Skip to main content

Magketing vol57

Page 1

ROAD TO ++ ASEAN HUB marketing case study BEYOND STRATEGY & CONSUMER LIFESTYLE FEBRUARY 2564

VOL.8 ISSUE 57

THAILAND'S FIRST FREE E-MARKETING MAGAZINE

ROAD TO ++ ASEAN HUB

FREEPIK

it's FREE

57 I S S U E


Fresh - Baked Dairy The Europeans baking kitchen Enjoy a cup of warm chocolate

AnnaNita

SUKH UMVI T So i 1 1 n ear NA NA BTS Sky trai n SUKH UMVIT R d. BKK


01

HOMEROOM

EDITORIAL บรรณาธิการบริหาร

ภาวนา อรัญญิก

EDITORIAL STAFF > หัวหน้ากองบรรณาธิการ > กองบรรณาธิการ

บัณฑิต โชคสิทธิกร กัลชนา ทิชากร ปรัชญ์ พันแสงระวี

> ศิลปกรรม

cymk@bangkok

ADVERTISING STAFF > ผู้จัดการฝ่ายโฆษณา > กองโฆษณา

วิโรจน์ ธนวัฒน์วาทิน สุนิสา อดุลย์วิทย์

บจ.มาร์เก็ตอินโฟ แอนด์ คอมมิวนิเคชั่น 3769/46 เจริญราษฎร์ บางโคล่ บางคอแหลม กทม. 10120 tel.062-4836903 email>>magketing.editor@gmail.com


CONTENTS

INFORMATION

17

8 12

FLASH PODIUM

ANALYSIS

20

28

34

17 20 28 30 34

BEHAVIOR CASE STUDY FACTOR DIGITAL LIFE RESEARCH

DATABASE

37 38 39

MOVEMENT

>> FOOD & IT

MOVEMENT

>> HOME & FINANCE

MOVEMENT

>> ETC.


FLASH

แอร์เอเชีย

แอร์เอเชียชวนบินรัวๆ ทั่วไทย 3,599 บาท

RT

สายการบินแอร์เอเชียจัดโปรโมชั่น “ตั๋วบินรัวๆ ทั่วไทย” ราคาเพียง 3,599 บาท ต่อคน (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) เดินทางได้ครอบคลุมทุกเส้นทางทั่วประเทศ รวมเส้น ทางข้ามภาค ยาวนานถึง 9 เดือน ตั้งเเต่ 1 เมษายน-16 ธันวาคม 2564 ซื้อด่วน 2-7 มีนาคม 2564 นี้เท่านั้น ผ่าน www.airasia.com/deals หรือแอพพลิเคชั่นแอร์เอเชีย จ�ำกัดเพียง 80,000 สิทธิ์ตลอดโครงการ (วันที่ 1 มีนาคม สมาชิกแอร์เอเชียที่ถือตั๋วบิน )บุฟเฟต์เดิม สามารถซื้อสิทธิ์ได้ผ่านอีเมลที่สายการบินส่งให้

ทริส

งาน TRIS Annual Forum

โฮมโปร

RT โชว์ผลประกอบการปี 63 ท�ำสถิติสูงสุด รายได้ 2,864 ล้านบาท ก�ำไรสุทธิ 238 ล้านบาท เติบโต 81.67% บอร์ดอนุมัติควักเงิน 93.50 ล้านบาท ปันผล 0.085 บาท ก�ำหนดจ่าย 21 พ.ค. 64 ชูกลยุทธ์เน้นรับงานมาร์จิ้นสูงและงานโครงสร้างพื้นฐานทุก รูปแบบ หนุน Backlog 7,000 ล้านบาท รับรู้ปี 64-66 ตั้งเป้ารายได้ปีนี้นิวไฮต่อเนื่อง โตไม่ต�่ำกว่า 20% แตะ 3,500 ล้านบาท

ครีเอทไออน

ทริส คอร์ปอเรชั่น เตรียมจัดงาน TRIS Annual Forum ภายใต้แนวคิด “Maturity in Privacy” เผยแพร่ความส�ำคัญของ Data Governance และ พรบ.คุ้มครองข้อมูล ส่วนบุคคลผ่านมุมมองวิทยากรผู้คร�่ำหวอดในวงการ เพื่อเป็นประโยชน์แก่หน่วยงาน ราชการ รัฐวิสาหกิจ และบริษัทเอกชน ในวันที่ 11 มี.ค.นี้ ณ Conrad Bangkok Hotel หรือบุคคลทั่วไปสามารถลงทะเบียนรับชมออนไลน์ฟรี

โปร 3:3 ลดสามต่อรับซัมเมอร์

ครีเอทไอออน เคิร์ล โปร 38

CREATE ION (ครีเอทไอออน) แบรนด์ผู้ผลิตอุปกรณ์จัดแต่งทรงผมอันดับหนึ่งใน ประเทศญี่ปุ่น ขอแนะน�ำ ครีเอทไอออน เคิร์ล โปร 38 (CREATE ION Curl Pro 38) เครื่องม้วนผมรุ่นล่าสุดเทคโนโลยีจากญี่ปุ่น ให้คุณเนรมิตผมลอนสวยในแบบ New Life New Normal ได้เองง่ายๆ ที่บ้านไม่ต้องง้อร้าน ด้วยแกนม้วนขนาดใหญ่ 38mm ที่มาพร้อมแผ่นเพลทไทเทเนียมเคลือบด้วย Ion Solutions® Technology ให้การ หนีบที่ลื่นไหล ผมสวยเงางาม ลอนเด้ง เรียงเส้นสวย

โมรินากะ

โฮมโปรจัดโปรโมชั่น “3:3 HomePro DOUBLE DAY DOUBLE DEAL” ช้อปสินค้า และของตกแต่งบ้านรับซัมเมอร์ พร้อมรับสิทธิ์ส่วนลดสามต่อ พิเศษขั้นสุดกับสินค้า ร่วมรายการลดสูงสุดถึง 70%! มอบสุขต่อสองเพื่อครอบครัวโฮมโปร เฉพาะสมาชิก บัตรโฮมการ์ด รับส่วนลดเพิ่มสูงสุด 20% เมื่อใช้คะแนนโฮมการ์ดเท่ายอดซื้อสินค้า กลุ่ม LED TV. เฉพาะที่สาขาเท่านั้น พร้อมแลกความสุข เมื่อใช้คะแนนแลกเท่ายอด ช�ำระ ลดเพิ่ม หรือรับเพิ่มสูงสุด 15%

RT โชว์งบปี 63 ท�ำรายได้ 2,864 ล้านบาท

“โมรินากะ” ลุยตลาดออนไลน์

บริษัท โมรินากะ เอเชีย แปซิฟิก จ�ำกัด บริษัทในเครือโมรินากะกรุ๊ป ผู้ผลิตขนมและ ของว่างชั้นน�ำของญี่ปุ่น เผยแผนการขยายตลาดนอกประเทศญี่ปุ่น ส่งผลิตภัณฑ์ ขนมและของว่างคุณภาพเจาะตลาดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก พร้อมลุยตลาดออนไลน์ ส่งตรงผลิตภัณฑ์ไปถึงมือผู้บริโภคผ่านช่องทางออนไลน์ต่าง ๆ และ Official LINE Account เพื่อเข้าถึงผู้บริโภคชาวไทยอย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้น ซึ่งมีผู้ใช้งานบนแพลตฟอร์ม นี้กว่าล้านคนต่อวัน

MAGKETING l 8


FLASH

MAGKETING l 9


FLASH

อิเกีย

อิเกีย จัดโปรพิเศษส�ำหรับคนชอบเก็บ

เฮเฟเล่

อิเกีย จัดโปรโมชั่นสุดคุ้ม ให้ทุกบ้านเนรมิตตู้เสื้อผ้าในฝันได้ในงบที่ประหยัดยิ่งขึ้น ช้อปชุดตู้เสื้อผ้า PAX/KOMPLEMENT พักซ์/คอมเพลียเมนท์ ครบทุก 10,000 บาท รับบัตรของขวัญอิเกียมูลค่า 1,000 บาท* พร้อมส่วนลด 15% เมื่อซื้ออุปกรณ์จัดเก็บ เสื้อผ้า ซีรีส์ SKUBB/สกุบบ์ และ STUK/สตูค ตั้งแต่วันที่ 25 กุมภาพันธ์ – 28 มีนาคม นี้ ร่วมโปรได้ทั้งช้อปที่สโตร์และออนไลน์

วาโก้

โครงการวาโก้บราเดย์ บราเก่าเราขอ ปี 10

ไวไว

โฟลเคอร์ เฮลสเติร์น กรรมการผู้จัดการ บริษัท เฮเฟเล่ (ประเทศไทย) จ�ำกัด รับ ประกาศนียบัตร German Sustainable Building Council หรือ DGNB รับรอง มาตรฐานอาคาร โดยมี นายเกออร์ก ชมิดท์ เอกอัครราชทูตสหพันธ์สาธารณรัฐ เยอรมนีประจ�ำประเทศไทย เป็นผู้มอบรางวัล ‘ศูนย์กระจายสินค้าเฮเฟเล่ บางนาตราด กม.22’ มาตรฐานการก่อสร้างที่ยั่งยืนตามแบบสิ่งแวดล้อม ที่ได้รับการยอมรับ ทั่วโลก ตอกย�้ำการออกแบบที่ให้คุณค่ากับการอนุรักษ์พลังงาน

เลสิคพระราม9

บริษัท ไทยวาโก้ จ�ำกัด (มหาชน) ให้ความส�ำคัญในการดูแลทุกกระบวนการตั้งแต่ ต้นน�้ำจนถึงปลายน�้ำ มุ่งเน้นการรักษาระบบมาตรฐานในการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตลอดจนถึงกระบวนการจัดการกับผลิตภัณฑ์เสื่อมสภาพ เพราะค�ำนึงถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการประกอบกิจการขององค์กรในด้านต่างๆ โดย เฉพาะเรื่องของสิ่งแวดล้อม จึงเกิดโครงการ “วาโก้บราเดย์ บราเก่าเราขอ” ชวนคน ไทยร่วมบริจาคบราเก่าทุกยี่ห้อเพื่อน�ำไปเผาท�ำลายอย่างถูกวิธี

ตรุษจีนปากน�้ำโพ ปีที่ 105

ศูนย์เลสิคพระรามเก้า

ศูนย์เลสิคพระรามเก้า “Praram 9 LASIK Center” โรงพยาบาลพระรามเก้า ศูนย์ บริการสุขภาพสายตาแห่งใหม่ ด้วยเทคโนโลยีทันสมัย ครบทุกการรักษาสายตา โดย ทีมจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางกระจกตาและผ่าตัดแก้ไขสายตา เพื่อผลลัพธ์ที่ สมบูรณ์แบบในการมองโลกครั้งใหม่ ตรวจวัดค่าสายตาพร้อมรักษาในวันเดียวกัน ด้วย เทคโนโลยีการรักษาระดับสากล อาทิ LASIK, PRK, Femto LASIK รวมถึงนวัตกรรม ”ใหม่แห่งการรักษาสายตา “ReLEx smile

APCO

เมธาพร พุกพิบูลย์ (ขวา) รองผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท โรงงานผลิตภัณฑ์อาหาร ไทย จ�ำกัด ผู้ผลิตและจัดจ�ำหน่ายบะหมี่กึ่งส�ำเร็จรูปไวไว น�ำทีมร่วมงานประเพณีแห่ เจ้าพ่อ-เจ้าแม่ปากน�้ำโพ ประจ�ำปี 2563-2564 หรือ เทศกาลตรุษจีนปากน�้ำโพปีที่ 105 โดยปีนี้จัดในรูปแบบ NEW NORMAL พร้อมมอบเงินสนับสนุนการจัดงาน โดยมี นายทนงศักดิ์ ชีวินโชติมา (ซ้าย) ที่ปรึกษาคณะกรรมการจัดงานฯ เป็นตัวแทนรับมอบ ณ บริเวณหาดทรายต้นแม่น�้ำเจ้าพระยา จังหวัดนครสวรรค์ เมื่อเร็ว ๆ นี้

คว้าใบรับรอง “DGNB” อาคารอนุรักษ์พลังงาน

จ่ายปันผลผู้ถือหุ้นในอัตราหุ้นละ 0.12 บาท

บริษัท เอเชียน ไฟย์โตซูติคอลส์ จ�ำกัด (มหาชน) หรือ APCO เจ้าของธุรกิจนวัตกรรม ธรรมชาติเพื่อสุขภาพและความงามด้วยการวิจัย พัฒนา ผลิตและจ�ำหน่ายครบวงจร เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทมีมติอนุมัติจ่ายปันผลผู้ถือหุ้นในอัตราหุ้นละ 0.12 บาท หรือคิดเป็น 100% ของก�ำไรสุทธิ ซึ่งถือเป็นปีที่ 10 ที่บริษัทจ่ายปันผลให้ ผู้ถือหุ้นในอัตรา 100% อย่างต่อเนื่อง โดยจะจ่ายเงินปันผลเป็นเงินสดทั้งสิ้น 72 ล้าน บาท

MAGKETING l 10


FLASH

MAGKETING l 11


PODIUM

บ้านปูเผยแผนธุรกิจ 5 ปี ขยายสู่อนาคตพลังงานเพื่อความยั่งยืน สมฤดี ชัยมงคล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู จ�ำกัด (มหาชน) เปิดเผย ว่า “ผลการด�ำเนินธุรกิจพลังงานในปี 2563 สะท้อนความท้าทายจากวิกฤตโควิด-19 ซึ่งส่งผลกระทบอย่างชัดเจนต่อเศรษฐกิจโลกและทุกภาคอุตสาหกรรม รวมทั้งความ ต้องการด้านพลังงานโลกในภาพรวมลดลง แม้กระนั้น เรายังคงสามารถปรับกลยุทธ์ และแนวทางการด�ำเนินธุรกิจให้สามารถรับมือกับสภาวะที่เปลี่ยนแปลง และสอดคล้อง กับวิถีใหม่ของโลกในยุค Never Normal และยังประสบความส�ำเร็จอย่างน่าพอใจ ในการเดินหน้า Banpu Transformation เพื่อเปลี่ยนผ่านองค์กรสู่เป้าหมายของ ความยั่งยืนด้านพลังงาน ทั้งในด้านการเพิ่มสัดส่วนพอร์ตฟอลิโอพลังงานสะอาดและ ฉลาด ผ่านบริษัท บ้านปู เน็กซ์ จ�ำกัด มุ่งสร้างการเติบโตทางธุรกิจที่ตอบรับกับเท รนด์พลังงานแห่งโลกอนาคต สนับสนุนการผลิตและการใช้พลังงานสะอาด และการ ปรับเปลี่ยนองค์กรสู่ยุคดิจิทัล (Digital Transformation) ด้วยการน�ำนวัตกรรมและ เทคโนโลยีมาใช้อย่างชาญฉลาด” “ในปี 2564 นี้ บ้านปูได้ก�ำหนดแผนธุรกิจ 5 ปี ฉบับใหม่ ส�ำหรับปี 2564 – 2568 ซึ่งประกอบด้วย 3 แกนหลักคือ Acceleration - เร่งสร้างการเติบโตตามกลยุทธ์ Greener & Smarter ใน 4 ธุรกิจหลัก คือธุรกิจก๊าซธรรมชาติ ธุรกิจเหมือง ธุรกิจผลิต ไฟฟ้า และธุรกิจเทคโนโลยีพลังงาน Antifragile – รับมือกับความเปลี่ยนแปลงและ วงจรเศรษฐกิจโลกผ่านพอร์ตโซลูชันด้านพลังงานที่ครบวงจร โดยกระจายความเสี่ยง และคว้าโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ และ Augmentation - ต่อยอดระบบนิเวศทางธุรกิจ ปัจจุบันและความเชี่ยวชาญในด้านพลังงานเพื่อเพิ่มโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ในการสร้าง รายได้ ซึ่งทั้งหมดนี้จะช่วยเร่งกระบวนการเปลี่ยนผ่านไปสู่พอร์ตพลังงานสะอาดและ เทคโนโลยีพลังงานที่สอดคล้องกับเทรนด์พลังงานในอนาคตได้รวดเร็วและยั่งยืน” ทั้งนี้ ภายใต้แผนธุรกิจ 5 ปี ส�ำหรับปี 2564 – 2568 มีแนวทางการด�ำเนินการในกลุ่ม ธุรกิจหลักทั้ง 3 กลุ่ม ดังนี้ กลุ่มธุรกิจแหล่งพลังงาน ทางด้านธุรกิจก๊าซธรรมชาติ จะมุ่งสร้างประสิทธิภาพสูงสุด โดยผสานพลังร่วมระหว่างแหล่งก๊าซธรรมชาติทั้ง 2 แหล่ง โดยจะรักษาก�ำลังการผลิต อยู่ที่ประมาณ 700 ลูกบาศก์ฟุตเทียบเท่าก๊าซธรรมชาติต่อวัน รวมทั้งการคว้าโอกาส เมื่อสถานการณ์ราคาก๊าซเพิ่มสูงขึ้น ด้วยการประกันความเสี่ยงการลงทุน (Hedging) และสร้างความยืดหยุ่นในงบลงทุน (CAPEX Flexibility) นอกจากนี้ จากการที่บริษัท Oaktree Capital Management L.P. (โอ๊คทรี) บริษัทบริหารกองทุนระดับโลก เข้า มาร่วมลงทุนกับ BKV Corporation ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบ้านปู จะช่วยเพิ่มศักยภาพ ธุรกิจต้นน�้ำ และต่อยอดการเติบโตของธุรกิจก๊าซธรรมชาติในสหรัฐฯ ของบริษัทฯ ส�ำหรับแนวทางในอนาคต จะมองหาโอกาสการลงทุนต่อยอดในธุรกิจกลางน�้ำเพื่อ เพิ่มประสิทธิภาพห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) ของธุรกิจ สอดรับความต้องการใช้ ก๊าซธรรมชาติที่มีแนวโน้มสูงขึ้น ส่วนธุรกิจเหมือง มุ่งเน้นการสร้างกระแสเงินสดใน ช่วงราคาถ่านหินเพิ่มสูง บริหารต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตด้วยเทคโนโลยี ดิจิทัล รวมทั้งเพิ่มการจัดซื้อถ่านหินจากผู้ผลิตรายอื่นร่วมด้วย (Coal Trading) เพื่อ ให้สามารถส่งมอบผลิตภัณฑ์ได้ตรงตามความต้องการที่แตกต่างของลูกค้าแต่ละราย นอกจากนี้ยังหาโอกาสใช้พื้นที่เหมืองที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และเติบโตในธุรกิจ

เหมืองอื่น ๆ ที่ตอบโจทย์เทรนด์พลังงานแห่งอนาคต กลุ่มธุรกิจผลิตไฟฟ้า เน้นสร้างเสถียรภาพการเดินเครื่องของโรงไฟฟ้าทั้งหมดด้วยดัชนี ค่าความพร้อมจ่าย (Equivalent Availability Factor: EAF) ที่สูง และเดินหน้าเปิด ด�ำเนินการเชิงพาณิชย์โรงไฟฟ้าต่างๆ ตามแผน อีกทั้งมุ่งขยายก�ำลังการผลิตอย่างต่อ เนื่องของโรงไฟฟ้าในปัจจุบันตามกลยุทธ์ Greener & Smarter ทั้งในจีน ญี่ปุ่น และ เวียดนาม ส�ำหรับแนวทางการด�ำเนินการในอนาคตจะมุ่งเน้นการลงทุนเพิ่มเติมในโรง ไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ โรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน และขยายการลงทุนไปสู่ตลาดใหม่ ๆ ที่มีศักยภาพการเติบโตสูง เช่น ในสหรัฐอเมริกา และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีพลังงาน มุ่งเน้นการสร้างการเติบโตแบบก้าวกระโดด (Scale Up) ขยายระบบนิเวศของธุรกิจเทคโนโลยีพลังงานเพื่อคว้าโอกาสทางธุรกิจจากเทรนด์ด้าน พลังงานใหม่ๆ รวมทั้งชูจุดเด่นการเป็นผู้ให้บริการสมาร์ทโซลูชันด้านพลังงานสะอาด ที่ฉลาดขึ้นด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลครบวงจรในธุรกิจระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสง อาทิตย์บนหลังคา (Solar Rooftops) ธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนขนาดใหญ่ (Renewable Energy Power Plant) ธุรกิจระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage System หรือ ESS) ธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicle หรือ EV) ธุรกิจเมือง อัจฉริยะ (Smart City) และธุรกิจแพลตฟอร์มการซื้อขายไฟฟ้า (Energy Trading) นอกจากนี้ ยังเน้นขยายพอร์ตธุรกิจเทคโนโลยีพลังงาน และพัฒนาศักยภาพธุรกิจ ใหม่ๆ ที่เหมาะกับระบบนิเวศทางธุรกิจของบ้านปู รวมทั้งสร้างแพลตฟอร์มดิจิทัล ในการสร้างพลังร่วมระหว่างธุรกิจเดิมกับธุรกิจใหม่ เพื่อก้าวสู่ความเป็นผู้น�ำด้าน เทคโนโลยีพลังงานในอนาคต

MAGKETING l 12


PODIUM

บิวตี้ปรับแผนปี 2564 วางเป้าเติบโตแบบค่อยเป็นค่อยไป นายแพทย์สุวิน ไกรภูเบศ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิวตี้ คอมมูนิตี้ จ�ำกัด (มหาชน) (BEAUTY) ผู้ด�ำเนินธุรกิจจ�ำหน่ายปลีกผลิตภัณฑ์เครื่องส�ำอางและบ�ำรุง ผิวภายใต้แนวคิด Live a Beautiful Life เปิดเผยว่าผลประกอบการปี 2563 มีราย ได้รวมทั้งสิ้น 786.8 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อนที่มีรายได้รวม 2,020.8 ล้านบาท ขาดทุนทางบัญชีสุทธิ 104.9 ล้านบาท โดยมีค่าใช้จ่าย 80.9 ล้านบาท เป็นค่าใช้จ่าย ที่เกี่ยวข้องกับการปรับโครงสร้างธุรกิจซึ่งเป็นการจ่ายครั้งเดียวที่ไม่เกิดขึ้นเป็นประจ�ำ (Non-routine expenses) และ 24.7 ล้านบาทเป็นการรับรู้ผลประโยชน์ทางภาษี จากผลขาดทุนตามแนวทางปฏิบัติส�ำหรับภาษีเงินได้มาตรฐานบัญชีฉบับที่ 12 ดังนั้น บริษัทมีผลประกอบการจากการด�ำเนินงานในปี 2563 ขาดทุนอยู่ที่ 48.8 ล้านบาท โดยลดลงจากปีก่อนที่มีก�ำไรสุทธิ 232.6 ล้านบาท ผลประกอบการไตรมาส 4/63 ปรับตัวดีขึ้นเนื่องจากการปรับกลยุทธ์แนวทางบริหาร จัดการเพิ่มประสิทธิภาพธุรกิจ ควบคุมต้นทุนการด�ำเนินงานและลดค่าใช้จ่ายในการ บริหาร รวมถึงลดขนาดองค์กรให้เหมาะสมกับรูปแบบธุรกิจ โดยในไตรมาส 4/63 มี รายได้รวมทั้งสิ้น 194.1 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.6 ล้านบาท หรือ 0.3% จากไตรมาส ก่อนที่มีรายได้รวม 193.5 ล้านบาท และมีก�ำไรทางบัญชีสุทธิ 18.9 ล้านบาท โดยมี ค่าใช้จ่าย 9.9 ล้านบาทเป็นค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการปรับโครงสร้างธุรกิจซึ่งเป็นการ จ่ายครั้งเดียวที่ไม่เกิดขึ้นเป็นประจ�ำ(Non-routine expenses) และ 24.7 ล้านบาท เป็นการรับรู้ผลประโยชน์ทางภาษีจากผลขาดทุนตามแนวทางปฏิบัติส�ำหรับภาษีเงินได้ มาตรฐานบัญชีฉบับที่ 12 ดังนั้นบริษัทมีผลประกอบการจากการด�ำเนินงานในไตรมาส 4/63 ก�ำไรอยู่ที่ 4.1 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตราก�ำไร 2.1 % โดยเพิ่มขึ้นจากไตรมาส ก่อนที่มีขาดทุนสุทธิ 22.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 118% จากไตรมาสก่อน ทั้งนี้ในปี 2563 บริษัทได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 บริษัท ต้องปิดด�ำเนินการร้านค้าปลีกเกือบ 300 สาขาทั่วประเทศตามประกาศมาตรการปิด ห้างสรรพสินค้าและปิดประเทศ จากสถานการณ์ดังกล่าวบริษัทเล็งเห็นผลกระทบ ในระยะยาวจึงมีมาตรการลดความเสี่ยงในอนาคต โดยด�ำเนินการปรับโครงสร้างลด ขนาดองค์กรให้มีความคล่องตัว ลดภาระค่าใช้จ่ายในระยะยาว เพิ่มความสามารถใน การแข่งขัน และการท�ำก�ำไรของบริษัทเพื่อรองรับการเติบโตเมื่อสถานการณ์กลับมา เป็นปกติ ส�ำหรับทิศทางธุรกิจในปี 2564 บริษัทวางเป้าหมายผลประกอบการกลับมาท�ำก�ำไร มี ฐานะทางการเงินและกระแสเงินสดที่แข็งแกร่ง พร้อมพัฒนาธุรกิจให้มีความแข็งแรง เพิ่มขึ้น ตั้งเป้าการเติบโตแบบค่อยเป็นค่อยไป (Conservative Growth) ให้สอดคล้อง กับสภาพเศรษฐกิจและสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ยังไม่คลี่คลาย และมีความไม่แน่นอนสูง โดยตั้งเป้ารายได้รวมเติบโตประมาณ 5% และรักษาอัตรา ก�ำไรสุทธิไม่ต�่ำกว่า 5% โดยบริษัทได้ก�ำหนด 3 กลยุทธ์หลักในการขับเคลื่อนธุรกิจ ประกอบด้วย 1. ปรับโครงสร้างบริหารจัดการ เพิ่มประสิทธิภาพธุรกิจ (Re-structure) พร้อมลด

ต้นทุนการผลิตและค่าใช้จ่ายในการบริหารต่อเนื่อง เพื่อให้ต้นทุนและยอดขายอยู่ใน ระดับที่เหมาะสมกัน 2.มุ่งเน้นขยายช่องทางการจ�ำหน่ายใหม่ที่มีโอกาสและมีช่องว่างในการเติบโต (Renew) โดยช่องทางDomestic มุ่งเน้นกลุ่มผู้บริโภคภายในประเทศ ลดการพึ่งพิงนัก ท่องเที่ยวต่างชาติ ผ่านช่องทางสินค้าอุปโภค ช่องทางอีคอมเมิร์ซ ส่วนช่องทางช่อง ทางร้านค้าปลีก (Retails) มีการปรับปรุง Merchandise วิธีการท�ำการตลาดและการ ขาย เพื่อให้เข้ากับพฤติกรรมผู้บริโภคในปัจจุบัน การขยายตลาดต่างประเทศเชิงรุก และมีแผนพัฒนาโมเดลการขายในต่างประเทศใหม่ผ่าน “Product License” เพื่อ ความสะดวกในการพัฒนาสินค้าใหม่และการบริหารจัดการตลาดในประเทศจีน 3. พัฒนาโมเดลธุรกิจใหม่ (Re-model) ปรับปรุงและพัฒนาโมเดลการขายใหม่ซึ่ง เป็นการเชื่อมโยงกันช่องทางการขายและสินค้าระหว่างช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ อาทิ Direct to Customer (D2C) หรือ Call Center น�ำเสนอขายสินค้าและให้ค�ำ ปรึกษา ความรู้เกี่ยวกับการใช้ผลิตภัณฑ์เครื่องส�ำอางและความงามควบคู่กันไปด้วย พัฒนา Affiliate Program เป็นโปรแกรมเปลี่ยนลูกค้าเป็นคู่ค้า( Partner ) น�ำสินค้า ของบริษัทไปจ�ำหน่ายในช่องทาง Social Media ของตนเองได้ โดยไม่ต้องสต๊อกสินค้า ไม่ต้องลงทุน บริษัทจัดส่งสินค้าให้ อยู่ที่ไหนก็ขายสินค้าได้ ซึ่งช่องทางใหม่นี้เป็นการ เพิ่มโอกาสทางการขายโดยบริษัทไม่ต้องลงทุนขยายสาขาและไม่ต้องเพิ่มพนักงาน รวม ทั้งสร้างโมเดลธุรกิจที่หลากหลายร่วมกับพันธมิตรที่เป็นแพลตฟอร์มต่างๆ เพื่อเพิ่ม โอกาสในการขาย

MAGKETING l 13


PODIUM

ธุรกิจงานแสดงสินค้ามั่นใจฟื้นตัว หลังภาครัฐก�ำหนดฉีดวัคซีนโควิด-19 ผู้จัดงานแสดงสินค้าระดับโลก อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ มองบวกธุรกิจงานแสดงสินค้าฟื้น หลังฉีดวัคซีนโควิด สร้างความมั่นใจให้ภาคธุรกิจมากขึ้น พร้อมยืนยันจัดงานฟู้ดแอนด์ โฮเทล ไทยแลนด์ 2021 วันที่ 8-11 กันยายนนี้ แบบไฮบริด เอ็กซิบิชั่น เสริมทัพการ จัดงานฯ ด้วยการเปิดตัว “สลัดเพลท” ดิจิทัลแพลตฟอร์ม เชื่อมโยงการค้าแบบบีทูบี ส�ำหรับอุตสาหกรรมอาหารและการบริการ และ 2 โซนใหม่ธุรกิจมาแรง ร้านอาหารบาร์ และ กาแฟ-เบเกอร์รี่ สรรชาย นุ่มบุญน�ำ รองกรรมการผู้จัดการ อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ หนึ่งในผู้น�ำธุรกิจการ จัดงานแสดงสินค้าระดับโลก และ ผู้จัดงานฟู้ดแอนด์โฮเทล ไทยแลนด์ กล่าวถึงแนว โน้มธุรกิจงานแสดงสินค้าในปี 2564 ว่า สถานการณ์น่าจะดีขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา โดย เฉพาะในช่วงครึ่งปีหลังที่เริ่มมีการฉีดวัคซีนโควิด-19 ในประเทศไทย โดยจะส่งผลต่อ ความมั่นใจด้านการลงทุนและการขยายธุรกิจมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อเนื่องต่อธุรกิจ งานแสดงสินค้า แต่การจัดงานยังคงต้องสอดคล้องกับชีวิตวิถีใหม่ (New Normal) ส�ำหรับการจัดงานทั้งหมดของบริษัทฯจะยึดตามนโยบายของบริษัทแม่จากประเทศ อังกฤษ ที่ก�ำหนดไว้ว่าต้องเป็นในรูปแบบผสมผสาน หรือ ไฮบริด เอ็กซิบิชั่น โดยน�ำ แพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ ที่ถูกพัฒนาขึ้นมาใช้เชื่อมโยงธุรกิจ คู่ค้าและผู้ค้าจากทั่ว โลก ให้สามารถพบปะและเจรจาการค้าร่วมกันได้อย่างเต็มที่ โดยการจัดงานฟู้ดแอนด์ โฮเทล ไทยแลนด์ 2021 ที่จะจัดขึ้นปลายปีนี้ จะมีการเปิดตัว “สลัดเพลท” ดิจิทัล แพลตฟอร์ม ที่เชื่อมโยงการค้า ส�ำหรับอุตสาหกรรมอาหารและการบริการทั่วโลกอีก ด้วย ด้านสุภาพร อังศรีสุรพร ผู้จัดการฝ่ายบริหารโครงการอาวุโส อินฟอร์มา มาร์เก็ต ส์ กล่าวถึงการจัดงานฟู้ดแอนด์โฮเทล ไทยแลนด์ 2021 ว่า เป็นงานแสดงสินค้า อุตสาหกรรมนานาชาติระดับพรีเมียมส�ำหรับอุตสาหกรรมอาหารและบริการ กลุ่มผู้ เข้าร่วมชมงานหลักนั้น จะเป็นกลุ่มผู้ประกอบการ เจ้าของกิจการ และผู้สนใจในธุรกิจ บริการ ร้านอาหาร คาเฟ่ และโรงแรม ซึ่งการจัดงานในปีนี้มีก�ำหนดจัดขึ้นระหว่างวัน ที่ 8-11 กันยายน 2564 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค กรุงเทพฯ โดยเป็น ในรูปแบบของ ไฮบริด เอ็กซิบิชั่น เพื่อตอบสนองต่อการจัดงานในสถานการณ์โควิด-19 ท�ำให้ผู้ร่วมจัดแสดงงานและผู้เยี่ยมชมงานในรูปแบบปกติและจากทั่วโลกสามารถ เจรจาการค้าและด�ำเนินธุรกิจร่วมกันได้ นอกจากนั้นในยังได้มีการน�ำเสนอแนวโน้ม ของการด�ำเนินธุรกิจสมัยใหม่ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจออนไลน์ อีคอมเมิร์ซ และเดลิเวอรี่ ความปลอดภัยและสุขภาพ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยแบ่งเป็น 6 โซนจัดแสดง ได้แก่ อาหารและเครื่องดื่ม ชาและกาแฟ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์และไวน์ อุปกรณ์และ เครื่องใช้ในครัว อุปกรณ์และเครื่องใช้ส�ำหรับธุรกิจโรงแรม สินค้าเทคโนโลยีและบริการ ส�ำหรับธุรกิจโรงแรมและค้าปลีก และ 2 โชว์ใหม่ ร้านอาหารและบาร์ (Restaurant & Bar Thailand) และ กาแฟและเบเกอรี่ (Coffee & Bakery Thailand) ซึ่งเป็นกลุ่ม ธุรกิจที่ยังมีการเติบโตและได้รับความสนใจในการลงทุน ส่วนความเพิเศษของการจัดงานฯ ในครั้งนี้ จะมีการเปิดตัวและน�ำ “สลัดเพลท (Saladplate)” ดิจิทัลแพลตฟอร์มเชื่อมโยงการค้าแบบบีทูบี ส�ำหรับอุตสาหกรรม อาหารและการบริการ ที่ถูกพัฒนาขึ้นโดยใช้เวลากว่า 3 ปี มาใช้เป็นครั้งแรกกับการจัด

งานในประเทศไทย ซึ่ง “สลัดเพลท” คือตลาดกลางออนไลน์ขนาดใหญ่ที่มีฐานข้อมูล จาก 26 โชว์ของการจัดงานฟู้ดแอนด์โฮเทลทั่วโลก ภายในระบบประกอบด้วยโชว์รูม สินค้าที่แสดงทั้งรายละเอียด ภาพและวีดีโอ การร้องขอและจัดท�ำใบเสนอราคาแก่คู่ค้า ได้สะดวกรวดเร็ว ระบบนัดหมายเพื่อเจรจาการค้าได้ทั้งแบบข้อความและวิดีโอ บริการ จับคู่ธุรกิจ (Business Matching) ท�ำให้ผู้ค้าและผู้เข้าเยี่ยมชมสามารถเชื่อมต่อและ ท�ำธุรกรรมร่วมกันได้อย่างไร้ข้อจ�ำกัด ด้านความร่วมมือกับพันธ์มิตรองค์กรภาครัฐและภาคธุรกิจทั้งในและต่างประเทศนั้น ยังได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากหลายองค์กรในการจัดกิจกรรมต่างๆ ทั้งก่อน งานและในการจัดงาน อาทิ หอการค้าอิตาลี สมาคมโรงแรมไทย สมาคมร้านอาหาร สมาคมเชฟประเทศไทย ฯลฯ พร้อมทั้งมีการยืนยันในส่วนของการจัดแสดงพาวิลเลี่ยน นานาชาติแล้ว 2 ประเทศ คือ ญี่ปุ่น และ อิตาลี ส�ำหรับในส่วนของผู้ร่วมจัดแสดงงาน นั้น ขณะนี้ได้รับการยืนยันร่วมงานแล้วกว่า 450 แบรนด์ชั้นน�ำจากทั่วโลก ส�ำหรับกิจกรรมให้ความรู้และพัฒนาผู้ประกอบการก่อนการจัดงานฯ นั้น จะเป็นไป ในหลายรูปแบบทั้ง การสัมมนาออนไลน์ (Webinar) และเวิร์คช็อป โดยกิจกรรม ล่าสุดที่จะเกิดขึ้นในช่วงเดือนมีนาคม 2564 นั้น จะเป็นการสัมมนาออนไลน์ หัวข้อ “ปรับกลยุทธ์ธุรกิจพิชิตใจลูกค้า สร้างยอดขายด้วย Data Driven Marketing” และเวิร์คช็อป “Coffee Flavorist Introduction” จัดร่วมกับกระทรวงการคั่ว ซึ่ง ผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดการจัดงานฯ และกิจกรรมต่างๆ ได้ที่ www. foodhotelthailand.com

MAGKETING l 14


PODIUM

เดินหน้าแคมเปญ เนสท์เล่ คนไทยแข็งแรง ลุยจัดอีเว้นท์ชวนคนไทยดูแลสุขภาพ "

"

เนสท์เล่ ผู้น�ำผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มระดับโลก เดินหน้าแคมเปญ “เนสท์เล่ คนไทยแข็งแรง” (Nestlé Active Thailand) ผ่านบูธกิจกรรมเสริมสร้างสุขภาพดีที่ ซูเปอร์มาร์เก็ตทั่วประเทศ ชูไฮไลต์ดิจิทัลโซลูชันในการดูแลสุขภาพกับนักโภชนาการ เนสท์เล่ ฉีกกรอบการให้ค�ำแนะน�ำแบบเดิม ๆ โดยน�ำเทคโนโลยีอัจฉริยะ RFID มาใช้ เพื่อให้ค�ำแนะน�ำด้านสุขภาพที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างกันไป พร้อมให้ผลการ ตรวจผ่าน SMS พร้อมลิงก์เพื่อเข้าไปอ่านค�ำแนะน�ำอย่างละเอียด และสามารถพูดคุย กับนักโภชนาการของเนสท์เล่ได้โดยตรง ตอบรับไลฟ์สไตล์ยุคดิจิทัลของผู้บริโภคใน ปัจจุบัน ภายใต้คอนเซปต์ “เริ่มสุขภาพดี เริ่มด้วย 3อ. ในแบบคุณ” วนิดา พูน ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารองค์กรและประชาสัมพันธ์ บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จ�ำกัด กล่าวว่า “ในช่วงเวลาที่คนไทยก�ำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่ท้าทาย การดูแลสุขภาพ กายและใจของสมาชิก ทุกคนในครอบครัวให้แข็งแรงคือหนึ่งในหนทางที่จะช่วยให้คน ไทยพร้อมรับมือกับทุกความท้าทาย ที่จะเกิดขึ้น เนสท์เล่เชื่อว่าอาหารเป็นหัวใจส�ำคัญ ที่จะท�ำให้ครอบครัวแข็งแรง จึงเดินหน้าสนับสนุนให้คนไทยมีสุขภาพที่ดีตามหลัก เนสท์เล่คนไทยแข็งแรงด้วยการออกแบบ 3อ. ได้แก่ อ.อาหารที่มีประโยชน์ อ.ออก ก�ำลังกายสม�่ำเสมอ และ อ.อารมณ์แจ่มใสตามไลฟ์สไตล์ของตัวเอง ผ่านการพัฒนา บูธกิจกรรมของเนสท์เล่ให้ล�้ำหน้าด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลมากขึ้น เพื่อให้ผู้ร่วมกิจกรรม สามารถเข้าถึงค�ำแนะน�ำในการดูแลสุขภาพอย่างละเอียดจากนักโภชนาการของ เนสท์เล่ได้ง่าย ๆ สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของเนสท์เล่ในการเปิดพลังแห่งอาหารเพื่อ เพิ่มพูนคุณภาพชีวิตที่ดี ส�ำหรับทุกคนในวันนี้และในอนาคต” ความพิเศษของกิจกรรมในปีนี้ คือการใช้เทคโนโลยีอัจฉริยะมาให้ค�ำแนะน�ำในการดูแล สุขภาพกายและใจ ให้กับผู้บริโภคผ่านบูธกิจกรรมเนสท์เล่ โดยค�ำแนะน�ำจะแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ค�ำแนะน�ำตามผลตรวจสุขภาพเบื้องต้น เช่น มวลกล้ามเนื้อ ไขมัน น�้ำ และ มวลกระดูก และค�ำแนะน�ำ 3อ. ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตแต่ละแบบ โดยเจาะ ลึกถึงไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตแบบเฉพาะบุคคลเพื่อให้รู้จักร่างกายตัวเองแบบอินไซต์ว่า เป็นสายไหน ได้แก่ สายท�ำงาน-เรียน สายชอบดูจอ สายดูแลบ้าน สายสูงวัยสบาย ๆ หรือ สายกิน เพื่อรับค�ำแนะน�ำ 3อ. ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของตนเอง ภายใต้คอนเซปต์ “เริ่มสุขภาพดี เริ่มด้วย 3อ. ในแบบคุณ” เพราะแต่ละคนมีรูปแบบการใช้ชีวิตที่ไม่ เหมือนกัน จึงไม่สามารถดูแลสุขภาพด้วยวิธีเดียวกันได้ ถ้าผลการตรวจสุขภาพพบว่าค่ามวลกระดูกต�่ำกว่าเกณฑ์ ค�ำแนะน�ำสุขภาพเบื้องต้นจะ บอกถึงสาเหตุของปัญหา พร้อมเคล็ดลับเพื่อช่วยรักษามวลกระดูก เช่น เลี่ยงอาหาร รสเค็มจัด พร้อมแนะน�ำเมนูในชีวิตประจ�ำวันและผลิตภัณฑ์ที่มีแคลเซียมสูง ส่วน ของค�ำแนะน�ำ 3อ. ส�ำหรับสายท�ำงาน-เรียนหนัก ซึ่งต้องใช้ความคิด ความจ�ำมาก ค�ำ แนะน�ำจะระบุสารอาหารที่จ�ำเป็น 3 ชนิด คือ วิตามินบี 12 วิตามินเอ และแคลเซียม รวมทั้งแนะน�ำเมนูอาหารและผลิตภัณฑ์ที่อุดมไปด้วยสารอาหารเหล่านี้ อ.ออกก�ำลัง กาย แนะน�ำให้ยืดเหยียด คอ หลัง และมือ ทุกชั่วโมงที่โต๊ะเรียนหรือโต๊ะท�ำงาน หรือ

เดินระหว่างวันให้ได้วันละ 10,000 ก้าว ขณะที่ อ.อารมณ์ อาจใช้วิธีพักจิบกาแฟหรือ ช็อกโกแลตเพื่อกระตุ้นความคิด หรือ ฟังเพลงเบา ๆ เพื่อเป็นการผ่อนคลาย เป็นต้น ห้ามพลาดกับบูธกิจกรรมเนสท์เล่ เพียงแค่แวะมาจับจ่ายซื้อสินค้าตามซูเปอร์มาร์เก็ต ใกล้บ้าน ก็สามารถแวะมารับเกร็ดความรู้ดี ๆ เพื่อสุขภาพที่แข็งแรง และสามารถ ช้อปสินค้าคุณภาพจากเนสท์เล่ทั้งในร้านค้าและช่องทางออนไลน์ พร้อมโปรโมชั่นสุด พิเศษ รับฟรี! ของสมนาคุณหลากหลายในแต่ละร้านค้า เมื่อซื้อผลิตภัณฑ์เนสท์เล่ที่ ร่วมรายการ ได้แก่ เนสกาแฟ ไมโล นมตราหมี นมคาร์เนชั่น แม็กกี้ เนสวิต้า มิเนเร่ เนสท์เล่เพียวไลฟ์ คิทแคท ตั้งแต่ 17 ก.พ.- 8 เม.ย. 2564

MAGKETING l 15


PODIUM

MAGKETING l 16


BEHAVIOR

MAGKETING l 17


BEHAVIOR

MAGKETING l 18


BEHAVIOR

MAGKETING l 19


CASE STUDY

ROAD TO ++ ASEAN HUB

MAGKETING VOL.57

MAGKETING l 20


CASE STUDY

iNTROdUCTION เรื่อง : บัณฑิต โชคสิทธิกร

ประเทศไทยถือเป็นศูนย์กลางด้านการค้าการลงทุนแห่งอาเซียน หรือ “ฮับของอาเซียน” ไม่เพียงแต่ดิจิทัล ฮับ เท่านั้นแต่ประเทศไทยยัง มีความพร้อมในการก้าวสู่ศูนย์กลางธุรกิจในด้านอื่นๆอีกเช่นกัน แต่ กี่ก้าวไปสู่จุดดังกล่าว ไทยต้องพัฒนาตัวเองให้หลุดพันจากการมี สัดส่วนรายได้ที่กระจุกตัวในภาคธุรกิจใดธุรกิจหนึ่งซึ่งเป็นการพึ่งพา จนเกินไป มาสู่การเป็นประเทศที่ต้องสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ ผ่านเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีแบบก้าวกระโดด หรือ Disruptive Technology โดยใช้การพัฒนาศักยภาพด้านการแข่งขันและขีดความ สามารถเป็นสิ่งส�ำคัญในการเดินไปสู่จุดหมายดังกล่าว

MAGKETING l 21


CASE STUDY

ดิจิทัลดิฮับจิ ทั ล

โครงสร้างพื้นฐานด้าน 5G และนวัตกรรมโครงข่ายอินเทอร์เน็ต น�ำไปสู่แนวทางการ พัฒนาเทคโนโลยีแห่งอนาคตอย่างยั่งยืน

ฮั บ

ในกลุ่มประเทศอาเซียนได้มีการจัดประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านดิจิทัล โดยการประชุม ล่าสุดเมื่อเดือนมกราคม 2564 ที่ผ่านมาได้มีการรับรองแผนแม่บทอาเซียนด้านดิจิทัล ค.ศ. 2025 (ASEAN Digital Masterplan 2025: ADM 2025) โดยมุ่งให้อาเซียนบรรลุ วิสัยทัศน์ ในการเป็นประชาคมชั้นน�ำด้านดิจิทัลที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี บริการ ดิจิทัล และระบบนิเวศ ที่ปลอดภัย ซึ่งถือเป็นทิศทางเชิงกลยุทธ์ในอีก 5 ปีข้างหน้า ฟินเทคในอาเซียน ธนาคารยูโอบี ร่วมกับพีดับบลิวซี สิงคโปร์ (PwC Singapore) และสมาคมฟินเทค สิงคโปร์ (Singapore FinTech Association – SFA) ท�ำการส�ำรวจความคิดเห็น บริษัทฟินเทคในอาเซียน 109 บริษัท โดยผลส�ำรวจระบุว่าอาเซียนเป็นตัวเลือกอันดับ หนึ่งในการขยายตลาดของบริษัทเหล่านี้ (ร้อยละ 78) นอกจากนั้นยังเป็นตัวเลือก การขยายกิจการอันดับหนึ่งส�ำหรับบริษัทฟินเทคที่อยู่นอกภูมิภาคอาเซียนด้วย (ร้อย ละ 69) ความเชื่อในศักยภาพของอาเซียนนี้เกิดจากแนวโน้มการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอย่าง รวดเร็วในภูมิภาคอาเซียนท่ามกลางภาวะวิกฤต โดยในปีนี้มีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตรายใหม่ มากกว่า 40 ล้านราย ซึ่งประชากรในภูมิภาคอาเซียนร้อยละ 70 ใช้อินเทอร์เน็ต และ คาดว่าจะยังคงเพิ่มขึ้นต่อไปอีกในสิบปีข้างหน้าเนื่องด้วยบริการดิจิทัลต่างๆ อาทิ ตลาดซื้อขายสินค้าออนไลน์กลายเป็นสิ่งที่คนใช้กันทั่วไป แนวโน้มระดับภูมิภาคนี้ท�ำให้บริษัทฟินเทคในอาเซียนมีโอกาสให้บริการโซลูชันการ เงินดิจิทัลในด้านการช�ำระเงินและการกู้เงินทางเลือกแก่ประชากรที่มีการเชื่อมต่อเชิง ดิจิทัลเพิ่มมากขึ้น หนทางหนึ่งที่บริษัทฟินเทคสามารถขยายบริการในภูมิภาคอาเซียน คือ การร่วมมือกับธนาคารเพื่อผนวกรวมจุดแข็งของทั้งสองฝ่ายเข้าด้วยกัน อย่างเช่น จุดให้บริการลูกค้าของธนาคารและสมรรถนะด้านเทคโนโลยีของบริษัทฟินเทค เจเน็ต ยัง Head of Group Channels and Digitalisation ธนาคารยูโอบี กล่าวว่า “ในขณะที่บริษัทฟินเทคในอาเซียนมุ่งขยายกิจการในภูมิภาค ความร่วมมือจะเป็นส่วน ส�ำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืนในตลาดที่มีข้อก�ำหนดด้านการก�ำกับดูแล และการด�ำเนินงานที่หลากหลาย การใช้จุดแข็งของความร่วมมือยังช่วยให้บริษัทฟิน เทคสามารถเข้าถึงเครือข่ายลูกค้าที่กว้างขึ้น และสามารถยกระดับการท�ำงาน การใช้ ชีวิต การสันทนาการ และการใช้บริการธนาคารของลูกค้าได้ ตัวอย่างเช่น ความร่วม มือที่เพิ่มขึ้นระหว่างธนาคารและบริษัทฟินเทคในอาเซียนได้ท�ำให้เกิดเทคโนโลยีและ สมรรถนะชั้นเลิศในอุตสาหกรรม น�ำไปสู่การพัฒนาโซลูชันเชิงนวัตกรรมที่ท�ำให้การใช้ บริการธนาคารเป็นเรื่องง่ายขึ้นและเข้าถึงได้มากขึ้นในภูมิภาคอาเซียน” นโยบายภาครัฐของไทย ในส่วนนโยบายของไทย พบว่า ส�ำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม แห่งชาติ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม มีนโยบายมุ่งผลักดันประเทศสู่การ เป็นศูนย์กลางด้านดิจิทัลแห่งภูมิภาคอาเซียน โดยใช้การขับเคลื่อนนโยบายภาครัฐ ร่วมกับการสร้างร่วมมือกับภาคเอกชน รวมถึงพาร์ทเนอร์ในด้านต่างๆ เพื่อผลักดัน

ขณะที่โลกก�ำลังอยู่ในภาวะฟื้นตัวหลังเผชิญวิกฤตการณ์โควิด-19 ทั้งโลกจึงเริ่ม ตระหนักถึงประเด็นของการเติบโตอย่างยั่งยืนร่วมกันทุกฝ่าย พร้อมทั้งเป็นมิตรกับสิ่ง แวดล้อมมากขึ้น เทคโนโลยีดิจิทัลจึงเข้ามามีบทบาทส�ำคัญเพื่อปูทางไปสู่เป้าหมายของ การปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ (net-zero) และสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับผู้ที่ได้รับผล ประโยชน์ในทุกภาคส่วน โดยในงาน MWC Shanghai 2021 (Mobile World Congress Shanghai 2021) ซึ่งเป็นงานสัมมนาและจัดแสดงนวัตกรรมในระดับโลกที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย วรรณพร เทพหัสดิน ณ อยุธยา เลขาธิการส�ำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและ สังคมแห่งชาติของไทย เป็นผู้แทนของประเทศไทยขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ในหัวข้อ “แผน แม่บทแห่งชาติเพื่อผลักดันเทคโนโลยีดิจิทัลและการพัฒนาอย่างยั่งยืน: การสร้าง ศูนย์กลางด้านดิจิทัลแห่งอาเซียน (National Policy Driving Digital Technology and Sustainable Development: Building Digital Hub of ASEAN)” ร่วมกับ ตัวแทนจากองค์กรภาครัฐหลากหลายประเทศ พร้อมเผยแพร่นโยบายในการวาง รากฐานให้ประเทศไทยก้าวขึ้นสู่การเป็นศูนย์กลางด้านดิจิทัลแห่งอาเซียน ตามวิสัย ทัศน์ของการเร่งเติบโตด้านเศรษฐกิจ การพัฒนาคุณภาพทางสังคม และการพัฒนา อย่างยั่งยืน ซึ่งจะเป็นโอกาสให้ประเทศไทยพัฒนาไปสู่การเป็นผู้น�ำด้านดิจิทัลเพื่อ อนาคตที่ดียิ่งขึ้น “เราได้พัฒนานโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยการพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและ สังคมเพื่อผลักดันให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายตามวิสัยทัศน์ดังกล่าว โดยแผนระดับ ชาตินี้จะท�ำหน้าที่เป็นแม่แบบซึ่งจะปฏิรูปกระบวนการด�ำเนินงานของหน่วยงานรัฐ แนวทางปฏิบัติในภาคธุรกิจเอกชน รวมไปถึงวิถีชีวิตของคนไทย ทั้งยังครอบคลุมไปถึง การวางโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลอย่างโครงข่ายอินเทอร์เน็ต การเปลี่ยนผ่านสู่ยุค ดิจิทัลด้วยโครงการดิจิทัลเอสเอ็มอี เกษตรกรรมดิจิทัล อุตสาหกรรมดิจิทัล และการ พัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลในประเทศไทย" "ที่ผ่านมาได้มีความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผลักดันนวัตกรรมด้านดิจิทัล เพื่อส่งเสริมโอกาส ทางธุรกิจใหม่ ๆ ให้แก่เอสเอ็มอี บริษัทสตาร์ทอัพ หรือสถาบัน การศึกษา เพื่อปูทางประเทศไทยไปสู่ “ไทยแลนด์ 4.0” และการเป็นดิจิทัลฮับแห่ง อาเซียนอย่างเต็มตัว ยกตัวอย่างเช่นในปีที่ผ่านมา ก็ได้เกิดความร่วมมือกับหัวเว่ย ใน การจัดตั้งศูนย์นวัตกรรม 5G EIC (Ecosystem Innovation Center) ในกรุงเทพฯ ขึ้น เพื่อท�ำหน้าที่เป็นศูนย์รวมนวัตกรรมด้านดิจิทัลส�ำหรับแอปพลิเคชันและบริการ ด้าน 5G ส�ำหรับภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ และนวัตกรรมเหล่านี้จะเปิดโอกาสทาง ธุรกิจใหม่ ๆ ได้เช่นกัน ซึ่งเป้าหมายนี้จะเป็นไปได้ จะต้องเกิดจากความร่วมมือของ ภาครัฐ รวมถึงภาคเอกชน ทั้งจากในประเทศและระหว่างประเทศ จึงจะสามารถก้าว ข้าม ความท้าทายต่าง ๆ และใช้เทคโนโลยีสร้างอนาคตที่ดีกว่าขึ้นมาได้” วรรณพร เทพหัสดิน ณ อยุธยา กล่าว ในด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน นางวรรณพรให้ข้อมูลว่าเทคโนโลยีดิจิทัลจะสามารถ สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อภาคสังคม โดยเราเห็นกรณีศึกษาของผลกระทบเหล่า นี้อย่างชัดเจนในช่วงเหตุการณ์โควิด-19 ที่ผ่านมา เนื่องจากเศรษฐกิจดิจิทัลสร้าง โอกาสใหม่ให้ ภาคธุรกิจเติบโตต่อไปได้ ช่วยยกระดับคุณภาพทางสังคมให้ดีขึ้น ทั้งยัง

MAGKETING l 22


CASE STUDY

สอดคล้องกับเป้าหมายของรัฐบาลไทยที่ต้องการผลักดันการเติบโตอย่างยั่งยืนต่อไปได้

ที่จะเพิ่มการลงทุนในประเทศไทย

นอกจากนี้ ปัจจุบันประเทศไทยได้รับการจัดอันดับสูงสุดจาก 176 ประเทศทั่วโลกจาก ดัชนี สปีดเทสต์ โกลบอล อินเดกซ์ (Speedtest Global Index) ของปี 2020 ที่ผ่าน มา และยังเป็นประเทศแรกในภูมิภาคอาเซียนที่เปิดให้บริการบนเทคโนโลยี 5G ใน เชิงพาณิชย์

การศึกษาครั้งนี้ยังพบว่าโครงสร้างการลงทุนของนักลงทุนจีนในประเทศไทยมี ทิศทางเปลี่ยนไป จากที่มุ่งเน้นการลงทุนในภาคอุตสาหกรรมที่ใช้เงินลงทุนสูง เช่น อุตสาหกรรมยางล้อรถยนต์ และแผงพลังงานแสงอาทิตย์ มาสู่การลงทุนขนาดเล็กลง จากผลส�ำรวจพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถาม 57% สนใจจะเข้ามาลงทุนในประเทศไทย โดยใช้เม็ดเงินลงทุนมูลค่าต�่ำกว่า 500 ล้านบาทต่อโครงการในระยะ 1-2 ปีจากนี้ ซึ่ง แตกต่างจากโครงสร้างและขนาดของการลงทุนในอดีตที่เป็นการลงทุนที่มักจะต้องใช้ เม็ดเงินลงทุนมากกว่า 1,000 ล้านบาท

ทั้งนี้ ภาครัฐของไทยยังได้ริเริ่มโครงการที่มีส่วนผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลไป แล้วหลายโครงการ อาทิ โครงการพัฒนาระบบคลาวด์กลางภาครัฐ (GDCC) ซึ่งช่วย ปรับกระบวนการท�ำงานของหน่วยงานภาครัฐให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นโดยมีต้นทุน การด�ำเนินงานที่ลดลง, โครงการเน็ตประชารัฐที่วางจุดให้บริการอินเทอร์เน็ตฟรีใน ประเทศกว่า 24,700 จุด คิดเป็นความยาวสายใยแก้วน�ำแสงกว่า 80,000 กิโลเมตร, และโครงการศูนย์ Digital Community Center ซึ่งท�ำหน้าที่เป็นศูนย์การเรียนรู้ ทักษะด้านดิจิทัล ที่มีจ�ำนวนศูนย์การเรียนรู้มากถึง 2,277 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่ 77 จังหวัด และมีจ�ำนวนบุคลากรอาสามากกว่า 2,300 คน เป็นต้น ใช้ไทยเป็นฐานสู่อาเซียน ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (Economic Intelligence Center: EIC) เผยแพร่รายงานส่องทิศทางการลงทุนของนักลงทุนจีนในประเทศไทยหลังโค วิด-19 โดยท�ำการส�ำรวจนักธุรกิจจีนตัวจริง พบว่า นักธุรกิจจีนมองไทยเป็นประเทศ ที่น่าสนใจเข้ามาลงทุนในระยะ 1-2 ปีข้างหน้า ทั้งจากมุมมองของนักธุรกิจจีนที่เข้ามา ลงทุนในไทยแล้ว และที่ยังไม่เข้ามาลงทุน โดยเฉพาะนักธุรกิจในกลุ่มเอสเอ็มอีที่ปรับกลยุทธ์ใช้ไทยเป็นฐานการผลิตเพื่อขยาย ตลาดท้องถิ่น เชื่อมั่นประเทศไทยเป็นตลาดศักยภาพและอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ที่พร้อม เป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงตลาดสู่กลุ่มประเทศในภูมิภาคอาเซียนให้กับจีนในอนาคต ชี้ แนวโน้มนักธุรกิจจีนก�ำลังปรับโครงสร้างการลงทุนในไทยจากอุตสาหกรรมที่ใช้เงิน ลงทุนสูง สู่การลงทุนขนาดเล็กลง มุ่งเจาะภาคอุตสาหกรรมบริการ และเทคโนโลยี ในขณะเดียวกัน แนวโน้มใหม่นี้ถือเป็นความท้าทายส�ำหรับผู้ประกอบการไทยในการ เผชิญกับคู่แข่งที่มีความได้เปรียบทั้งด้านต้นทุนที่ต�่ำกว่า และเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า รวม ถึงประสบการณ์จากตลาดที่มีการแข่งขันสูงในประเทศจีน มาณพ เสงี่ยมบุตร รองผู้จัดการใหญ่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มงานการเงิน ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า กลุ่มธุรกิจจีน ธนาคารไทยพาณิชย์ ได้ท�ำการ ส�ำรวจทิศทางการลงทุนของนักลงทุนจีนในประเทศไทยภายหลังโควิด-19 โดยจัดท�ำ แบบสอบถามและสัมภาษณ์ผู้บริหารระดับสูงจากบริษัทจีนขนาดกลางและขนาดใหญ่ ทั้งที่อยู่ในสาธารณรัฐประชาชนจีนและในประเทศไทยจ�ำนวน 170 ราย ถึงแผนการ ลงทุนขยายธุรกิจในประเทศไทย พบว่า นักลงทุนจีนมากกว่า 2 ใน 3 มีความสนใจที่ จะขยายการลงทุนมายังประเทศไทยภายในระยะเวลา 1-2 ปีข้างหน้า ที่น่าสนใจคือราว 60% เป็นกลุ่มที่ไม่เคยลงทุนหรือท�ำธุรกิจในประเทศไทยมา ก่อน ประเมินประเทศไทยเป็นตลาดที่มีศักยภาพ อีกทั้งมีความพร้อมและอยู่ในจุด ยุทธศาสตร์ที่จะสามารถก้าวเป็นศูนย์กลางแห่งอาเซียน เพื่อเชื่อมโยงตลาดสู่ประเทศ เพื่อนบ้านได้อย่างกว้างขวาง ซึ่งแตกต่างจากมุมมองในอดีตที่มองว่าประเทศไทยเป็น เพียงฐานการผลิตเพื่อส่งออกเท่านั้น นอกจากนี้ ผู้ตอบแบบสอบถาม 66% ได้วางแผน

ทั้งนี้เป็นเพราะบริษัทจีนในกลุ่มเอสเอ็มอีต้องการย้ายฐานการผลิตออกนอกประเทศ เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบจากปัญหาสงครามการค้า อีกทั้งต่อยอดห่วงโซ่อุปทานของ สายการผลิตให้กับอุตสาหกรรมหลัก (Supply Chain Integration) ซึ่งจะใช้เงินลงทุน ในช่วงแรกน้อยลงเพื่อเรียนรู้ตลาดก่อนขยายธุรกิจในอนาคตตามโอกาสและทิศทาง การเติบโต โดยภาคธุรกิจบริการและเทคโนโลยี เป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายของนัก ธุรกิจจีนที่มีแนวโน้มจะขยายการลงทุนในประเทศไทยต่อไป ดร.ยรรยง ไทยเจริญ รองผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุด กลุ่มงาน Economic Intelligence Center (EIC) กล่าวว่า แม้วิกฤต COVID-19 จะท�ำให้การลงทุนโดยตรง ระหว่างประเทศของโลก รวมถึงไทยชะลอตัวลง แต่เชื่อว่า หลังจากสถานการณ์ คลี่คลายลงประเทศไทยจะยังคงเป็นจุดหมายของการลงทุนที่ได้รับความนิยมเป็นอัน ดับต้นๆ ของนักลงทุนต่างชาติ รวมทั้งนักลงทุนชาวจีน ซึ่งมียอดรวมของมูลค่าการ ยื่นขอส่งเสริมการลงทุนจาก BOI มากเป็นอันดับที่ 2 ในช่วงปี 2017-2019 โดยมี ปัจจัยสนับสนุนจากการย้ายฐานการผลิตจากจีนอันเป็นผลจากความขัดแย้งทางการ ค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ และจากกลยุทธ์การกระจายความเสี่ยงจากการพึ่งพิงแหล่ง ผลิตจากจีนเพียงแหล่งเดียว หรือที่เรียกว่า China plus one รวมถึงปัจจัยสนับสนุนพื้นฐานของประเทศไทย ได้แก่ ยุทธศาสตร์ที่ตั้งของประเทศที่ อยู่ในศูนย์กลางของ ASEAN โครงสร้างพื้นฐานที่มีการพัฒนาต่อเนื่อง นโยบายส่งเสริม การลงทุนทั้งด้านมาตรการภาษีและมาตรการอ�ำนวยความสะดวกต่างๆ และการผลัก ดันการเจรจาทางการค้าระหว่างประเทศของรัฐบาลไทย เช่น การลงนามความตกลง หุ้นส่วนเศรษฐกิจภูมิภาค (Regional Comprehensive Partnership Agreement: RCEP) ที่เกิดขึ้นล่าสุดโดยมีเป้าหมายในการลดก�ำแพงภาษีทางการค้าและเปิดตลาด ผู้บริโภคระหว่างประเทศสมาชิก RCEP กว่า 2.3 พันล้านคน ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่ง เสริมให้ประเทศไทยจะสามารถดึงดูดบริษัทจีนเข้ามาลงทุนได้มากขึ้นในอนาคต ฮับสุขฮัภาพ บ สุ ข ภาพ ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO) คาดว่าในปีพ.ศ.2593 ทวีปเอเชียจะมีประชากร สูงวัยมากที่สุดในโลก ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยมีประชากรที่เป็นผู้สูงอายุ หรืออายุ 60 ปีขึ้นไปกว่า 12 ล้านคน โดยกระทรวงสาธารณสุขได้มีเป้าหมายที่จะยกระดับให้ ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์และนวัตกรรมผู้สูงอายุของอาเซียน ด้วยแนวคิดที่จะส่งเสริมประชากรไทยที่เป็นผู้สูงอายุให้มีสุขภาพดีอย่างยั่งยืน

MAGKETING l 23


CASE STUDY

ศาสตราจารย์ นายแพทย์ปิยะมิตร ศรีธรา คณบดีคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาล รามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ที่ผ่านมา ทางคณะฯ ได้มีบทบาทในการร่วม วางแผนดูแลสุขภาพผู้สูงอายุโดยการจัดท�ำโครงการที่พักอาศัยส�ำหรับผู้สูงอายุแบบ ครบวงจร ที่ดูแลผู้สูงอายุตั้งแต่หลังเกษียณจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต เพื่อเป็นต้น แบบของประเทศไทยในการดูแลผู้สูงอายุแบบครบวงจร โดยความร่วมมือของคณะ แพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กรมธนารักษ์ และจังหวัด สมุทรปราการ บนพื้นที่ราชพัสดุ ต�ำบลบางปลา อ�ำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ จ�ำนวน 72 ไร่ โดยแบ่งพื้นที่การด�ำเนินการ เป็น 3 โครงการย่อย ตามสภาวะสุขภาพ ของผู้สูงอายุ ได้แก่ โครงการที่พักอาศัยส�ำหรับผู้สูงอายุรามาฯ-ธนารักษ์ บนพื้นที่ 20 ไร่ โดยความร่วม มือระหว่าง คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี และกรมธนารักษ์ ซึ่งเป็นที่พัก อาศัยส�ำหรับผู้สูงอายุที่ยังสุขภาพดี มีการออกแบบให้เป็น Wellness Center เพื่อ ส่งเสริมสุขภาวะผู้สูงอายุที่ยังช่วยเหลือตัวเองได้ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี ซึ่งได้เปิดให้ ประชาชนจองตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2563 และได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี มีผู้สูง อายุเข้าจองสิทธิ์เป็นจ�ำนวนมาก สถานบริบาลผู้สูงอายุรามาธิบดี หรือ Ramathibodi Nursing Home บนพื้นที่ 10 ไร่ จ�ำนวน 560 ยูนิตที่จะสร้างขึ้นเพื่อรองรับผู้สูงอายุที่อยู่ในภาวะพึ่งพิง ไม่สามารถ ดูแลตัวเองได้ ศูนย์การเรียนรู้และพัฒนาสุขภาวะผู้สูงอายุแบบครบวงจร เพื่อเสริมสร้างศักยภาพของ ผู้สูงอายุที่ช่วยเหลือตัวเองได้ ให้มี Health Literacy หรือ องค์ความรู้ทางสุขภาวะ เพื่อให้สามารถดูแลตัวเอง และให้การช่วยเหลือผู้สูงอายุท่านอื่นที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ตลอดจนเป็นศูนย์รวมให้ผู้สูงอายุได้มีกิจกรรมร่วมกัน มีการฝึกอาชีพ เพื่อสร้างชุมชน ผู้สูงอายุ หรือ Aging Community ที่เข้มแข็งและยั่งยืน รวมทั้งมีการให้บริการรักษา ฟื้นฟูสุขภาพผู้สูงอายุทั้งแบบผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยใน บนพื้นที่ประมาณ 42 ไร่ โครงการที่พักอาศัยส�ำหรับผู้สูงอายุแบบครบวงจร มีความโดดเด่นของท�ำเลที่ตั้ง ที่ อยู่ใกล้ สถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งจัดตั้งขึ้นเพื่อการสร้างองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ เพื่อการแก้ปัญหาทางสาธารณสุขและการแพทย์ของประเทศ โดย คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล มีความพร้อมในการผลิตบัณฑิตแพทย์ จ�ำนวนปีละ 200 คน บัณฑิตพยาบาลจ�ำนวนปีละ 250 คน และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอีก ประมาณจ�ำนวนปีละ 400 คน ออกไปรับใช้ประชาชนทั่วประเทศ “คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ยังคงมุ่งมั่นที่จะพัฒนาและก้าวต่อไปอย่าง ไม่หยุดยั้ง เพื่อที่จะเป็น “ปัญญาของแผ่นดิน” ดังปณิธานของมหาวิทยาลัยมหิดล และ ร่วมยกระดับให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์และนวัตกรรมผู้สูงอายุของ อาเซียนต่อไป” ศาสตราจารย์ นายแพทย์ปิยะมิตร ศรีธรา คณบดีฯ กล่าวให้ความเชื่อ มั่นทิ้งท้าย นอกจากนี้กรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง ได้ส่งมอบหนังสืออนุญาตให้ใช้ที่ดินราช พัสดุแปลงหมายเลขทะเบียนที่ ชบ.219 (บางส่วน) ต�ำบลบางละมุง อ�ำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี เนื้อที่ประมาณ 649-0-72 ไร่ พร้อมสิ่งปลูกสร้าง จ�ำนวน 267 รายการ ให้กับกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เพื่อน�ำไปใช้ประโยชน์

ในการด�ำเนินโครงการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบด้านสังคม “เมืองสร้างสุข (Happiness Social City)” ให้เป็นศูนย์เรียนรู้และอบรมด้านสวัสดิการสังคมในระดับอาเซียน และ ศูนย์ที่พักผู้สูงอายุแบบครบวงจร (Senior Complex) ภายใต้กรอบนโยบายการฟื้นฟู เศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ทั้งนี้การน�ำพื้นที่ราชพัสดุมาใช้ให้เกิดประโยชน์ในครั้งนี้ ถือเป็นไปตามนโยบายของ รัฐบาล มอบให้ พม.ด�ำเนินโครงการพัฒนาให้เป็นไปตามแผนในการพัฒนาพื้นที่ จังหวัดชลบุรีให้เป็นพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษภายใต้เขตพื้นที่พัฒนาเศรษฐกิจภาคตะวัน ออก (Eastern Economic Corridor : EEC) และผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์การด�ำเนิน งานด้านอาเซียน โดยการขับเคลื่อนแผนงานประชาสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน เพื่อ รองรับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรเข้าสู่สูงวัยที่เพิ่มขึ้น ส�ำหรับการพัฒนาพื้นที่ดังกล่าว แบ่งออกเป็นพื้นที่เพื่อใช้ประโยชน์ต่างๆ ประกอบด้วย 1.ส�ำหรับให้บริการแก่กลุ่มเป้าหมายแบบครบวงจร (Center Club House) อาทิ ศูนย์ ให้บริการทางการแพทย์ ศูนย์ฝึกอาชีพ พื้นที่ออกก�ำลังกายและท�ำกิจกรรมต่างๆ 2. ศูนย์บริการของหน่วยงาน พม.ในพื้นที่ เพื่อให้บริการด้านสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุบ้าน บางละมุง และศูนย์การเรียนรู้และฝึกอบรมด้านผู้สูงอายุจังหวัดชลบุรี เป็นต้น 3.พื้นที่ ส�ำหรับให้บริการในเชิงพาณิชย์ เช่น ศูนย์การประชุม โรงแรม และCommunity Mall 4. ศูนย์ที่พักอาศัยผู้สูงอายุแบบครบวงจร (Senior Complex) ซึ่งอยู่ในการครอบ ครองของกรมกิจการผู้สูงอายุ เป็นพื้นที่ติดชายทะเล เนื้อที่ 48 ไร่ นอกจาก 2 โครงการที่กล่าวมาแล้ว ด้านสาธารณสุขของไทยยังมีโครงการเป็นฐานการ ผลิตวัคซีนโควิด-19 แห่งภูมิภาคอาเซียน ภายใต้การด�ำเนินการของบริษัท สยามไบโอ ไซเอนซ์ จ�ำกัด บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ จ�ำกัด บริษัทผู้ผลิตยาชีววัตถุแห่งแรกและแห่งเดียวของ ประเทศไทย ก่อตั้งขึ้นใน พ.ศ. 2552 ตามพระราชปณิธานในพระบาทสมเด็จพระบรม ชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่ทรงให้ความส�ำคัญกับ การดูแลรักษาสุขภาพของคนไทย ผลิตภัณฑ์ที่บริษัทฯ ผลิตได้แก่ยารักษาโรคชีววัตถุ อาทิ ยาเพิ่มเม็ดเลือดแดงให้กับผู้ป่วยที่มีอาการไตวายเรื้อรัง และยาเพิ่มเม็ดเลือดขาว ให้กับผู้ป่วยโรคมะเร็งที่ได้รับเคมีบ�ำบัด โดยยาทั้ง 2 ตัวผลิตด้วยเทคโนโลยีชีวภาพ ชั้น สูง สามารถบ�ำบัดรักษาโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ ท�ำให้ประเทศไทยลดการพึ่งพายาจากต่างชาติ ช่วยสร้างความมั่นคงให้กับระบบ สาธารณสุขของประเทศอย่างยั่งยืนและด้วยคุณภาพและมาตรฐานระดับโลก ของโรงงาน บริษัทฯ จึงได้รับการรับรองมาตรฐานสากล PIC/S GMP, ISO9001, ISO17025 และ ISO13485 อีกทั้งได้รับความไว้วางใจให้เป็นผู้ผลิตยาและชุดตรวจ โรคให้แก่องค์กรต่างๆ ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2563 ที่ทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยต้องเผชิญกับวิกฤตการณ์ไวรัสโควิด19 บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ จ�ำกัดได้ร่วมกับกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวง สาธารณสุข พัฒนาและผลิตชุดตรวจเชื้อไวรัสโควิด-19 แบบ RT-PCR ซึ่งเป็นวิธีตรวจ วินิจฉัยโรคตามมาตรฐานองค์การอนามัยโลก (WHO) และได้มอบให้หน่วยงานราชการ ใช้ในการตรวจคัดกรองผู้ป่วยในประเทศมากกว่า 100,000 ชุด ก้าวส�ำคัญต่อมาคือ การผลิตวัคซีนป้องกันการติดเชื้อโควิด-19 ที่พัฒนาโดยมหาวิทยา

MAGKETING l 24


CASE STUDY

ลัยอ็อกซ์ฟอร์ด และบริษัทแอสตร้าเซเนก้า ผู้ผลิตชีวภัณฑ์ชั้นน�ำของโลก ในเดือนตุลาคม 2563 บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ , บริษัท เอสซีจี , แอสตร้าเซเนก้า และกระทรวงสาธารณสุข ได้ลงนามในหนังสือแสดงเจตจ�ำนงในความร่วมมือเพื่อที่ จะให้วัคซีนนี้ได้มีใช้อย่างแพร่หลายในภูมิภาคอาเซียน จากหนังสือแสดงเจตจ�ำนงดัง กล่าว ได้น�ำไปสู่สัญญารับจ้างผลิตระหว่าง แอสตร้าเซเนก้า และสยามไบโอไซเอนซ์ ซึ่ง สัญญานี้แสดงให้เห็นว่า สยามไบโอไซเอนซ์ เป็นบริษัทที่มีความสามารถทางเทคโนโลยี ชั้นสูง สามารถด�ำเนินการผลิตได้อย่างมีคุณภาพและมาตรฐานสากล จากการถ่ายทอด เทคโนโลยีของแอสตร้าเซเนก้า ส่งผลให้สยามไบโอไซเอนซ์ เป็นส่วนหนึ่งของเครือข่าย การผลิตวัคซีนของแอสตร้าเซเนก้า ที่มีมากกว่า 20 แห่งทั่วโลก ส�ำหรับวัคซีนป้องกันการติดเชื้อโควิด-19 ของแอสตร้าเซเนก้าใช้เทคโนโลยีในการผลิต ใกล้เคียงกับ การผลิตยาชีววัตถุจากเซลล์สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ซึ่งสยามไบโอไซเอนซ์ มี ประสบการณ์ในการผลิตยาชีววัตถุด้วยเทคโนโลยีนี้ และมีผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาดแล้ว ทั้งในประเทศ และส่งออก โรงงานของสยามไบโอไซเอนซ์ ได้รับการรับรองมาตรฐาน การผลิตระดับสากล มีศักยภาพที่จะรองรับการผลิตวัคซีนของแอสตร้าเซเนก้าได้ทุก ขั้นตอน และเป็นโรงงานทีใช้เทคโนโลยีที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย สามารถรองรับการ ขยายก�ำลังการผลิตได้ในอนาคต สยามไบโอไซเอนซ์จึงเป็นส่วนหนึ่งในการต่อสู้กับการระบาดของโควิด-19 โดยสยามไบ โอไซเอนซ์ได้ด�ำเนินการผลิตวัคซีนโดยยึดนโยบายไม่ก�ำไร ไม่ขาดทุน หรือ no profit, no loss ในช่วงที่มีการระบาดนี้ ซึ่งเป็นนโยบายเดียวกันกับของแอสตร้าเซเนก้า ภารกิจผลิตวัคซีนป้องกันการติดเชื้อโควิด-19 ในครั้งนี้ ได้รับการสนับสนุนจากสถาบัน วัคซีนแห่งชาติ กระทรวงสาธารณสุข จ�ำนวนเงินประมาณ 600 ล้านบาท และจาก บริษัท เอสซีจี 100 ล้านบาท เพื่อต่อยอด ศักยภาพของโรงงานให้มีความพร้อมในการ ผลิตวัคซีนให้ได้เร็วที่สุด เมื่อผลิตวัคซีนได้ส�ำเร็จ บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ จะสั่งซื้อ วัคซีนป้องกันการติดเชื้อโควิด-19 จากแอสตร้าเซเนก้า เป็นมูลค่าเท่ากับ จ�ำนวนเงิน ทุนที่ได้รับ เพื่อส่งมอบให้กับรัฐบาลในการดูแลสุขภาพของคนไทยต่อไป ฐานการผลิ EV ตฮัรถยนต์ บ ไฟฟ้า ผลวิจัยล่าสุดของฟรอสต์ แอนด์ ซัลลิแวน (Frost & Sullivan) องค์กรที่ปรึกษาด้าน กลยุทธ์และงานวิจัยทางธุรกิจชื่อดังระดับโลก เปิดเผยว่า ผู้บริโภคชาวไทยมีความ ต้องการ มีความสนใจ และตื่นตัวต่อระบบขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าเป็นอันดับหนึ่ง ในภูมิภาคอาเซียน ผลวิจัยชี้ให้เห็นถึง 3 เทรนด์หลักที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ได้แก่ ความตระหนักในเรื่องสิ่งแวดล้อมที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยส�ำคัญ ความเข้าใจที่ดีขึ้นใน เทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้า และกระแสที่ก�ำลังมาของอี-พาวเวอร์ (e-POWER) ซึ่งถือเป็น นวัตกรรมด้านรถยนต์ไฟฟ้าแห่งอนาคต โดยงานวิจัยด้านระบบขับเคลื่อนพลังงานไฟฟ้าจัดท�ำขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อปี 2561 เพื่อ เก็บข้อมูลเปรียบเทียบผู้บริโภคในประเทศต่าง ๆ จากนั้นในเดือนกันยายน 2563 บริษัท ฟรอสต์ แอนด์ ซัลลิแวน ได้ท�ำการศึกษาอีกครั้งจาก 6 ตลาดในภูมิภาคอาเซียน ประกอบไปด้วย ประเทศไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม

ทั้งนี้ งานวิจัยฉบับที่ 2 เพิ่งได้รับการเผยแพร่วันนี้ ในงานสัมมนาออนไลน์ “นิสสัน ฟิว เจอร์ส – เดินหน้าสู่สังคมแห่งการขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า และอนาคตแห่งวงการ รถยนต์ (Nissan FUTURES – Electrification and Beyond)” งานสัมมนาออนไลน์ ระดับภูมิภาค โดยมีผู้เข้าร่วมทั้งผู้บริหารในอุตสาหกรรม เจ้าหน้าที่จากภาครัฐ และ สื่อมวลชน ส�ำหรับประเทศไทย จากการส�ำรวจพบว่า มีจ�ำนวนร้อยละ 43 ของผู้ใช้รถยนต์ที่ไม่ใช่ พลังงานไฟฟ้า จะเลือกพิจารณารถยนต์ไฟฟ้าอย่างแน่นอนหากจะต้องซื้อรถยนต์ คันต่อไปในอีกสามปีข้างหน้า ผลส�ำรวจยังระบุอีกว่า ผู้ตอบแบบสอบถามมีความ กระตือรือร้นในการพิจารณาเลือกซื้อรถยนต์พลังงานไฟฟ้ามากที่สุดในภูมิภาคอาเซียน เช่นเดียวกับอินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ แต่ผลงานวิจัยที่น่าสนใจที่สุด คือ ประเทศไทยมีจ�ำนวนผู้ที่เข้าใจเรื่องเทคโนโลยี รถยนต์ไฟฟ้ารวมถึงวิธีการใช้งานเพิ่มมากขึ้นร้อยละ 53 โดยวัดจากผู้ที่ร่วมตอบแบบ ส�ำรวจ นอกจากนี้ ผลส�ำรวจยังชี้ให้เห็นว่า จ�ำนวนที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยส�ำคัญถึงร้อย ละ 33 ของผู้ร่วมตอบแบบส�ำรวจ จะเลือกพิจารณาซื้อรถยนต์ไฟฟ้า เมื่อเทียบกับห้า ปีที่ผ่านมา ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมเป็นแรงผลักดันใหม่ที่ช่วยกระตุ้นให้เกิดความต้องการด้าน พลังงานไฟฟ้า จากการส�ำรวจพบว่า ปัจจัยอันดับต้น ๆ ในประเทศไทยที่ท�ำให้ผู้ตอบแบบสอบถาม เลือกซื้อรถยนต์ไฟฟ้า คือ การใช้รถยนต์ไฟฟ้านั้นจะช่วยลดการปล่อยก๊าซ คาร์บอนไดออกไซด์เป็นอย่างมาก ซึ่งกระแสสร้างโลกสีเขียวนี้ท�ำให้ร้อยละ 90 ของผู้ ใช้รถตระหนักว่า ‘รถยนต์ไฟฟ้าเป็นทางเลือกที่ดีกว่าส�ำหรับสิ่งแวดล้อม’ ซึ่งถือว่าสูง กว่าค่าเฉลี่ยของทั้งภูมิภาคอาเซียน (ร้อยละ 88) เล็กน้อย ในขณะที่ผู้ร่วมตอบแบบ ส�ำรวจคนไทยมากถึงร้อยละ 91 กล่าวว่า ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมนั้นมีผลต่อการ พิจารณาเลือกซื้อรถยนต์ไฟฟ้า นอกจากนี้ 3 ใน 4 ของผู้ใช้รถในประเทศไทยกล่าวว่า แหล่งพลังงานหมุนเวียนจะช่วยส่งเสริมให้มีการซื้อหรือเช่าซื้อรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งเรียกได้ ว่าเป็นเทรนด์ใหม่ งานวิจัยนี้ยังเผยถึงกระแสการตื่นตัวต่อเรื่องสิ่งแวดล้อมที่ก�ำลังสูงขึ้นในเอเชียตะวัน ออกเฉียงใต้ ซึ่งผู้ตอบแบบส�ำรวจเชื่อว่าการใช้รถยนต์ไฟฟ้านั้นท�ำให้พวกเขามีส่วนช่วย ปกป้องสิ่งแวดล้อมได้อย่างไม่ต้องสงสัย ในปี 2563 ร้อยละ 39 ของผู้ตอบแบบส�ำรวจ ชาวไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่ม “นักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม” ซึ่งเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 34 เมื่อเทียบ กับงานวิจัยเดียวกันเมื่อปี 2561 อุปสรรคต่อการใช้รถยนต์ไฟฟ้าลดลง เหลือเพียงแค่เรื่องเดียว เมื่อท�ำการส�ำรวจกับคนไทยจ�ำนวนหนึ่งพบว่า ผู้บริโภคคลายกังวลเกี่ยวกับอุปสรรค ต่อการเลือกใช้รถยนต์ไฟฟ้าน้อยลงในช่วงปี 2561 ถึง 2563 โดยผู้ตอบแบบสอบถาม กังวลเรื่องพลังไฟฟ้าจะหมดระหว่างทางก่อนไปถึงสถานีชาร์จ ซึ่งผลการส�ำรวจลดลง มาจากร้อยละ 58 ในปี 2561 เหลือร้อยละ 53 ในปี 2563 เช่นเดียวกับข้อสงสัยต่อ เทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้าที่ลดลงมาจากร้อยละ 48 เหลือร้อยละ 40 ในปี 2563 อย่างไรก็ตาม จากกลุ่มส�ำรวจพบว่า ผู้ใช้รถในไทยเห็นว่า สิ่งที่เป็นอุปสรรคต่อการ

MAGKETING l 25


CASE STUDY

เลือกซื้อรถยนต์ไฟฟ้า และเป็นปัจจัยหลักส�ำคัญเพียงเรื่องเดียว ที่ยังคงเพิ่มขึ้นตั้งแต่ปี 2561 นั่นก็คือ “ความกังวลต่อระบบแท่นชาร์จไฟฟ้าสาธารณะที่มีอยู่อย่างจ�ำกัด” ใน ขณะเดียวกันข้อกังวลนี้กลับลดลงในทุกประเทศที่มีการส�ำรวจ โดยเฉลี่ยร้อยละ 9 และ นอกจากนี้ผลการวิจัยยังชี้ให้เห็นถึง เทรนด์รถยนต์ไฟฟ้าของประเทศไทยในอนาคต ซึ่ง ก็คือเครื่องยนต์แบบ อี-พาวเวอร์ (e-POWER) ที่ใช้เทคโนโลยีขับเคลื่อนด้วยพลังงาน ไฟฟ้า โดยไม่ต้องชาร์จไฟฟ้า เทรนด์ของระบบขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าในอนาคต จากผลส�ำรวจระบุว่า หนึ่งในเทรนด์ที่น่าจับตามองในอนาคตส�ำหรับระบบขับเคลื่อน ด้วยพลังงานไฟฟ้าในประเทศไทย ได้แก่ เทคโนโลยีอี-พาวเวอร์ของนิสสัน ที่มอบ ประสบการณ์ขับขี่แบบรถยนต์ไฟฟ้าแก่ผู้บริโภค โดยไม่ต้องชาร์จไฟฟ้าจากภายนอก อีกปัจจัยหนึ่งที่สนับสนุนผลการส�ำรวจนี้คือ ร้อยละ 76 ของผู้ตอบแบบส�ำรวจชาวไทย ระบุว่า อุปสรรคต่อการเปลี่ยนไปใช้รถยนต์ไฟฟ้า คือ สถานีชาร์จไฟฟ้าที่จ�ำเป็นต้อง มีมากขึ้นในเขตบริเวณที่พักอาศัย และความกังวลเกี่ยวกับระบบแท่นชาร์จไฟฟ้าตาม แหล่งสาธารณะ (ร้อยละ 47) อีกด้วย ดังนั้น เมื่อเทียบกับเทคโนโลยีอี-พาวเวอร์ กับระบบไฮบริด ปลั๊กอินไฮบริด และ ระบบสันดาปภายใน (Internal Combustion Engine Vehicle: ICE Vehicle) แล้ว ปัจจัยที่เป็นสิ่งดึงดูดส�ำหรับผู้ใช้รถในไทยมากที่สุด คือเทคโนโลยีอี-พาวเวอร์ ซึ่งให้ สมรรถนะเฉกเช่นรถยนต์ไฟฟ้าโดยไม่ต้องชาร์จไฟจากภายนอก และเมื่อลูกค้าได้เรียน รู้ว่าเทคโนโลยีอี-พาวเวอร์ ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% ได้อย่างไร ผู้ตอบแบบ ส�ำรวจถึงร้อยละ 82 ระบุว่า ขุมพลังอี-พาวเวอร์นั้น “น่าสนใจมาก” และ “ค่อนข้างน่า สนใจ” เป็นรองแค่รถยนต์ไฟฟ้าพลังงานแบตเตอรี่เท่านั้น ภูมิภาคอาเซียนที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า ผลการวิจัยของประเทศไทยสะท้อนให้เห็นถึงความสนใจเรื่องการขับเคลื่อนด้วย พลังงานไฟฟ้า ที่ก�ำลังแผ่ขยายไปทั่วภูมิภาคอาเซียน จากงานวิจัยผู้บริโภคใน ประเทศไทย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย เวียดนาม และสิงคโปร์ พบว่า จ�ำนวน ร้อยละ 66 ของผู้บริโภคในภูมิภาคเชื่อว่าพวกเขาไม่อาจหลีกเลี่ยงการหันมาใช้ระบบ ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าได้ ซึ่งสิ่งนี้จะกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตในอนาคตอัน ใกล้ สอดคล้องกับผลวิจัยในปี 2561 ผู้ตอบแบบส�ำรวจทั้งหมดจากงานวิจัยล่าสุดพบว่า มากกว่า 3 ใน 4 (ร้อยละ 77) ได้ระบุว่า สิทธิประโยชน์ทางภาษีและการมีแท่นชาร์จ ติดตั้งตามอาคารที่พักอาศัย (ร้อยละ 75) คือสองแรงจูงใจส�ำคัญในการเปลี่ยนไปใช้ รถยนต์พลังงานไฟฟ้า ส�ำหรับประเทศไทย แรงจูงใจที่มาเป็นอันดับหนึ่งคือ สถานีแท่น ชาร์จในเขตบริเวณที่พักอาศัย (ร้อยละ 76) ตามด้วยสิทธิประโยชน์ทางภาษี (ร้อยละ 73) และช่องทางพิเศษส�ำหรับรถยนต์ไฟฟ้า (ร้อยละ 50) “จากผลงานวิจัยของเราจะเห็นได้ว่า การมาของเทคโนโลยีอี-พาวเวอร์นั้นมีแนวโน้ม ว่าจะขยายวงกว้างสู่ตลาดรถยนต์พลังงานไฟฟ้าในประเทศไทย ถึงแม้ว่าอี-พาวเวอร์ จะเป็นเทคโนโลยีที่ใหม่ แต่ส�ำหรับผู้ที่ตั้งใจมองหารถยนต์ไฟฟ้าเพื่อใช้งานกลับรู้สึกว่า เทคโนโลยีอี-พาวเวอร์ของนิสสันนั้นน่าสนใจ รวมถึงยังให้ความสนใจที่จะซื้อรถยนต์

นิสสันอี-พาวเวอร์ ภายหลังจากที่ได้รับฟังถึงระบบขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าที่มี ความแตกต่าง และเข้าใจถึงฟีเจอร์การใช้งานต่าง ๆ ของเทคโนโลยีอี-พาวเวอร์ของนิส สัน” วิเวก ไวเดีย พันธมิตรทางธุรกิจ รองประธานอาวุโส ฝ่ายนวัตกรรมการขับเคลื่อน อัจฉริยะ บริษัท ฟรอสต์ แอนด์ ซัลลิแวน เอเชียแปซิฟิก กล่าว นอกจากงานวิจัยดังกล่าวแล้ว ผู้ประกอบการได้เริ่มวางแผนการผลิตรถยนตร์ไฟฟ้าจาก ฐานการผลิตในประเทศไทยอย่างจริงจัง โดยปลายปี 2563 ที่ผ่านมา ผู้บริหารระดับ สูงของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ (GWM) จากประเทศจีน น�ำโดย มร. เฮนรี่ เมิ่ง ประธาน บริหาร เกรท วอลล์ มอเตอร์ และ มร. แซม หลิว รองประธาน พร้อมด้วย มร. เอล เลียต จาง ประธาน เกรท วอลล์ มอเตอร์ ภูมิภาคอาเซียนและประเทศไทย และคณะ เข้าร่วมประชุมทางไกล (Conference Call) และเข้าพบนายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และนางสาวดวงใจ อัศวจินต จิตร์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เพื่อหารือแนวทางในการร่วม ผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางด้านการพัฒนารถยนต์พลังงานไฟฟ้า เพื่อรองรับ การเติบโตของอุตสาหกรรมนี้ในอนาคตต่อไป ที่ผ่านมา เกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้เดินหน้าลงทุนและพัฒนาธุรกิจในประเทศไทยอย่าง ต่อเนื่อง ภายใต้กลยุทธ์โลกาภิวัฒน์ (Globalization) โดยมุ่งหวังให้ประเทศไทยเป็น ศูนย์กลางของภูมิภาคอาเซียนในการผลิตและส่งออกรถยนต์พวงมาลัยขวา โดยเฉพาะ อย่างยิ่งรถยนต์พลังงานไฟฟ้า พร้อมแผนในการตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนา (R&D Center) ของเกรท วอลล์ มอเตอร์ ในประเทศไทย เพื่อศึกษา คิดค้น และน�ำเอาเทคโนโลยี และ นวัตกรรมอันล�้ำสมัยต่างๆ มาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ควบคู่ไปกับการส่ง เสริมและพัฒนาทักษะ รวมไปถึงการจ้างงานให้กับบุคลากรไทยให้มีศักยภาพพร้อม ท�ำงานในอุตสาหกรรมยานยนต์พลังงานไฟฟ้าได้อย่างเต็มศักยภาพ มร. เอลเลียต จาง ประธาน เกรท วอลล์ มอเตอร์ ภูมิภาคอาเซียนและประเทศไทย กล่าวว่า “เกรท วอลล์ มอเตอร์ เชื่อมั่นในศักยภาพของประเทศไทย ทั้งในด้านท�ำเล ที่ตั้งที่เป็นจุดยุทธศาสตร์ส�ำคัญในภูมิภาคอาเซียน ความพร้อมของบุคลากรและ ทรัพยากรในอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ ตลอดจนการสนับสนุนอันดีจากภาครัฐ ทั้งฝั่งรัฐบาลและคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) " "ทางเราจึงมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะลงทุนและจัดตั้งศูนย์การผลิตและการวิจัย พัฒนาของบริษัทในประเทศไทย พร้อมให้การสนับสนุนทุกด้านอย่างเต็มที่เพื่อให้ สอดคล้องกับนโยบายของภาครัฐในการสร้าง ecosystem เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรม ยานยนต์พลังงานไฟฟ้า รวมไปถึงการสร้างโอกาสในการพัฒนาวิชาชีพ การจ้างงาน และการรับฟังเสียงของประชาชนชาวไทย เพื่อให้พัฒนารถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่มี คุณภาพ ตอบโจทย์ผู้บริโภคชาวไทยได้ดีที่สุด นอกจากนี้ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ยัง มุ่งมั่นที่จะช่วยผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของการผลิตและพัฒนารถยนต์ พลังงานไฟฟ้าในภูมิภาคอาเซียนอีกด้วย” ฮับฟิวฟิ เจอร์ ฟู้ด ฟู ้ ด ฮั บ ว เจอร์ สถาบันอาหาร หน่วยงานเครือข่ายกระทรวงอุตสาหกรรม วางนโยบายมุ่งสู่วิสัย ทัศน์ “ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตอาหารอนาคตแห่งอาเซียนควบคู่การขับเคลื่อน

MAGKETING l 26


CASE STUDY

FREEPIK

เศรษฐกิจฐานราก” เดินหน้า 3 เป้าใหญ่ ปั้นไทยติดอันดับ 1 ใน 10 ของประเทศผู้ ส่งออกอาหารโลก ผลักดัน GDP อุตสาหกรรมอาหารให้เพิ่มขึ้นร้อยละ 4 ต่อปี และ เป็นศูนย์กลางการผลิตอาหารอนาคตของอาเซียน ตามแผนปฏิบัติการด้านการพัฒนา อุตสาหกรรมแปรรูปอาหารระยะที่ 1 (พ.ศ. 2562 – 2570) สถาบันอาหารมองว่าอุตสาหกรรมอาหารเป็นอุตสาหกรรมส�ำคัญในการขับเคลื่อน เศรษฐกิจของประเทศ โดยในปี 2562 ไทยมีมูลค่าการส่งออกประมาณ 1,016,932 ล้านบาท เป็นผู้ส่งออกอาหารอันดับที่ 11 ของโลก และอันดับที่ 2 ในเอเชียรองจากจีน ทั้งนี้สินค้าที่ไทยส่งออกติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลก มีหลายรายการ เช่น ติดอันดับ 1 ได้แก่ ทูน่า มันส�ำปะหลัง อันดับที่ 2 ได้แก่ ข้าว ไก่ น�้ำตาลทราย เป็นต้น โดยไทยมีส่วนแบ่งในตลาดโลกเพิ่มขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2556 ล่าสุดในปี 2562 มีส่วน แบ่งอยู่ที่ร้อยละ 2.51 และมีการส่งออกมากกว่าน�ำเข้าถึง 631,415 ล้านบาท โดย ตลาดส่งออกที่ส�ำคัญของไทย คือ ประเทศในภูมิภาคเอเชีย ได้แก่ จีน CLMV ญี่ปุ่น และอาเซียน มีสัดส่วนประมาณร้อยละ 54 ของมูลค่าส่งออกอาหารทั้งหมด นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีความมั่นคงทางอาหารที่แข็งแกร่ง มีศักยภาพด้านการ ผลิต ดังจะเห็นได้จากในช่วงวิกฤตโควิด-19 ที่ผ่านมา ประเทศไทยแทบไม่มีปัญหาการ ขาดแคลนสินค้าอาหารเลย ทั้งนี้ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วนตลอดทั้ง สายโซ่การผลิต ตามแผนปฏิบัติการด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมแปรรูปอาหารระยะที่ 1 (พ.ศ. 2562

– 2570) เพื่อให้สอดรับกับทิศทางอุตสาหกรรมอาหารโลกในทศวรรษหน้า ภายใต้ วิสัยทัศน์ผลักดันให้ “ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตอาหารอนาคตแห่งอาเซียนควบคู่การ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก” ด้วย 3 เป้าหมายใหญ่ คือไทยต้องติดอันดับ 1 ใน 10 ประเทศผู้ส่งออกอาหารของโลก เป็นประเทศที่มี GDP อุตสาหกรรมอาหารเพิ่มขึ้น ร้อยละ 4 ต่อปี และเป็นประเทศศูนย์กลางการผลิตอาหารอนาคตของอาเซียน สถาบันอาหารพร้อมผลักดันด้วยมาตรการ 4 ด้าน ได้แก่ 1) สร้างนักรบอุตสาหกรรม อาหารพันธุ์ใหม่ โดยการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการโดยเฉพาะเอสเอ็มอี และ วิสาหกิจชุมชน เพื่อให้พร้อมส�ำหรับการแข่งขันในสภาพธุรกิจที่เปลี่ยนแปลง โดย เฉพาะระบบ Food Safety เพิ่มผลิตภาพด้วยดิจิทัลเทคโนโลยี รวมถึงกลุ่ม OEM ส�ำหรับ Start Up 2) สร้างนวัตกรรมอาหารอนาคต โดยจัดตั้งศูนย์ให้ค�ำปรึกษาพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร อนาคต ถ่ายทอดเทคโนโลยีแปรรูปสมัยใหม่ 3) สร้างช่องทางตลาดสมัยใหม่ ร่วมมือ กับภาครัฐและเอกชนพัฒนาแพลตฟอร์มเพื่อเพิ่มโอกาสทางการตลาดแก่ธุรกิจอาหาร ผลักดันผู้ประกอบการเข้าสู่ช่องทางตลาดออนไลน์ เชื่อมโยงคู่ค้า ส่งเสริมการสร้าง เครือข่ายธุรกิจ และ 4) สร้างปัจจัยเอื้อให้ง่ายในการด�ำเนินธุรกิจ ปรับปรุงกระบวนการสู่ดิจิทัล แพลตฟอร์ม พัฒนาระบบ Big Data ปัญญาประดิษฐ์ ผลักดันการปรับปรุงกฎระเบียบ ให้เอื้อต่อธุรกิจ เผยแพร่ความรู้และพัฒนาทักษะใหม่ เป็นต้น

MAGKETING l 27


FACTOR

PEXELS

มุมมอง เศรษฐกิจไทยปี 64 เรื่อง : TMB Analytics

ปี 2564 เปิดศักราชใหม่ด้วยความหวังว่าเศรษฐกิจจะพลิกกลับมาเติบโตได้หลังจากที่ปี 2563 เผชิญกับวิกฤตโควิด-19 อย่างหนักหน่วง แต่กลับเป็นว่าวันนี้ไทยต้องเผชิญการระบาดโควิด-19ระลอกใหม่ตั้งแต่ปลาย ปี 2563 กิจกรรมทาง เศรษฐกิจที่อยู่ในช่วงเริ่มฟื้นตัวกลับเข้าสู่โหมดชะลอตัวอีกครั้ง แม้ยังไม่มีการใช้มาตรการฟูลล็อกดาวน์อย่างในปีก่อนหน้าก็ตาม ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปี 2564 จะมีทิศทางอย่างไร…หดตัวต่ออีกปี หรือสามารถประคองให้อยู่บนเส้นทางการฟื้นตัวได้ต่อ เนื่อง เป็นโจทย์ท้าทายอย่างมากที่ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องต้องเตรียมพร้อมรับมือ

MAGKETING l 28


FACTOR

เปิดไทม์ไลน์เศรษฐกิจไทยปี 64 ยังคงฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป บนความไม่ แน่นอนสูง หลังผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ในช่วงกลางปี 2563 กิจกรรมทางเศรษฐกิจเริ่ม ทยอยฟื้นกลับมา โดยเฉพาะบรรยากาศการใช้จ่ายส่งสัญญาณดีขึ้นด้วยปัจจัยหนุนจาก มาตรการการคลังที่เป็นมูลค่าสูงอย่างไม่เคยมีมาก่อน อาทิ มาตรการเยียวยาผู้ได้รับ ผลกระทบ มาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายและมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ ช่วยพยุงเศรษฐกิจครึ่งหลังปี 2563 ให้ปรับดีขึ้นจากจุดต�่ำสุดในไตรมาสสอง แต่ใน ภาพรวมทั้งปี 2563 คาดว่ายังหดตัวที่ 6.6% ส�ำหรับในปี 2564 การระบาดของโค วิด-19ระลอกใหม่ที่ไทยและทั่วโลกก�ำลังเผชิญในขณะนี้ ส่งผลให้ไทม์ไลน์การฟื้นตัว ของเศรษฐกิจมีความไม่แน่นอนสูงขึ้น แม้คาดว่าผลกระทบจะไม่รุนแรงเท่ารอบแรก เนื่องจากมีการพัฒนาวัคซีนป้องกันโควิด-19เมื่อปลายปี 2563 และหลายประเทศตั้ง เป้าที่จะฉีดวัคซีนให้ครอบคลุมประชากรของตนให้ได้มากที่สุด เช่น สหภาพยุโรปตั้ง เป้าฉีดวัคซีนให้ประชาชนให้ได้อย่างน้อย 70% ในปีนี้ โดย TMB Analytics คาดว่า เศรษฐกิจไทยจะพลิกฟื้นกลับมาขยายตัวเป็นบวกที่ 2.4% จากมุมมองเดิมที่ 3.7% สะท้อนจากการท�ำงานของเครื่องยนต์เศรษฐกิจในแต่ละด้านที่มีทั้งปัจจัยบวกและ ปัจจัยฉุดรั้ง ท�ำให้ยังไม่สามารถกลับเข้าสู่ระดับก่อนเกิดโควิด-19ได้ การส่งออกสินค้า : เครื่องยนต์หลักเริ่มกลับมาเดินเครื่องใหม่ ด้วยอัตราเร่งปาน กลาง ในปี 2564 คาดว่าเศรษฐกิจโลกมีทิศทางปรับดีขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา ส่งผลดีต่อ สถานการณ์การค้าโลก กอปรกับบรรยากาศสงครามการค้าโลกมีแนวโน้มผ่อนคลายลง จากนโยบายการค้าของประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐฯ รวมทั้งการที่เศรษฐกิจจีนฟื้น ตัวได้เร็วล้วนเป็นแรงหนุนต่อการฟื้นตัวของการส่งออกของไทย อย่างไรก็ดีภาคการส่ง ออกยังคงเผชิญกับแรงกดดันจากการที่สหรัฐฯและหลายประเทศในแถบยุโรป ญี่ปุ่น กลับมาล็อกดาวน์เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดอีกครั้งในช่วงต้นปี ท�ำให้คาดว่ากิจกรรม ทางเศรษฐกิจของคู่ค้าจะแผ่วลง อีกทั้งความเชื่อมั่นในการจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภค มีแนวโน้มลดลง ส่งผลให้ความต้องการสินค้าน�ำเข้าลดลงตามไปด้วย ท�ำให้ภาพรวม การส่งออกของไทยปี 2564 จะขยายตัวในระดับปานกลางที่ 3.4% จากที่หดตัวราว 6.3% ในปีที่ผ่านมา ภาคการท่องเที่ยว : ยังคงได้รับผลกระทบจากวิกฤตโควิด-19อย่างต่อเนื่อง จากข้อ จ�ำกัดการเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เป็นไปอย่างช้า ๆ ในปี 2563 ภาคการท่องเที่ยวเผชิญกับปัญหาที่หนักหน่วงจากการระบาดของไวรัส โควิด-19 ท�ำให้จ�ำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติหายไป 100% ตั้งแต่ช่วงล็อกดาวน์จาก มาตรการจ�ำกัดการเดินทางระหว่างประเทศ และแม้ว่าในช่วงไตรมาสสี่มีมาตรการ จูงใจนักท่องเที่ยวกระเป๋าหนักที่ต้องการพ�ำนักอยู่ยาวผ่าน Special Tourist Visa แต่ จ�ำนวนนักท่องเที่ยวที่เข้ามาแต่ละเดือนยังต�่ำกว้าเป้าที่ตั้งไว้มาก ท�ำให้ทั้งปี 2563 จ�ำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติอยู่ที่ 6.7 ล้านคน ดังนั้น ความท้าทายของการฟื้นตัวภาค การท่องเที่ยวในปี 2564 จึงขึ้นอยู่กับว่าความส�ำเร็จการใช้วัคซีนของทั่วโลก รวมทั้ง ไทยที่ตั้งเป้าฉีดวัคซีนให้ครอบคลุมประชากรได้ 50% จะช่วยคลายข้อจ�ำกัดการเปิด ประเทศรับนักท่องเที่ยวต่างชาติได้เร็วมากขึ้น ท�ำให้ภาคการท่องเที่ยวจะทยอยฟื้น ตัวได้ใน ครึ่งปีหลัง เราคาดว่าจ�ำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 2564 จะอยู่ที่ 3.5 ล้านคน

การใช้จ่ายภาครัฐ : เครื่องยนต์หลักช่วยประคับประคองเศรษฐกิจไทย เมื่อเครื่องยนต์หลักด้านต่างประเทศยังคงมีอุปสรรค โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวที่ยัง คงไม่ส่งสัญญาณการฟื้นตัวเร็วในปี 2564 ท�ำให้การประคองเศรษฐกิจจึงเป็นบทบาท ของภาครัฐ ซึ่งในปีที่ผ่านมายังมีเม็ดเงินเหลือพร้อมจะกระตุ้นเศรษฐกิจในปีนี้ราว 6 แสนล้านบาทจากการออกพ.ร.ก.กู้เงินเพื่อการเยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจวงเงิน 1 ล้าน ล้านบาทและงบเพิ่มเติมที่ได้รับจัดสรรจากงบประมาณปี 2564 โดยเราคาดว่าในช่วง ครึ่งแรกของปีจะมีมาตรการเยียวยาและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาอย่างต่อ เนื่อง ส�ำหรับการลงทุนภาครัฐในปี 2564 คาดว่าจะขยายตัวต่อเนื่อง น�ำโดยการลงทุน โครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ EEC ที่เริ่มเข้าสู่ระยะก่อสร้าง อาทิ โครงการรถไฟความเร็ว สูงเชื่อม 3 สนามบิน โครงการท่าเรือแหลมฉบัง เฟส3 และโครงการท่าเรือมาบตาพุด เฟส3 การบริโภคภาคเอกชน : เครื่องยนต์ส�ำคัญ ที่ยังคงได้รับการกระตุ้นจากภาครัฐ อย่างต่อเนื่อง ในปีที่ผ่านมาแม้ว่าการจ้างงานและรายได้ครัวเรือนได้รับผลกระทบจากมาตรการ ล็อกดาวน์ รวมทั้งการส่งออกที่หดตัว ซึ่งกดดันก�ำลังซื้อของผู้บริโภคให้อ่อนแอ แต่ มาตรการจากภาครัฐมีส่วนช่วยประคับประคองไม่ให้การบริโภคภาคเอกชนหดตัวสูง อาทิ โครงการเราไม่ทิ้งกัน ช้อปดีมีคืน คนละครึ่ง และเราเที่ยวด้วยกัน โดยมาตรการ เหล่านี้ยังคงขยายเฟสส่งผลต่อเนื่องไปจนถึงราวไตรมาสสองของปี 2564 ซึ่งจะช่วย พยุงการบริโภคที่คาดว่าจะอ่อนก�ำลังลงในช่วงครึ่งปีแรกที่ได้รับผลกระทบของโค วิด-19ระลอกใหม่ จากนั้นคาดว่าจะทยอยฟื้นตัวในช่วงครึ่งปีหลัง แต่ไม่เป็นอัตราเร่ง เนื่องจากมีปัจจัยฉุดรั้งจากหนี้ภาคครัวเรือนที่ขยับสูงขึ้นต่อเนื่อง ท�ำให้ภาพรวมการ บริโภคภาคเอกชนปี 2564 ขยายตัวเพียง 1.6 % การลงทุนภาคเอกชน : กลับมาขยายตัว ตามทิศทางการส่งออก การลงทุนภาคเอกชนในปี 2563 หดตัวสูงเนื่องจากบรรยากาศการลงทุนถูกจ�ำกัดด้วย การระบาดของโควิด-19 ก�ำลังซื้ออ่อนแอและภาคการส่งออกหดตัว อย่างไรก็ดี การ ลงทุนในปี 2564 คาดว่าจะกลับมาขยายตัว 3.2% ตามการฟื้นตัวของการส่งออกและ การบริโภคภาคเอกชน รวมทั้งการลงทุนภาคเอกชนในส่วนของโครงการร่วมลงทุน ระหว่างภาครัฐและเอกชน (public-private partnership: PPP) โดยเฉพาะใน EEC ที่มีความคืบหน้าชัดเจนมากขึ้น มุมมองเศรษฐกิจไทยปี 2564 คาดอัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต�่ำ เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ แม้เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัว แต่เป็นไปอย่างช้า ๆ รวมทั้งยังมีความไม่แน่นอน สูง กอปรกับภาระหนี้ของทั้งครัวเรือนและภาคธุรกิจที่เพิ่มขึ้นมาก ท�ำให้คาดว่าอัตรา ดอกเบี้ยนโยบายจะอยู่ในระดับต�่ำที่ 0.25-0.50% เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวอย่างต่อ เนื่อง ส่วนทิศทางค่าเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่ากว่าไตรมาสที่ 4 ปี 2563 อันเป็นผล มาจากแรงกดดันของการอ่อนค่าของสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ กระแสเงินทุนไหลเข้า จากต่างประเทศ และดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยยังเกินดุล โดยประเมินว่าอัตราแลก เปลี่ยนจะเคลื่อนไหวในช่วง 29.5-31.0 บาท ต่อดอลลาร์สหรัฐ

MAGKETING l 29


DIGITAL LIFE

MAGKETING l 30


DIGITAL LIFE

แม้ว่าตอนนี้เรายังคงเผชิญกับความยากล�ำบาก แต่เมื่อสถานการณ์การแพร่ระบาด ผ่านพ้นไป เราจะก้าวเข้าสู่โลกที่ดีกว่าอย่างแน่นอน และต่อไปนี้คือเทรนด์เทคโนโลยีที่ ส�ำคัญซึ่งจะน�ำพาเราสู่อนาคตที่ดียิ่งขึ้นในปี 2564 1) 5G และ Wi-Fi 6 ช่วยลดช่องว่างดิจิทัล เทคโนโลยีไร้สาย 5G และ Wi-Fi 6 ช่วยลดปัญหาช่องว่างดิจิทัล เทคโนโลยีเหล่านี้จะ ช่วยยกระดับมาตรฐานด้านแบนด์วิธ ความเร็ว และการหน่วงเวลา และเข้าถึงพื้นที่ที่ การเชื่อมต่อไฟเบอร์มีค่าใช้จ่ายสูงมาก เช่น พื้นที่ชนบท บุคลากรที่ท�ำงานนอกสถานที่ บริการสาธารณสุขทางไกล ภาคการผลิต และการศึกษา จะได้รับประโยชน์อย่างถ้วน หน้าจากระบบไร้สายรุ่นใหม่นี้เช่นเดียวกัน เราเชื่อว่าการเชื่อมต่อไร้สายที่มีอยู่ในทุกๆ ที่เป็นปัจจัยส�ำคัญที่จะช่วยลดช่องว่างดิจิทัล เพราะเทคโนโลยีใหม่นี้จะช่วยกระตุ้นการ เติบโต การสร้างสรรค์นวัตกรรม และมอบโอกาสให้แก่ผู้คนนับล้านที่ไม่สามารถเข้าถึง เทคโนโลยีอย่างเหมาะสม 2) เซ็นเซอร์ถูกใช้งานอย่างแพร่หลายและมีบทบาทส�ำคัญ เซ็นเซอร์อัจฉริยะที่มีราคาถูกจะถูกติดตั้งใช้งานในทุกๆ ที่ และเราจะสามารถติดต่อ สื่อสารกับโลกของเรา เครื่องจักรต่างๆ และผู้คนทั่วโลกในรูปแบบที่แปลกใหม่ สถาน ที่ท�ำงานคือตัวอย่างที่เห็นได้ชัด ข้อมูลเชิงลึกที่กลั่นกรองจากข้อมูลดิบที่ได้รับจาก เซ็นเซอร์จะช่วยให้องค์กรสามารถจัดเตรียมสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการท�ำงาน อย่างมีประสิทธิภาพ และปลอดภัยต่อสุขภาพ และเมื่อผนวกรวมเข้ากับ Wi-Fi และ เทคโนโลยีการระบุต�ำแหน่งที่ตั้ง และเชื่อมโยงเข้ากับแพลตฟอร์มส�ำหรับการท�ำงาน ร่วมกันอย่างเช่น Webex ก็จะสามารถระบุพื้นที่ที่มีคนหนาแน่นมากเกินไป หรือพื้นที่ ที่มีการใช้งานน้อยเกินไป ทั้งยังสามารถตรวจสอบควบคุมสภาวะต่างๆ เช่น อุณหภูมิ ห้อง ความชื้น คุณภาพของอากาศ และแสงสว่าง อย่างไรก็ดี เซ็นเซอร์มีศักยภาพที่มากกว่านั้น ตัวอย่างเช่น เซ็นเซอร์ที่ใช้ในการแข่ง กีฬาจะแจ้งเตือนเกี่ยวกับการชนกระแทกของนักกีฬา และมีเซ็นเซอร์ที่ตรวจจับความ เหนื่อยล้าของพนักงานในสภาพแวดล้อมการท�ำงานที่อาจเป็นอันตราย ข้อมูลทั้งหมด นี้จะถูกเก็บรวบรวมและแปรเปลี่ยนเป็นข้อมูลเชิงลึกแบบเรียลไทม์ที่สามารถน�ำไปใช้ งานได้ในทางปฏิบัติ โดย AI จะมีบทบาทเพิ่มมากขึ้นในการรายงานข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เพื่อช่วยให้เราตัดสินใจได้ดียิ่งขึ้น 3) ระบบรักษาความปลอดภัยที่เรียบง่าย แข็งแกร่ง และไม่ต้องใช้รหัสผ่าน ระบบคลาวด์และโมบิลิตี้มีความส�ำคัญอย่างมากต่อความคล่องตัวในการด�ำเนินงาน อย่างต่อเนื่องขององค์กรต่างๆ ในช่วงปี 2563 แต่เนื่องจากมีพนักงานจ�ำนวนมากที่ ท�ำงานกระจัดกระจายอยู่ตามพื้นที่ต่างๆ และมีอุปกรณ์มากมายที่เชื่อมต่อกับระบบ คลาวด์หลายๆ ระบบ ดังนั้นขอบเขตพื้นที่ของการรักษาความปลอดภัยจึงค่อยๆ พร่า เลือน และจ�ำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องตอบสนองอย่างฉับไวและทันท่วงทีต่อภัยคุกคาม ด้านความปลอดภัยที่เกิดขึ้น แนวทาง Zero Trust ได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อให้มีการตรวจสอบทุกสิ่ง รวมถึงผู้ใช้ทุก คน ก่อนที่จะอนุญาตให้เข้าสู่ระบบ เนื่องจากสภาพแวดล้อมมีการเปลี่ยนแปลงอย่าง ต่อเนื่อง จึงมีการปรับใช้แนวทางดังกล่าวเพื่อให้แน่ใจว่าเฉพาะผู้ใช้หรืออุปกรณ์ที่ได้

รับอนุญาตเท่านั้นที่จะสามารถเข้าถึงเครือข่ายขององค์กร จากรายงานผลลัพธ์ด้าน ความปลอดภัยประจ�ำปี 2564 ผู้ตอบแบบสอบถาม 39 เปอร์เซ็นต์ระบุว่าตนเอง “เห็น ด้วยและก�ำลังด�ำเนินการ” ตามแนวทาง Zero Trust ขณะที่ 38 เปอร์เซ็นต์ “ก�ำลัง จะเปลี่ยนย้ายไปสู่ทิศทางดังกล่าว” ขณะเดียวกัน ระบบรักษาความปลอดภัยที่ไม่ต้อง ใช้รหัสผ่านใกล้จะกลายเป็นความจริง เนื่องจากเทคโนโลยีที่รองรับ เช่น ไบโอเมตริก (Biometrics) ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางทั้งในหมู่ผู้ใช้และองค์กรต่างๆ 4) การจ่ายค่าเทคโนโลยีตามการใช้งานจริง ปัจจุบัน ซอฟต์แวร์ในรูปแบบบริการ (Software as a Service) ช่วยให้องค์กรเสียค่า ใช้จ่ายเฉพาะในส่วนของฟีเจอร์และเทคโนโลยีที่ตนเองต้องการใช้งานในขณะนั้น และ มีทางเลือกที่จะขยายไปสู่บริการอื่นๆ ได้อย่างรวดเร็วและคล่องตัวเมื่อถึงคราวจ�ำเป็น การเปลี่ยนแปลงไปสู่รูปแบบการคิดค่าใช้จ่ายตามการใช้งานจริงนี้ช่วยให้องค์กรต่างๆ สามารถคาดการณ์ค่าใช้จ่ายและจัดการงบประมาณด้านไอทีได้อย่างยืดหยุ่นมากขึ้น โดยรายงานการส�ำรวจความคิดเห็นของผู้บริหารฝ่ายสารสนเทศและผู้บริหารฝ่าย ไอที (CIO and ITDM Trends Pulse Report) ประจ�ำปี 2564 ของซิสโก้ ชี้ว่า 85 เปอร์เซ็นต์ของผู้บริหารฝ่ายสารสนเทศ (CIO) และผู้บริหารฝ่ายไอที เห็นพ้องต้องกัน ว่าประเด็นดังกล่าวมีความส�ำคัญต่อองค์กรธุรกิจของตน (43 เปอร์เซ็นต์ระบุว่ามีความ ส�ำคัญอย่างมาก) 5) กุญแจสู่อนาคต: การเพิ่มความคล่องตัวและความยืดหยุ่นโดยอาศัย App ในช่วงระยะแรกของการแพร่ระบาด องค์กรต่างๆ ต้องปรับตัว ระบบคลาวด์กลายเป็น เครื่องมือส�ำคัญที่ช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการด�ำเนินงานในสถานการณ์ดังกล่าว และ ส�ำหรับหลายๆ องค์กร ระบบคลาวด์เป็นหนทางเดียวที่จะช่วยตอบสนองความต้องการ ที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วของลูกค้าและพนักงาน โดยแอปพลิเคชันที่เป็นหัวใจส�ำคัญ ของธุรกิจถูกใช้งานในหลายลักษณะมากขึ้น ขณะที่พนักงานสามารถท�ำงานนอกสถาน ที่หรือจากที่บ้านได้อย่างอิสระ และระบบขององค์กรต้องรองรับปริมาณการใช้งานที่ เพิ่มสูงขึ้นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน 6) พัฒนาจากการให้บริการแก่ลูกค้าสู่การสร้างความพึงพอใจ ทุกวันนี้ โมบายล์แอปพลิเคชันรองรับการท�ำกิจกรรมในทุกๆ เรื่อง การใช้งานแอปพลิ เคชันอย่างเหมาะสมจะช่วยกระชับความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้าและผู้ใช้งาน และช่วย ให้สามารถตอบสนองความต้องการได้อย่างทันท่วงที โดยองค์กรจะต้องสามารถแปร เปลี่ยนข้อมูลเรียลไทม์จ�ำนวนมหาศาลที่ได้รับจากเครือข่ายให้กลายเป็นข้อมูลเชิงลึกที่ น�ำไปใช้งานได้ในทางปฏิบัติ และจะต้องด�ำเนินการดังกล่าวได้อย่างรวดเร็ว ด้วยความสามารถดังกล่าว บริษัทต่างๆ จะสามารถตอบสนองต่อลูกค้าได้ก่อนที่ลูกค้า จะรายงานปัญหาหรือระบุความต้องการเสียด้วยซ�้ำ นับเป็นการน�ำเสนอประสบการณ์ แบบเฉพาะบุคคล (Personalization) โดยอาศัยระบบงานอัจฉริยะ ซึ่งจะช่วยเพิ่ม ความพึงพอใจให้แก่ลูกค้า และท�ำให้ลูกค้ารู้สึกผูกพันและภักดีกับแบรนด์นั้นๆ มากขึ้น ปัจจุบันมีการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ อย่างรวดเร็ว จึงนับเป็นโอกาสที่ดีส�ำหรับการ ใช้เทคโนโลยีที่ก้าวล�้ำเพื่อปรับปรุงองค์กรให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น

MAGKETING l 31


RESEARCH

MAGKETING l 32


RESEARCH

ผู้บริโภคกลุ่ม Millennials (มิลเลนเนียล) หรือ Gen Y (ผู้ที่เกิดช่วงปี พ.ศ. 2527 – 2539) ได้กลายมาเป็นฟันเฟืองส�ำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศใน ศตวรรษที่ 21 ด้วยพื้นฐานการเติบโตมากับโลกดิจิทัลจึงเรียนรู้และรับเทคโนโลยีมา ใช้ได้อย่างรวดเร็ว และน�ำมาพัฒนาทักษะใหม่ ๆ ตลอดเวลา นอกจากนั้นยังตัดสินใจ รวดเร็ว จึงท�ำให้คน Gen นี้พร้อมรับมือการเปลี่ยนแปลงได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็น เรื่องสังคม เศรษฐกิจ หรือการด�ำเนินชีวิต อีกทั้งยังเป็นวัยที่เต็มไปด้วยไฟในการท�ำงาน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายในชีวิตและอยู่ในช่วงสร้างฐานะให้มั่นคง จึงท�ำให้เป็นกลุ่มที่มี ศักยภาพการใช้จ่ายสูงและคาดว่าจะเป็นก�ำลังซื้อส�ำคัญในอนาคตไปอีกหลายปี

วัยนี้ อย่างไรก็ตาม ชาวมิลเลนเนียลยังคงมีความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเอง อยู่ไม่น้อยแม้จะยังไม่มีความพร้อมด้านการเงินในตอนนี้ โดย 59% เผยว่ามีความตั้งใจ ออมเงินเพื่อวางแผนซื้อบ้านในอนาคต ในขณะที่ 46% ระบุว่าอยากออกไปท่องเที่ยว ในวันหยุด เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดฯ ปัจจุบันท�ำให้ทุกคนจ�ำเป็นต้องเก็บ ตัวอยู่บ้าน และชะลอแผนท่องเที่ยวออกไป เพื่อช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อไวรัส โควิด-19 และหยุดการแพร่ระบาดฯ ในประเทศ

ข้อมูลจากการคาดประมาณประชากรของประเทศไทย พ.ศ.2553-2583 (ฉบับ ปรับปรุง) ของส�ำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พบว่าในปีนี้ ประชากรไทยในช่วงอายุ 25-39 ปี จะมีจ�ำนวนถึง 13.7 ล้านคน หรือคิดเป็น 31.53% ของประชากรวัยแรงงานทั้งหมด (ช่วงอายุ 15-59 ปี) กว่า 43 ล้านคน จึงท�ำให้หลาย ธุรกิจจับตามองและช่วงชิงก�ำลังซื้อจากคนกลุ่มนี้มากขึ้น

เมื่อพิจารณาในด้านการครอบครองอสังหาฯ ในปัจจุบัน พบว่ายังมีสัดส่วนที่ไล่เลี่ย กัน โดยผู้ตอบแบบสอบถามกลุ่มมิลเลนเนียลมีที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเองแล้วถึง 57% ในขณะที่อีก 43% ยังไม่ได้เป็นเจ้าของอสังหาฯ ใด ๆ ซึ่ง 2 ใน 3 ของผู้บริโภคกลุ่มนี้ (66%) เผยว่า พวกเขาได้วางแผนที่จะซื้อบ้านหลังแรกเมื่ออายุ 31 ปีขึ้นไป ซึ่งน่าจะ เป็นช่วงวัยที่มีความพร้อมมากพอทั้งด้านหน้าที่การงานที่มั่นคงและสถานะทางการเงิน ที่เหมาะสมเมื่อต้องเป็นหนี้ก้อนใหญ่มากกว่าตอนนี้

แน่นอนว่าเมื่อชาวมิลเลนเนียลเป็นกลุ่มลูกค้าที่มีศักยภาพในสายตาของหลากหลาย ธุรกิจ ย่อมถูกดึงดูดให้ใช้จ่ายสนองความต้องการด้านต่าง ๆ เสมอ และกลายเป็นอีก ช่วงวัยที่เริ่มมีภาระหนี้เพื่อซื้อทรัพย์สินที่มีราคาสูงโดยเฉพาะที่อยู่อาศัย เมื่อเกิดวิกฤติการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในไทย ภาคธุรกิจและผู้บริโภค ต่างได้รับผลกระทบกันถ้วนหน้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อม รวม ทั้งกลุ่มมิลเลนเนียลด้วยเช่นกัน บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จ�ำกัด ได้เปิดเผยข้อมูล อัปเดต ณ สิ้นไตรมาสแรกปี 2563 ซึ่งเป็นช่วงที่เริ่มมีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส โควิด-19 ในไทย พบว่า กลุ่มผู้บริโภคที่มีการสร้างหนี้มากที่สุด คือ กลุ่มมิลเลนเนียล หรือ Gen Y โดยมีหนี้สินรวมกันถึง 4 ล้านล้านบาท คิดเป็นหนี้เสีย (NPL) คงค้าง 2.7 แสนล้านบาท เมื่อพิจารณาเรื่องสินเชื่อบ้านที่อนุมัติใหม่ในช่วงเวลานั้นจ�ำนวน 80,494 สัญญา พบว่าเป็นของกลุ่มมิลเลนเนียลหรือ Gen Y มากที่สุดถึง 64% และเป็นที่น่า กังวลในเรื่องปัญหาค้างช�ำระในอนาคต สะท้อนให้เห็นถึงสภาพคล่องในการใช้จ่ายของผู้บริโภคกลุ่มนี้ที่ได้รับผลกระทบจาก การแพร่ระบาดฯ และเริ่มส่งสัญญาณเตือนให้เห็นปัญหาการวางแผนด้านการเงิน แม้ จะมีก�ำลังซื้อสูงก็ตาม ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ (DDproperty) เว็บไซต์มาร์เก็ตเพลสด้านอสังหาริมทรัพย์ อันดับ 1 ของไทย เผยผลส�ำรวจความคิดเห็นของผู้บริโภคที่มีต่อตลาดที่อยู่อาศัย DDproperty’s Thailand Consumer Sentiment Study ฉบับล่าสุด เจาะลึกมุม มองด้านการวางแผนการใช้จ่ายของกลุ่มมิลเลนเนียลและความต้องการด้านที่อยู่อาศัย ท่ามกลางความท้าทายทั้งด้านการเงินและการงานจากสภาพเศรษฐกิจที่เปราะบาง และสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ยังไม่คลี่คลาย ว่าส่งผลกระ ทบต่อก�ำลังซื้อของชาวมิลเลนเนียลในตลาดอสังหาฯ มากน้อยเพียงใด อยากใช้จ่ายหลากหลาย แต่ครอบครัวต้องมาก่อน เมื่อพูดถึงการวางแผนการใช้จ่ายใน 1 ปีข้างหน้าของผู้บริโภคกลุ่มมิลเลนเนียลนั้น ส่วนใหญ่ให้ความส�ำคัญไปที่การใช้จ่ายภายในครอบครัวถึง 74% สะท้อนให้เห็นถึงการ เป็นก�ำลังส�ำคัญในการสร้างรายได้และดูแลรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในครอบครัวของคน

เตรียมความพร้อม หวังซื้อบ้านหลังแรกตอน 31 ปี

สถานะทางการเงินสั่นคลอน อุปสรรคหลักของการมีบ้าน กลุ่มมิลเลนเนียลยอมรับว่าปัญหาทางการเงินจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจใน ตอนนี้ถือเป็นอุปสรรคหลัก ๆ ที่ท�ำให้พวกเขายังไม่มีแผนย้ายออกจากบ้านพ่อแม่ โดย 1 ใน 2 ของกลุ่มนี้ (50%) เผยว่า ยังไม่มีเงินออมมากพอที่จะไปเช่าหรือซื้อบ้านเป็น ของตนเอง ในขณะที่ 41% ต้องการที่จะอยู่บ้านเดิมเพื่อดูแลพ่อแม่อย่างใกล้ชิด ตาม มาด้วยกลุ่มที่ไม่คิดจะย้ายออกเพราะยังไม่ได้แต่งงาน 33% และตั้งใจจะรับช่วงต่อ บ้านเดิมจากพ่อแม่อยู่แล้ว 33% จึงยังไม่มีความจ�ำเป็นที่จะต้องซื้ออสังหาฯ เป็นของ ตัวเองในตอนนี้ การเช่าโดนใจ ตอบโจทย์ที่อยู่อาศัยแบบไร้ข้อผูกมัดระยะยาว ด้วยข้อจ�ำกัดทางการเงินจากปัจจัยต่าง ๆ ส่งผลให้ชาวมิลเลนเนียล 94% ตัดสินใจเช่า แทนการซื้อที่อยู่อาศัยในตอนนี้ เนื่องจากมองว่าการเช่าบ้าน/คอนโดฯ จะมีค่าใช้จ่าย ที่น้อยกว่าการซื้ออสังหาฯ ซึ่งต้องมีความพร้อมทางการเงินในระดับหนึ่งจึงจะได้รับ การอนุมัติสินเชื่อ ผู้บริโภคส่วนใหญ่จึงเลือกเก็บเงินก้อนที่มีส�ำรองไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน และหันไปเลือกเช่าอสังหาฯ ในรูปแบบที่ตอบโจทย์การอยู่อาศัยแทน นอกจากนี้การ มีสถานภาพโสดอยู่ตัวคนเดียวก็เป็นอีกปัจจัยที่ส่งผลให้การเช่าที่อยู่อาศัยได้รับความ นิยมมากกว่าการซื้อเช่นกัน แม้ผลกระทบจากภาพรวมเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวจากหลายปัจจัยในตอนนี้จะท�ำให้ แผนบริหารจัดการเงินของชาวมิลเลนเนียล ต้องสะดุดลงหรือชะลอการใช้จ่ายในเรื่อง ที่ยังไม่จ�ำเป็นเร่งด่วนออกไปก่อน อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคกลุ่มนี้ยังคงเป็นก�ำลังซื้อที่ ส�ำคัญในหลายอุตสาหกรรมในระยะยาว เพียงแต่รอดูสัญญาณบวกของสถานการณ์ ต่าง ๆ เพื่อหาเวลาที่เหมาะสมในการออกมาใช้จ่ายแทน ดังจะเห็นได้จากการวางแผน ใช้จ่ายในอนาคตที่ผู้บริโภคกลุ่มมิลเลนเนียล ยังคงให้ความส�ำคัญไปยังสิ่งที่จ�ำเป็นมา ก่อนความต้องการส่วนตัว ด้วยการวางแผนบริหารจัดการการเงินที่รอบคอบนี้เชื่อว่า จะช่วยให้กลุ่มมิลเลนเนียลสามารถปรับพฤติกรรมและปรับเปลี่ยนแผนการใช้จ่ายที่มี ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันได้อย่างทันท่วงที และกลับมาเป็นก�ำลังส�ำคัญใน การขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตได้ในอนาคตแน่นอน

MAGKETING l 33


RESEARCH

MAGKETING l 34


RESEARCH

รายงาน Looking Further with Ford Trends ประจ�ำปีที่ 9 ส�ำรวจการปรับตัว ของผู้บริโภคในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 พบว่า ร้อยละ 69 ของผู้ใหญ่ทั่ว โลกรู้สึกหนักใจกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ทั่วโลก ในขณะที่อีกร้อยละ 47 เผยว่า วิกฤติการณ์ครั้งนี้ “ง่ายกว่าที่คิด” ผลส�ำรวจจาก 14 ประเทศโลก แสดงให้เห็นว่า ผู้คนทั่วโลกเรียนรู้ที่จะรับมือกับ ความท้าทายและสามารถปรับตัวได้ โดยการเปลี่ยนแปลงสู่วิถีใหม่เกิดขึ้นทั้งในระดับ ปัจเจกบุคคล ครอบครัว ที่ท�ำงาน และสังคม ไปจนถึงพฤติกรรมการจับจ่ายใช้สอย ฟอร์ดจับตามองเทรนด์ของโลกทุกๆ ปี เพื่อท�ำความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของผู้ บริโภค และเรียนรู้เพื่อพัฒนาธุรกิจให้ตอบโจทย์พฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปจากอดีต และพร้อมปรับตัวสู่อนาคต ปฏิเสธไม่ได้ว่าปี 2020 เป็นปีแห่งความท้าทายที่ไม่เคยมีใครคาดคิดมาก่อน โควิด-19 ได้ส่งผลกระทบต่อการด�ำเนินชีวิตของผู้บริโภคในทุกๆ ด้าน ทั้งเศรษฐกิจ การเมือง และผลกระทบต่ออารมณ์ความรู้สึก การแพร่ระบาดของโรคอันตรายครั้งนี้เป็นบท ทดสอบส�ำหรับทุกคน ทั้งในแง่ปัจเจกบุคคล ครอบครัว ภาคสาธารณสุข และสังคมโดย รวม แต่รายงานแนวโน้มพฤติกรรมผู้บริโภคประจ�ำปี 2563 หรือ Looking Further with Ford Trends ประจ�ำปีที่ 9 ก็พบว่า ผู้คนทั่วโลกมีความยืดหยุ่น พร้อมปรับตัว และเรียนรู้ที่จะรับมือกับความท้าทายได้ดีเช่นกัน “เราก�ำลังก้าวเข้าสู่ปี 2021 และหวังว่าโควิด-19 จะกลายเป็นเพียงเหตุการณ์ในอดีต แน่นอนว่า พฤติกรรมของผู้บริโภคมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากจากการแพร่ระบาด โรคที่เกิดขึ้น ฟอร์ดและบริษัทชั้นน�ำหลายแห่งต่างอยากรู้ว่า การเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ จะส่งผลระยะยาวอย่างไรบ้างต่อพฤติกรรมของผู้บริโภค แม้เราไม่อาจคาดเดาอนาคต ได้ แต่ก็ใช่ว่าเราจะเตรียมความพร้อมไม่ได้” เชอริล คอนเนลลี ผู้จัดการด้านการวิจัย แนวทางผู้บริโภคและนักอนาคตศาสตร์ ฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี กล่าว จากผลส�ำรวจใน 14 ประเทศทั่วโลก พบว่า ร้อยละ 69 ของกลุ่มตัวอย่างรู้สึกหนักใจ กับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทั่วโลก เมื่อถูกถามว่า พวกเขาปรับตัวให้เข้ากับการ เปลี่ยนแปลงที่เกิดจากสถานการณ์โควิด-19 ได้ดีมากน้อยเพียงใด ร้อยละ 53 กล่าวว่า “ยากกว่าที่คิด” ขณะที่ร้อยละ 47 เห็นว่า “ง่ายกว่าที่คิด” โดยคนรุ่นใหม่รู้สึกถึงความ ท้าทายมากกว่า ซึ่งร้อยละ 63 ของกลุ่ม Gen Z รู้สึกว่าการปรับตัวยากกว่าที่คิด เมื่อ เทียบกับคนยุคเบบี้บูมเมอร์มีความเห็นไปในทางเดียวกันเพียงร้อยละ 42 รายงานเทรนด์ปี 2021 ของฟอร์ด วิเคราะห์รูปแบบที่เปลี่ยนแปลงไปของพฤติกรรม และความคิดของผู้บริโภครอบโลกเพื่อช่วยให้ผู้มีอ�ำนาจตัดสินใจเข้าใจได้ว่า การ เปลี่ยนแปลงเหล่านี้อาจส่งผลกระทบต่อโลกในปี 2021 และปีต่อๆ ไป อย่างไร โดย รายละเอียดอื่นๆ จากรายงานดังกล่าว มีดังต่อไปนี้ ความกดดันรอบด้าน: ผู้คนทั่วโลกต่างรู้สึกหวั่นใจ ทั้งความกลัวที่จะติดโรคโควิด-19 และความกังวลว่าโรคร้ายอาจจะส่งผลกระทบต่อชุมชน การจ้างงาน การศึกษา และ อื่นๆ โดยร้อยละ 63 ของผู้ใหญ่ทั่วโลกกล่าวว่า รู้สึกเครียดมากขึ้นกว่าปีก่อน และ 4 ใน 5 ของคนกลุ่มนี้เห็นว่า ควรดูแลสุขภาพจิตของตนให้มากขึ้น เมื่อมีความตื่นตัวว่า โรคระบาดนั้นอาจกระทบต่อจิตใจ ผู้คนจึงมองหาวิธีสร้างสรรค์ที่จะช่วยเยียวยาและ เติมแรงใจให้ตนเองกันมากขึ้น

พื้นที่ส่วนตัว: “วันนี้วันอะไร” กลายเป็นค�ำถามติดปากไปแล้วเมื่อบรรยากาศการใช้ ชีวิตในวันท�ำงาน และวันหยุดแทบไม่ต่างกัน ผู้บริโภคก�ำลังหาทางออกจากวงจรชีวิต เดิมๆ ของการเก็บตัวให้พ้นจากโรคติดต่อ และความจ�ำเจของการอยู่บ้าน หลายคน เลือกที่จะเปลี่ยนบรรยากาศโดยใช้ยานพาหนะเป็นทางออก ผู้ใหญ่กว่า 1 ใน 4 ทั่วโลก ที่เป็นเจ้าของรถกล่าวว่า รถคือพื้นที่ในการพักผ่อน และเกือบ 1 ใน 5 เลือกใช้รถยนต์ เมื่อต้องการพื้นที่ส่วนตัว และร้อยละ 17 ใช้รถเป็นพื้นที่ในการท�ำงาน เหงาเมื่อต้องห่างกัน: โรคโควิด-19 ท�ำให้เห็นได้ชัดว่าผู้บริโภคยังต้องการรวมกลุ่มกับ ผู้อื่น และคิดถึงความใกล้ชิดระหว่างกัน โควิด-19 ท�ำให้ความเหงาแทรกซึมอยู่ทุกมุม ทั่วโลก โดยครึ่งหนึ่งของผู้คนทั่วโลกรู้สึกเหงาบ่อยๆ ขณะที่กลุ่มคนรุ่นใหม่เหงากว่าคน กลุ่มอื่น กล่าวคือ กลุ่ม Gen Z ที่รู้สึกเหงาทุกวัน มีจ�ำนวนมากถึงร้อยละ 64 หรือคิด เป็น 2 เท่าของกลุ่มเบบี้บูมเมอร์ ที่ร้อยละ 34 ตอบว่าตนเหงาอยู่เสมอ ด้วยเหตุนี้ เรา จึงเห็นหลายคนเริ่มคิดถึงการย้ายที่อยู่ไปให้ใกล้กับครอบครัวมากขึ้น หรือการพยายาม สานสัมพันธ์กับผู้คนอื่นผ่านช่องทางใหม่ๆ มากขึ้น ทั้งออนไลน์ และออฟไลน์ ใส่ใจช่องว่างทางสังคม: ความเหลื่อมล�้ำและความไม่เท่าเทียมกันยังคงแผ่ขยายวงกว้าง ทั่วโลก โดยเฉพาะในช่วงการแพร่ระบาดโควิด-19 ที่ส่งผลต่อกระทบมากที่สุดต่อชุมชน ผู้มีรายได้น้อย ชนกลุ่มน้อย และกลุ่มผู้หญิง เมื่อผู้คนรับทราบถึงความไม่เท่าเทียมกัน มากขึ้น แบรนด์ต่างๆ จึงเข้ามาท�ำหน้าที่เป็นทั้งนักเคลื่อนไหวและผู้ประกอบการ โดย ผู้ใหญ่ทั่วโลกกว่าร้อยละ 76 คาดหวังให้แบรนด์มีจุดยืนต่อปัญหาทางสังคม และร้อย ละ 75 มองว่าในปัจจุบันแบรนด์ต่างๆ ก�ำลังท�ำในสิ่งที่ถูกต้อง ช็อปวิถีใหม่: วิธีการซื้อและสิ่งที่ซื้อได้เปลี่ยนไปในช่วงการแพร่ระบาดครั้งนี้ บริษัท เล็กใหญ่ต่างต้องปรับตัวอย่างรวดเร็ว และผู้บริโภคก็ต้องปรับตัวและโอบรับชีวิตวิถี ใหม่ โดยผู้ใหญ่ทั่วโลกกว่าร้อยละ 75 ชื่นชอบการที่บริษัทต่างๆ ได้พัฒนาและปรับ เปลี่ยนประสบการณ์การช็อปปิ้งตั้งแต่เริ่มมีการระบาดของโรค ในขณะที่ร้อยละ 41 ไม่ ต้องการกลับไปช็อปปิ้งในแบบเดิมอีกแล้ว จุดเปลี่ยนเรื่องการเดินทาง: การแพร่ระบาดของโรคอาจท�ำให้ใครหลายคนรู้สึกติดอยู่ กับที่ แต่ก็ไม่สามารถท�ำให้หลายคนหยุดนิ่งได้ ยานพาหนะส่วนบุคคลเพ่มขึ้นนวนขึ้ นอย่างรวดเร็ว จักรยานมียอดขายสูงขึ้น ขณะที่เมืองต่างๆ ก็เริ่มอุทิศพื้นที่บนถนนให้ เป็นช่องเดินทางของจักรยานมากขึ้น ขณะที่ยอดขายรถยนต์ทะยานขึ้นเช่นกันจาก การที่ผู้คนรู้สึกว่า พวกเขาปลอดภัยจากการควบคุมสภาพแวดล้อมภายในรถส่วนตัว ได้ นอกจากนี้ เมืองต่างๆ ยังมีการวางแผนเมืองอัจฉริยะเพิ่มมากขึ้นเพื่อตอบโจทย์ยาน ยนต์ไร้คนขับ โดยร้อยละ 67 ของผู้ใหญ่ทั่วโลกเชื่อมั่นในอนาคตของยานยนต์ไร้คน ขับ ในขณะที่ร้อยละ 68 ของพ่อแม่รู้สึกว่า ถ้าลูกของตนเองนั่งอยู่บนรถที่ขับเคลื่อน อัตโนมัติจะปลอดภัยว่าการนั่งรถไปกับคนแปลกหน้า ยึดมั่นในความยั่งยืน: การล็อกดาวน์ทั่วโลกในช่วงแรกของการแพร่ระบาดของโควิด19 ส่งผลให้สภาพอากาศดีขึ้นอย่างรวดเร็ว จนคิดว่าไปโรคนี้อาจมีผลดีต่อสิ่งแวดล้อม อยู่บ้าง แต่เพียงไม่นานเราก็ได้เห็นผู้คนทั่วโลกหันมาใช้พลาสติกและวัสดุใช้แล้วทิ้ง เป็นจ�ำนวนมากในการป้องกันตนเองจากโรคร้าย ท�ำให้เห็นได้ชัดเจนว่าการดูแลสิ่ง แวดล้อมและความยั่งยืนยังคงเป็นเรื่องท้าทาย โดยร้อยละ 46 ของประชากร Gen Z ให้ความเห็นว่าโรคระบาดท�ำให้เกิดขยะมากขึ้น ขณะที่ร้อยละ 47 กล่าวว่าโรคระบาด ในครั้งนี้จะส่งผลกระทบเชิงลบต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

MAGKETING l 35


MOVEMENT

MAGKETING l 36


MOVEMENT

MAGKETING l 37


MOVEMENT

MAGKETING l 38


MOVEMENT

MAGKETING l 39


+ +

หากคุณต้องการไอเดีย+จุดประกายความคิดทางธุรกิจ พร้อมกับศึกษาข้อมูลสภาวะการแข่งขันอย่างรอบด้าน

“แมกเก็ตติ้ง

(MAGKETING)”

แมกเก็ตติ้ง (MAGKETING) นิตยสารออนไลน์ด้านการตลาด (E-Magazine) รายเดือน ประเภท Free view ซึ่งน�ำเสนอข่าว ความเคลื่อนไหว ข่าวเชิงวิเคราะห์ รวมถึงข้อมูล ในรูปแบบ Database ในแวดวงธุรกิจการตลาด สามารถเลือกช่องทางการอ่านได้หลากหลาย

พร้อมเสิร์ฟฟรี ทุกที่ ทุกเวลา อ่านได้ทันทีที่


Turn static files into dynamic content formats.

Create a flipbook
Magketing vol57 by MAGKETING - Issuu