงไว้ซึ่งความงามผุดผ่อง “เธอเสียแล้ว” แม่ชีที่เฝ้าอยู่บอกกับชายผู้นั้น “รู้ไหมก่อนที่จะสิ้นใจหนูน้อย ได้พร่ําสวดว่า ข้าแต่พระมารดาที่รักยิ่งของหนู หนูขอถวาย ชีวิตเป็นเครื่องบูชาเพื่อแลกกับวิญญาณของชายคนนั้นด้วย โปรดช่วยให้เขาเชื่อและรอดเถิด ค่ะ” ชายหนุ่มคนนั้นสั่นไปทั้งตัว ด้วยความตื้นตันใจจนพูดอะไรไม่ออก เขาค่อยๆคุกเข่าลง ข้าง ๆ ศพของเด็กหญิง แสดงความเคารพนับถือด้วยความกตัญญูรู้คุณ และสุดท้ายเขาก็ได้ กลับใจและเริ่มชีวิตใหม่


พระภูษาของพระนางพรหมจารีย์ คุณพ่อบอสโก ได้เล่าความฝันในคืนวันที่ 6 มกราคม ปี 1863 ว่า “ในภาพที่เห็นนั้น มีเยาวชนบางคนที่ไม่ต้องการ ความช่วยเหลือจากพระนาง แต่แม่พระก็ ยังได้เชื้อเชิญพวกเขาให้เข้ามา พระนางกางพระภูษาออกเรื่อยๆ เพื่อปกป้องผู้ที่ตอบสนอง คําเชื้อเชิญ มีเด็กหลายคนถูกช้างทําร้ายจนบาดเจ็บ พระนางมารีย์รู้สึกเป็นห่วงมาก ได้ทรง เรียกให้เข้ามาหาพระนาง บางคนไม่ฟัง อีกทั้งยังขัดขวางเพื่อนไม่ให้เข้ามาด้วย บางคน บาดเจ็บเมื่อวิ่งเข้ามาหาพระนาง บาดแผลทั้งหมดก็หายสนิท พระนางมีพระประสงค์ให้เด็ก เหล่านั้นรอดพ้น จากอันตรายทุ กคน จึงแนะนํ าให้เด็กที่อยู่พ ระนาง ไปช่ว ยเด็กที่ตกอยู่ใ น อันตรายให้หนีมาจนได้ บางคนเอาไม้ไล่ตีช้าง บางคนก็ต่อสู้กับคนที่เป็นเพื่อนกับช้างโดยไม่ คิดชีวิต เพื่อช่วยเพื่อนทุกคนให้พ้นจากอันตราย จนสนามว่างเปล่าไม่มีเด็กเหลืออยู่สักคน เดียว แม้ว่าภายใต้พระภูษาของพระนางมารีย์จะมีเด็กอยู่เป็นจํานวนมาก แต่ก็ยังมีเด็กอีก บางคนปลีกตัวออกห่างไป คอยช่วยเหลือช้างตัวนั้นทําร้ายเพื่อนๆของตน ทันใดนั้นที่สนาม ก็ มี ค วั น ไฟพลุ่ ง ขึ้ น จากดิ น ที ล ะเล็ ก ที ล ะน้ อ ยจนเป็ น หลุ ม ไฟใหญ่ และช้ า งตั ว นั้ น ก็ ก ลั บ กลายเป็นสัตว์ที่น่าเกลียดน่ากลัวที่สุด มีเขายาวงอกออกมา มันค่อยๆกางแหสีดําผืนใหญ่ เหวี่ยงไปรวบเด็กจอมแก่นทั้งหลาย มันแผดร้องเสียงดัง ทุ่มตัวลงในควันไฟ ลากเอาเด็กจอม แก่นตามมันไปด้วย แล้วหลุมไฟก็ดับสนิทและปิดลง ควันไฟค่อย ๆ จางหายไป


คุณพ่อบอสโกหันไปมองแม่พระ บนพระภูษาของพระนางมีตัวอักษรที่ปักอย่าง งดงาม ถ้อยคําส่วนใหญ่มาจากพระคัมภีร์ เช่น ผู้ที่ทําให้เรารุ่งเรืองจะได้รับชีวิตนิรันดร ใคร ที่พบเราเขาจะพบชีวิต ผู้ที่ต่ําต้อยจงมาหาเรา เราเป็นที่หลบภัยของคนบาป เป็นความรอดแก่ ผู้ที่เชื่อ เป็นที่พึ่งของผู้ที่มีใจศรัทธา เป็นความอ่อนโยน และเมตตากรุณาแก่ทุกคน พระมารดาหันมาปลอบโยนและให้ความหวังแก่แก่พวกเด็กๆว่า “พวกเธอที่ที่ฟังเสียง ของเราและหนีศัตรูร้ายมาที่นี่ เพราะพวกเธอได้เห็นเพื่อนๆของเธอได้รับการลงโทษ เพราะ ปล่อยตัวอยู่ในความชั่ว ในการสนทนาเกี่ยวกับเรื่องที่ผิดต่อความบริสุทธิ์ และการกระทําที่ไม่ สุจริต พวกเธอที่เห็นเพื่อนๆของเธอมีอาวุธติดมือ พยายามขัดขวางและดึงเธอให้ออกห่าง จากเรา เป็นการยั่วยุให้พวกเธอขาดความกตัญญู แล้วพวกเธอได้เห็นพวกเขาจบชีวิตลง อย่างน่าสังเวช เจ้าปีศาจร้ายได้ลากพวกเขาลงสู่ความพินาศชั่วนิรันดร์ เดี๋ยวนี้พวกเธอจง วางใจเถิด แต่จงจําไว้ดีๆว่า จงหลีกหนีกลอุบายของปีศาจ เป็นต้น การสนทนาที่ไม่ดี จงไว้ใจ ในเรา และผ้าคลุมของเราจะเป็นที่หลบภัยของพวกเธอ” จากนั้นพระมารดาก็กลายเป็นรูป ดังเดิม แม่มาร์เกริตาจึงยกธงแม่พระขึ้นนําเด็กๆ เดินขบวนแห่ร้องเพลงสรรเสริญ Lodate Maria o lingue fedeli ความฝันของคุณพ่อบอสโกเป็นคําขวัญที่มอบ ไว้เพื่อเตือนใจเด็กๆ ให้ระลึกถึงแม่พระ เมื่อตกอยู่ในการประจญล่อลวง


ฤทธิ์อํานาจของสายประคํา คืนวันหนึ่งก่อนที่พวกศิษย์ของคุณพ่อบอสโกจะอําลาท่านไปนอน ท่านได้เล่าเรื่องให้ ฟั ง ว่ า “สองสามเดื อ นก่ อ นพ่ อ ฝั น ว่ า ได้ ไ ปอยู่ ท่ า มกลางชุ ม นุ ม เยาวชนที่ กาสเตลนู โ ว เมืองอัสตี ที่บ้านพี่ชาย ขณะที่กําลังหย่อนใจกัน อย่างสนุกสนานนั้น มีชายแปลกหน้าผู้หนึ่ง เดินมาหาพ่อ และเชิญให้พ่อไปกับเขา พ่อตามเขาไปถึงทุ่งหญ้ารกแห่งหนึ่ง ชายผู้นั้นชี้ให้พ่อ ดูงูตัวหนึ่งหนึ่งยาว 7-8 เมตร มันตัวใหญ่มากซ่อนตัวอยู่ในกอหญ้า พอพ่อเห็นมันเข้าก็ตกใจ จะถอยหนี ชายผู้นั้นร้องห้ามว่า “อย่า อย่า อย่าหนี เชิญเข้ามาดู” พ่อจึงถามว่า “เอ๊ะ ทําไมคุณจะให้พ่อเข้าใกล้เจ้าสัตว์ร้ายตัวนั้น มันจะได้ส่งพ่อเข้าไปสงบสติอารมณ์ในกระเพาะ เพียงชั่วพริบตา” ชายผู้นั้นตอบว่า “อย่ากลัวเลย มันไม่กล้าทําร้ายหรอก เชิญมากับผม เถิด ” พ่อตอบว่า “ไม่ พ่อจะไม่ปล่อยให้ตกอยู่ในอันตรายเช่นนี้” เขาตอบว่า “อย่างนั้น รออยู่ที่นี่ก่อน” จากนั้นเขาก็ไปเอาเชือกมาเส้นหนึ่ง ยื่นให้พ่อแล้วกําชับว่า “จับปลายเชือก ข้างนี้ให้แน่นนะ ผมจะจับอีกข้างหนึ่ง แล้วจะข้ามไปข้างโน้น ดังนั้นเราก็จะจับงูได้ แล้ว ฟาดมัน ลงไป” พ่ อร้องว่ า “อ้า อย่าเลยคุณเพราะหากเราทําเช่น นี้ จะเกิดอันตรายมาก ทีเดียว งูมันจะหันกลับมาเล่นงานเราเข้า เราก็จะจบกันเท่านั้นเอง” เขาตอบว่า “ อย่ากลัว เลยไว้ใจผม” พ่อแย้งว่า “ชีวิตของพ่อมีค่ามากนัก พ่อไม่อยากเอาไปแลกกับงูหรอก มัน ล่อแหลมเกินไป”


พ่อตั้งท่าจะวิ่งหนี แต่ชายผู้นั้นดึงพ่อไว้ และรับรองว่ามันไม่สามารถทําอะไรพ่อได้ พ่อจึงจํา ใจต้องทําตามเขา ชายผู้นั้นข้ามไปฝั่งโน้น สั่งให้พ่อยกเชือกขึ้นพร้อมกันแล้วฟาดลงบนหลังงู ฝ่ายงูเมื่อโดนเข้าเช่นนั้นก็ชูหัวขึ้นทําท่าจะฉก แต่แทนที่จะกัดเชือกกลับถูกพันคล้ายโดนกับ ดัก ชายผู้นั้นตะโกนบอกพ่อว่า “ดึงให้แน่น ดึงให้แน่น” แล้วเขาวิ่งไปที่ต้นไม้ใหญ่ใกล้ เอา ปลายเชือกผูกไว้ วิ่งกลับมายังพ่อแล้วเอาเชือกจากมือของพ่อไปผูกไว้กับลูกกรงเหล็กของ หน้าต่างบ้าน งูตัวนั้นดิ้นอย่างสุดแรงจนเกิดแม่เบี้ย ฉกหน้า ฉกหลัง พลางเอาตัวกระแทก กับดินโดยแรง ทําให้เนื้อหนังของมันฉีกขาดกระเด็นไปทั่วพื้นอย่างน่าอนาถ มันคงแผลงฤทธิ์ เช่นนี้เรื่อยๆ จนเนื้อหนังหลุดเป็นชิ้นเป็นท่อน เหลือแต่โครงกระดูก เมื่อ งูต ายแล้ว ชายผู้นั้น ก็แ ก้เ ชือกจากหน้าต่ างและต้น ไม้ และเดิน มากําชั บพ่ อว่ า “ระวังดีๆ นะ” จากนั้นเขาก็เอาเชือกใส่ลงไปในหีบแล้วปิดฝา สักครู่ก็เปิดออก พวกเด็ก หนุ่มต่างพากันมาล้อมรอบตัวพ่อ มองเข้าไปในหีบ เชือกนั้นก็กลับกลายเป็นตัวอักษร มีคําว่า “วันทามารีอา” พ่อถามชายผู้นั้นด้วยความสงสัยว่า “ทําไมในตอนแรกคุณวางเชือก ไม่เรียบร้อยเลย แต่ทําไมในตอนนี้ถึงเรียบร้อยอย่างนี้”เขาตอบว่า “นั่นแหละ งูเปรียบได้กับปีศาจ ส่วนเชือก คือ บทวันทามารีอาหรือสายประคํา อาศัยลูกประคํานี้ ผู้ที่ใช้จะมีชัยชนะสามารถขับไล่ ปีศาจให้พ่ายแพ้และกระจัดกระจายไปได้” จากเรื่องเล่าในตอนนี้ทําให้เห็นถึงความสําคัญของลูกประคําที่ประเสริฐยิ่งของพระ มารดามารีย์ ฉะนั้น ขอให้เราทุกคนจงอย่าลืมสวดสายประคําเป็นอันขาด จงใช้เป็นเครื่องมือ ในการเอาชนะและขับไล่ปีศาจ


มงกุฎที่ไม่มีวันเสื่อมคลาย คุณพ่อบอสโกได้เล่าความฝันของคืนวันที่ ๓๐ พฤษาคม ว่าดังนี้ เด็ก ๆ ทยอยกันเรียงแถว เข้ามาถวายแกะ กระต่าย ปลา ลูกสุนัข ไข่และผลไม้ เทวดารับ ของขวัญเหล่านั้น นําไปวางไว้บนพระแท่น หลังจากที่คัดเด็กที่ดีๆ แล้วก็เดินนําไปหน้าแท่น แม่พระ คุณพ่อบอสโกเสียใจมาก ที่เด็กจํานวนมากถูกคัดออกมา ขณะนั้นมีเทวดาสององค์ ประจักษ์มาที่พระแท่นข้างละองค์ถือพานอันมีค่าเต็มไปด้วยมงกุฎกุหลาบงดงามหาที่เปรียบ มิได้ มงกุฎนั้นไม่รู้ร่วงโรย หมายถึงชีวติ นิรันดร เทวดาประจําศูนย์เยาวชน ได้หยิบมงกุฎ เหล่านั้น มาสวมใส่ศีรษะเด็กที่อยู่หน้าพระแท่นทุกคน มงกุฎเหล่านั้นใหญ่บ้างเล็กบ้างตาม สัดส่วน แต่ทว่าสวยงามตระการตาทุกอัน สิ่งที่ทําให้คุณพ่อบอสโกประหลาดใจก็คือ เด็กที่หน้าพระแท่น ส่วนมากเป็นเด็กที่ศูนย์ เยาวชน ท่าทางไม่น่ารัก กลับได้มงกุฎทีง่ ดงามกว่าหมด เป็นที่แสดงให้เห็นว่าความบริสุทธิ์ ครบครันของเขาทดแทนรูปร่างอันไม่งดงามภายนอก ต่างคนต่างได้รับแตกต่างกันไปตาม คุณธรรมของเขาอย่างเหมาะสม มีคุณธรรมความนบนอบ ความสุภาพ ความรักต่อพระเป็น เจ้า จากนั้นพวกเด็กๆก็เริ่มขับเพลง “วันทาดาราสมุทร” ด้วยเสียงกึกก้องและเดินแห่ขบวน กันไป คุณพ่อรู้สึกแปลกใจเมื่อหันไปดูพวกเด็กที่เทวดาคัดออกเห็นหายหน้าไปหมด คุณพ่อจึงให้ข้อคิดว่า ดอกไม้ต่างๆ ที่เด็กนําไปถวายพระมารดานั้นดอกที่มีหนาม หมายถึง ความไม่นบนอบ

ตะปูหมายถึง บาปที่ตรึงพระผู้ไถ่ ดอกไม้จํานวนมากที่ไม่หอม

หมายถึง กิจการดี แต่ทําเพื่ออวดตัว เด็กๆ ที่พ่อเห็นนั้น ก็คงจะเป็นเด็กของพ่อเอง คุณพ่อจึง ขอร้องให้ทุกคนพยายามถวายของขวัญแต่สิ่งที่พอพระทัยพระมารดาเท่านั้น


ภาวนาแด่พระมารดา ข้าแต่พระนางมารีย์พรหมจารีย์ผู้ศักดิ์สิทธิ์ พระมารดาของพระเจ้า โปรดรักษาข้าพเจ้าให้มีดวงใจเหมือนเด็ก บริสุทธิ์สดใสดังน้ําพุ โปรดให้ ข้าพเจ้ามีดวงใจซื่อ ๆ ซึ่งไม่รู้จักเศร้าโศก แต่ซื่อสัตย์ มีใจกว้างและกตัญญู รู้จักให้อภัย โปรดทําให้ข้าพเจ้ามีดวงใจที่สุภาพและอ่อนโยน แสดงความรัก โดยไม่เรียกร้องการตอบแทน มีความยินดีที่จะนําดวงใจอื่นมาถวายแด่ พระบุตรของพระนาง ด้วยดวงใจที่หนักแน่น เข้มแข็ง ซึ่งไม่มีความอกตัญญู ใด ๆ มาปิดกั้นได้เลย มีความกระตือรือร้น และมีดวงใจซึ่งห่วงใยในพระมหา ทรมานและความรุ่งเรืองของพระเยซูคริสตเจ้า โปรดให้ข้าพเจ้าถูกแทงด้วย ความรักของพระองค์ และแผลนี้จะไม่จางหาย จนกว่าจักบรรลุถึงสวรรค์


Turn static files into dynamic content formats.

Create a flipbook