Skip to main content

ชีวิตติดปัญญา

Page 1

ชีวติ ติดปัญญา (Wisdom of Living)

จัดพิมพ์และเผยแพร่โดย ธรรมสถาน สำนักบริหารศิลปวัฒนธรรม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย


"ชีวติ ติดปัญญา (Wisdom of Living)” เรียบเรียง : เภสัชกรสุรพล ไกรสราวุฒิ พิมพ์ครัง้ ที่ 1 : พฤศจิกายน พ.ศ. 2557 ธรรมสถานจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จำนวน 4,000 เล่ม

หลวงพ่อปฏิจจะ สัมมัตตะ10 (พระวินยั สิรธิ โร) จำนวน ข้อมูลทางบรรณานุกรมของสำนักหอสมุดแห่งชาติ สุรพล ไกรสราวุฒ.ิ ส ชีวติ ติดปัญญา (Wisdom of Living).— กรุงเทพฯ : ธรรมสถานจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2557. 1. พุทธศาสนากับชีวติ ประจำวัน. I. ชือ่ เรือ่ ง. 64 หน้า. รุ 294.3144 วุฒ.ิ ชีวิ

ISBN : 978-616-551-856-7 บรรณาธิการอำนวยการ : ศาสตราจารย์กติ ติคณ ุ ดร.ระวี ภาวิไล, รองศาสตราจารย์ ดร.สันติ ฉันทวิลาสวงศ์, นายกรรชิต จิตระทาน บรรณาธิการ : เภสัชกรสุรพล ไกรสราวุฒิ ออกแบบปก : นายพงศ์ศกั ดิ์ สุวรรณมณี พิสจู น์อกั ษร : นางปาลิดา จิรภาธงชัย ประสานงาน : นายมาโนช กลิน่ ทรัพย,์ นางสาวปทุมรัตน์ กิจจานนท์, นางนิตพิ ร ใบเตย พิมพ์ท่ี : โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 254 ถนนพญาไท เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330 โทร.0-2215-1991-2 ลิขสิทธิ์ : ธรรมสถานจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โทร. 0-2218-3018 Website : http://www.dharma-centre.chula.ac.th Email : dharma-centre@chula.ac.th


คำนำ โดย ศาสตราจารย์กติ ติคณ ุ ดร.ระวี ภาวิไล ศาสนเมธีแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย **********************************************


คำนิยม โดย รองศาสตราจารย์ ดร.สันติ ฉันทวิลาสวงศ์ ผูช้ ว่ ยอธิการบดี (กำกับงานด้านศิลปวัฒนธรรม) ****************************************************


คำนิยม โดย ผูช้ ว่ ยศาสตราจารย์ ดร.วีระพันธ์ รังสีวจิ ติ รประภา รักษาการแทนผูอ้ ำนวยการศูนย์การศึกษาทัว่ ไป **************************************************** หนังสือ “ชีวติ ติดปัญญา” เล่มนีเ้ กิดจากความตัง้ ใจของ เภสัชกร สุรพล ไกรสราวุฒิ ทีจ่ ะถ่ายทอดหลักธรรมทางพุทธศาสนาให้กบั นิสติ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผ่านวิชา ชีวติ ติดปัญญา เพือ่ การพัฒนาตนเอง ให้ไปสูค่ วามเป็นมนุษย์ทส่ี มบูรณ์ ตามเจตนารมณ์ของการจัดการศึกษา สำหรับหลักสูตรอุดมศึกษาในระดับประเทศ ซึง่ ขอชืน่ ชมและขอบคุณ ในความกรุณา ทีร่ ว่ มด้วยช่วยกันกับทางศูนย์การศึกษาทัว่ ไป จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หนังสือเล่มนี้ ผูเ้ ขียนได้ทำการรวบรวมหลักธรรมสำคัญในทาง พุทธศาสนาทีใ่ ช้ได้ในชีวติ ประจำวันสำหรับนิสติ และบุคคลสนใจทัว่ ไป โดยการเขียนเรือ่ งราว อธิบายอย่างเป็นขัน้ เป็นตอน มีเหตุและผล รูเ้ ท่าทัน ความรูส้ กึ และความต้องการตัวเอง ซึง่ เมือ่ รูจ้ กั ตนแล้ว ด้วยการฟังเรือ่ ง เล่า อ่านเรือ่ งเขียน แล้วใช้สติในการกรองอย่างมีเหตุและผล เพือ่ ทำให้ เกิดปัญญา เป็นแสงสว่างทางความคิด จากนัน้ ก็แสวงหาเครือ่ งมือหรือ วิธกี ารทีเ่ หมาะสม นำมาพัฒนาศักยภาพของตนเองให้ดี ให้เก่ง ยิง่ ขึน้ ต่อไป ก็จะสามารถเป็นทีพ่ ง่ึ ของผูอ้ น่ื รอบๆ ตัวได้ในอนาคต เกิดความ เป็นมนุษย์ทส่ี มบูรณ์ ท้ายทีส่ ดุ นีห้ วังว่าผูท้ ไ่ี ด้ศกึ ษาหนังสือเล่มนีอ้ ย่างถ่องแท้ พิจารณา อย่างมีเหตุมผี ลด้วยสติ ตามทีต่ นเองมีประสบการณ์ในชีวติ ทัง้ ดีและร้าย เพือ่ ทำให้เกิดแสงสว่างทางปัญญา เห็นช่องทางของการเดินทางไปใน อนาคต เพือ่ จะได้พบกับความสุข ความเจริญ เป็นทีพ่ ง่ึ ของคนรอบข้าง ได้ตอ่ ไป


สารบัญ คำนำ โดย ศาสตราจารย์กติ ติคณ ุ ดร.ระวี ภาวิไล ศาสนเมธีแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คำนิยม โดย รองศาสตราจารย์ ดร.สันติ ฉันทวิลาสวงศ์ ผูช้ ว่ ยอธิการบดี (กำกับงานด้านศิลปวัฒนธรรม) คำนิยม โดย ผูช้ ว่ ยศาสตราจารย์ ดร.วีระพันธ์ รังสีวจิ ติ รประภา รักษาการแทนผูอ้ ำนวยการศูนย์การศึกษาทัว่ ไป z ความเป็นมาของ ชีวติ ติดปัญญา z ทำไมชีวติ ของมนุษย์จงึ ต้องติดปัญญา z ปัญญาคืออะไร z สาระสำคัญของชีวติ ทีต่ อ้ งติดปัญญา ¾ ชีวติ คืออะไร ต้องการอะไร เพือ่ อะไร เกิดมาทำไม ¾ ขัน้ ตอนของชีวติ 4 ช่วง ¾ หลีกห่างอบายมุข : ทางแห่งความเสือ่ ม ¾ ธรรมสำหรับการครองชีวติ ฆราวาสและครอบครัว ¾ การรูจ้ กั ปฏิบตั ถิ กู ต้องในความสัมพันธ์ระหว่าง บุคคลในสังคม ¾ ธรรมสำหรับการเลือกคูค่ รอง ¾ ธรรมสำหรับการดำเนินชีวติ ในทุกกรณี ¾ รูจ้ กั ความสุขในมิตติ า่ ง ๆ ¾ วิถชี วี ติ ทีท่ ำให้เป็นผูม้ อี ายุยนื ¾ ธรรมสำหรับการเผชิญความแก่-เจ็บ-ตาย ¾ หลักการพัฒนามนุษย์สมบูรณ์แบบ z บทสรุป z ดรรชนีคน้ คำ z รายชือ่ หนังสือทีไ่ ด้จดั พิมพ์มาแล้วของผูเ้ รียบเรียง z ท้ายเล่ม โดย นายกรรชิต จิตระทาน ผูอ้ ำนวยการสำนักบริหารศิลปวัฒนธรรม

หน้า

2 4 6 8 9 15 19 20 24 28 29 34 41 42 44 55 56 57 58


“ชีวิตติดปัญญา” (Wisdom of Living) *************************

ชีวติ ติดปัญญา ที่เป็นชือ่ ของหนังสือนี้ มาจากชือ่ หลัก-

สูตรวิชา ชีวิตติดปัญญา หรือ Wisdom of Living ซึ่งธรรมสถานจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้เสนอขออนุมตั เิ ปิดสอนเป็นรายวิชาศึกษาทัว่ ไป ในกลุม่ สหศาสตร์ ผ่านศูนย์การศึกษาทัว่ ไป จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สำหรับนิสิตระดับปริญญาตรีทุกสาขา โดยได้เริ่มเปิดสอนครั้งแรก ในภาคการศึกษาปลาย ปีการศึกษา 2556 เนื่องจากได้พิจารณาเห็นว่าเนื้อหาสาระของหลักสูตรวิชา ดังกล่าว น่าสนใจ มีประโยชน์ และสามารถนำไปใช้ได้ในชีวติ ประจำวัน เพื่อช่วยทำให้ทุกขั้นตอนของชีวิตดำเนินไปด้วยดี ด้วยความราบรื่น และมีความสุข จึงเห็นควรรวบรวมเนื้อหาสาระทั้งหมดของการเรียน การสอนหลักสูตรวิชานี้ แล้วนำมาเรียบเรียงให้เป็นหนังสือเล่มเล็ก ๆ เล่มหนึง่ ซึง่ นอกจากจะนำไปใช้ประโยชน์เป็นหนังสือคูม่ อื ประกอบการ เรียนการสอนแก่นสิ ติ ทีล่ งทะเบียนเรียนหลักสูตรวิชานีใ้ นรุน่ ต่อ ๆ ไปแล้ว ยังสามารถแจกเผยแพร่เป็นประโยชน์แก่สาธารณชนในวงกว้างได้อกี โสตหนึง่ ด้วย 1


ความเป็นมาของ ชีวติ ติดปัญญา ธรรมสถานจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้รเิ ริม่ บุกเบิกงานด้าน การเรียนการสอนสำหรับนิสติ เป็นครัง้ แรก ในภาคการศึกษาปลายของ ปีการศึกษา 2554 โดยได้เปิดสอนหลักสูตรวิชา พุทธบัณฑิตจุฬาฯ สง่างาม (CU Smart Buddhist Graduates) ซึง่ เป็นรายวิชาศึกษาทัว่ ไป กลุม่ มนุษยศาสตร์ สำหรับนิสติ ระดับปริญญาตรีทกุ สาขา ผ่านศูนย์การ ศึกษาทั่วไป จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หลักสูตรวิชาที่เปิดสอนนี้ มีวตั ถุประสงค์เพือ่ เสริมสร้างความเข้มแข็ง ความมัน่ ใจ และความภาคภูมใิ จในความเป็นพุทธบริษทั แก่นสิ ติ จุฬาฯ ผูน้ บั ถือพระพุทธศาสนา ให้เป็นผูม้ คี วามรูค้ วามเข้าใจ ทัง้ ในส่วนทีเ่ ป็นหลักธรรมและหลักปฏิบตั ิ อย่างเพียงพอ ตลอดจนสามารถประกอบพิธกี รรมต่าง ๆ ในทางศาสนาได้ อย่างถูกต้อง ซึง่ จะเป็นพืน้ ฐานในการดำเนินชีวติ ทีถ่ กู ต้อง ดีงาม และ เป็นแบบอย่างในการดำรงตนตามวิถีแห่งชาวพุทธที่ดีต่อไป โดยได้ กำหนดเนือ้ หาสาระการสอนไว้เป็น 5 ด้าน ด้วยกัน คือ 1. ด้านวิชาการ มีวชิ าย่อย ดังนี้ - หลักธรรมพืน้ ฐานทีช่ าวพุทธพึงรู้ - รูจ้ กั คัมภีรส์ ำคัญในพระพุทธศาสนา - พุทธประวัตวิ เิ คราะห์ และประวัตพิ ระพุทธศาสนา - เข้าถึงธรรมเชิงวิทยาศาสตร์ - ธรรมะเพือ่ ความเป็นบัณฑิตของแผ่นดิน - ประมวลภาพแนวคำสอนสำนักใหญ่ ๆ ในประเทศไทย 2. ภาคปฏิบตั ิ - เจริญสมาธิ (สมถภาวนา, กรรมฐาน 40, เดินจงกรม) 2


- เจริญปัญญา (วิปสั สนาภาวนา, สติปฏั ฐาน 4) 3. ภาคพิธกี รรม - การกราบแบบต่าง ๆ - การจัดโต๊ะหมูบ่ ชู า และอาสนะพระ - การอาราธนาต่าง ๆ เช่น อาราธนาศีล, ธรรม, พระปริตร - การกล่าวคำถวายต่าง ๆ เช่น สังฆทาน, ผ้าป่า - การทำวัตรเช้า-วัตรเย็น บทแผ่เมตตา และบทกรวดน้ำ - ความหมายต่าง ๆ ของงานพิธศี พ เช่น การรดน้ำศพ, การสวดพระอภิธรรม 4. ภาคอภิปรายธรรม : - แบ่งกลุม่ นิสติ ให้อภิปรายหัวข้อธรรมตามทีส่ นใจ 5. ภาคทัศนศึกษา - จัดพานิสติ เข้าวัด เพือ่ ฝึกการปฏิบตั ศิ าสนกิจต่าง ๆ ที่ เป็นเหตุการณ์จริง และในสถานทีจ่ ริง สำหรับหลักสูตรวิชาที่ 2 คือ วิชาชีวติ ติดปัญญา มีแนวคิด ในการสร้างทีแ่ ตกต่างออกไป กล่าวคือ ไม่ได้นำเอาเรือ่ งของศาสนา เป็นตัวตัง้ แล้วเสริมสร้างนิสติ ให้เป็นศาสนิกชนทีด่ ตี ามหลักของพระ ศาสนา ดังเช่นในหลักสูตรวิชาพุทธบัณฑิตจุฬาฯ สง่างาม แต่เอาเรือ่ ง ของชีวติ เป็นตัวตัง้ แล้วเสนอให้พจิ ารณาว่าชีวติ ของบุคคลหนึง่ ตัง้ แต่ แรกเกิดจนถึงบัน้ ปลาย จะต้องพบหรือเผชิญกับเรือ่ งอะไรบ้าง เพือ่ จะ ได้เห็นภาพของชีวิตตลอดสาย และทำให้รู้จัก ฝึกฝน อบรม และ ตระเตรียมความพร้อมในด้านต่าง ๆ เป็นการล่วงหน้า ซึง่ จะทำให้การ ดำเนินชีวติ ของบุคคลในทุกขัน้ ตอนเป็นไปด้วยดี และประสบความสุข ความสำเร็จอย่างสูง 3


สำหรับเนือ้ หาสาระของหลักสูตรวิชาชีวติ ติดปัญญา ได้จำแนก เป็นวิชาย่อย ดังนี้ • ชีวติ คืออะไร ต้องการอะไร เพือ่ อะไร เกิดมาทำไม • ขัน้ ตอนของชีวติ 4 ช่วง • หลีกห่างอบายมุข : ทางแห่งความเสือ่ ม • การรูจ้ กั ปฏิบตั ถิ กู ต้องในความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในสังคม • ธรรมสำหรับการครองชีวติ ฆราวาสและครอบครัว • ธรรมสำหรับการเลือกคูค่ รอง • ธรรมสำหรับการดำเนินชีวติ ในทุกกรณี • รูจ้ กั ความสุขในมิตติ า่ ง ๆ • วิถชี วี ติ ทีท่ ำให้เป็นผูม้ อี ายุยนื • ธรรมสำหรับการเผชิญความแก่-เจ็บ-ตาย • หลักการพัฒนามนุษย์สมบูรณ์แบบ จะได้อธิบายขยายความโดยละเอียดต่อไป ทำไมชีวติ ของมนุษย์จงึ ต้องติดปัญญา เพราะว่า : ธรรมชาติมกี ฎธรรมชาติควบคุมความเป็นไป ของสิง่ ต่าง ๆ กล่าวคือ ทุกสิง่ ในธรรมชาติ ไม่วา่ จะเป็นสิง่ มีชวี ติ หรือไม่มชี วี ติ ทัง้ หมดล้วนมีการดำรงอยูแ่ ละเปลีย่ นแปลงไปตาม “กฎของธรรมชาติ” หรือเรียกให้ชัดยิ่งขึ้นว่า“กฎแห่งเหตุและผล” หรืออย่างที่ภาษาทาง ศาสนาใช้คำว่า “เปลีย่ นแปลงไปตามเหตุปจั จัย” ดังนัน้ การจะกระทำหรือดำเนินการในเรือ่ งใดๆ ทีเ่ กีย่ ว 4


ข้องกับธรรมชาติ จึงถูกบังคับให้ต้องแสวงหา “ปัญญา” หรือ “ความรู”้ ทีเ่ ป็น “กฎธรรมชาติ” หรือ “เหตุปจั จัย” ทีเ่ กีย่ วข้องกับ เรือ่ งนัน้ ๆ เสียก่อน แล้วจึงค่อยกระทำหรือดำเนินการไปตามกฎ ธรรมชาติทค่ี วบคุมอยู่ ก็จะทำให้ได้รบั ผลสำเร็จด้วยดี บุคคลไม่สามารถที่จะกระทำอะไรตามอำเภอใจหรือตาม ความอยากของตน ซึง่ หากกระทำเช่นทีว่ า่ นี้ นอกจากจะไม่สามารถทำให้ เกิดผลสำเร็จแล้ว ยังอาจจะทำให้เกิดปัญหามากมายติดตามมาได้ การดำเนินชีวิตที่ถูกต้อง ที่จะให้ผลเป็นความสงบสุข สันติ และยัง่ ยืน ทัง้ ต่อบุคคลและสังคม ตลอดจนต่อโลกทัง้ มวล จึงต้องอาศัย “ปัญญา” เป็นเครือ่ งนำทาง นอกจากนัน้ ยังเป็นเพราะธรรมชาติชวี ติ ของมนุษย์มสี ง่ิ ทีเ่ รียกว่า ภาวิตญาณ คือความรูท้ เ่ี กิดขึน้ จากการฝึกฝนอบรม ซึง่ เป็นศักยภาพที่ ทำให้มนุษย์สามารถเรียนรู้และฝึกฝนตนเองได้อย่างไม่มีขีดจำกัด ส่วนธรรมชาติชวี ติ ของสัตว์อน่ื ๆ มีเพียง สัญชาตญาณ ซึง่ เป็นความรู้ ที่มีมาเองหรือเกิดขึ้นเองมาแต่กำเนิดโดยไม่ต้องมีใครสอน เพื่อที่จะ ควบคุมความเป็นไปและทำให้สตั ว์ทง้ั หลายสามารถรักษาตัวรอดและ ดำรงชีวติ อยูไ่ ด้ การดำเนินชีวติ ของสัตว์อน่ื ๆ จึงไม่มคี วามจำเป็นต้อง ฝึกฝนอบรมด้านปัญญาแต่ประการใด มนุษย์ได้พฒ ั นาและสะสมภาวิตญาณในด้านต่าง ๆ มาโดย ตลอด จึงทำให้วถิ กี ารดำรงชีวติ แปลกแยกออกไปจากวิถธี รรมดาของ ธรรมชาติเป็นอย่างมาก จนทำให้การดำรงอยู่ในสังคมของมนุษย์ มีความซับซ้อนยิง่ ขึน้ ๆ ตามลำดับ หากไม่ได้มกี ารเรียนรูแ้ ละฝึกอบรม ให้มปี ญ ั ญาหรือความรูค้ วามเข้าใจในชีวติ ตลอดจนความสามารถใน 5


การใช้ชวี ติ ให้มากเพียงพอในระดับหนึง่ ก็ทำให้ไม่สามารถพึง่ ตนเอง หรือดำรงตนอยูใ่ นสังคมอย่างมีความสุข และประสบความสำเร็จอย่าง ยัง่ ยืนได้ ชีวติ ของมนุษย์จงึ ต้องมีการฝึกฝนอบรมด้านปัญญา และอาศัย ปัญญาเป็นเครือ่ งนำในการดำเนินชีวติ หนังสือนีจ้ งึ ให้ชอ่ื เรียกสัน้ ๆ ว่า “ชีวติ ติดปัญญา” และจะได้กล่าวโดยละเอียดต่อไป ปัญญา คืออะไร ? พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ ของท่านเจ้าคุณ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป. อ. ปยุตโฺ ต) ได้ให้ความหมายไว้วา่ “ปัญญา” คือ “ความรูท้ ว่ั ปรีชาหยัง่ รูเ้ หตุผล ความรูเ้ ข้าใจ ชัดเจน ความรูเ้ ข้าใจหยัง่ แยกได้ในเหตุผล ดีชว่ั คุณโทษ ประโยชน์มิ ใ ช่ ป ระโยชน์ เป็นต้น และรู ้ ท ี ่ จ ะจั ด แจง จั ด สรร จั ด การ ความรอบรูใ้ นกองสังขาร มองเห็นตามความเป็นจริง” ซึง่ สามารถสรุปความได้วา่ ปัญญาทีจ่ ะนับว่าเป็นความรูอ้ ย่าง ทัว่ ถึงแท้จริงในพุทธศาสนา อย่างน้อยมี 4 นัยสำคัญที่ต้องรู้จัก คือ (1) ปัญญาทีเ่ ป็นองค์ความรู้ในเรือ่ งของเหตุและผลของ สิง่ นัน้ ๆ ซึ่งในที่นห้ี มายถึง รูถ้ งึ โครงสร้าง รูถ้ งึ องค์ประกอบ รูท้ ม่ี า ทีไ่ ป รูเ้ หตุปจั จัยทีเ่ กีย่ วข้อง เป็นต้น (2) ปั ญ ญาที่รู้ถึงคุณค่าและความหมายของสิ่งนั้น ๆ ทั้งในส่วนทีเ่ ป็นคุณ-โทษ ประโยชน์-มิใช่ประโยชน์ ที่มีต่อชีวิตและ สิง่ แวดล้อม (3) ปัญญาทีร่ จู้ กั เข้าไปทำหน้าที่ จัดแจง จัดสรร จัดการ หรือเข้าไปทำหน้าทีแ่ ละเกีย่ วข้องกับสิง่ นัน้ ๆ ได้อย่างถูกต้อง 6


(4) ปัญญาทีร่ เู้ ท่าทันความเป็นจริงในกองสังขาร ซึง่ ในทีน่ ้ี หมายถึง รูเ้ ท่าทันในความเป็นไตรลักษณ์ (= อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา= ความเปลีย่ นแปลง ความทนอยูใ่ นสภาพเดิมไม่ได้ ความไม่ใช่ตวั ตน) ของสิง่ ต่าง ๆ ทีเ่ ป็นของปรุงแต่ง ซึง่ จะมีผลทำให้จติ มีความเป็นอิสระ ไม่มคี วามบีบคัน้ และไม่เกิดความประมาท ไม่ยดึ มัน่ ถือมัน่ แม้ในความรูท้ ม่ี ี นัน้ และพร้อมทีจ่ ะปรับปรุงความรูต้ า่ งๆ ให้ดขี น้ึ ก้าวหน้าขึน้ ตลอดเวลา ยกตัวอย่าง เช่น การจะมีปัญญารอบรู้อย่างทั่วถึงใน เรือ่ งของ “ยา” ชนิดหนึง่ ประการแรก จะต้องรู้จกั เรือ่ งของ “ตัวยา” และ “กลไกการ ออกฤทธิ”์ ของตัวยานัน้ ๆ ซึ่งในทางการแพทย์แผนปัจจุบนั สามารถ ลงลึกถึงการรูจ้ กั “โครงสร้างทางเคมี” ตลอดจน “ปฏิกิริยาทางเคมี” ในระดับโมเลกุล เมือ่ เข้าสูร่ ะบบต่างๆ ของร่างกาย รวมไปถึงการรูใ้ น เรือ่ งปฏิกริ ยิ าต่อกันของยาต่างๆ เมือ่ ใช้รว่ มกัน เป็นต้น ประการที่ 2 รูถ้ งึ “สรรพคุณ” ทัง้ ในส่วนทีเ่ ป็นคุณต่อการรักษา และส่วนทีอ่ าจเกิดเป็นผลข้างเคียง หรือเป็นพิษต่อระบบของอวัยวะ ต่าง ๆ ประการที่ 3 รู ้ ถ ึ ง วิธีการสกัดหรือสังเคราะห์ ให้ได้มาซึ่ง ตัวยานัน้ ๆ ตลอดจนวิธกี ารปรุงให้อยูใ่ นรูปแบบทีจ่ ะนำไปใช้เพือ่ ให้ เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผล เช่น ใช้ทา ใช้กนิ หรือใช้ฉดี เป็นต้น นอกจากนั้น รู้ถึงขนาดของการใช้ยา รูถ้ งึ จังหวะเวลาในการใช้ เช่น รับประทานเฉพาะในตอนเช้า , รับประทานก่อนหรือหลังอาหาร เป็นต้น ประการสุดท้าย คือ มีปญ ั ญารูเ้ ท่าทัน ไม่ประมาทและยึดมัน่ 7


ต่อความรู้ต่าง ๆ ที่มีอยู่นั้น ว่าเป็นความรู้ที่ถูกต้องและสมบูรณ์แล้ว แต่ยงั จะคอยสังเกตและหมัน่ ปรับปรุงความรูต้ า่ ง ๆ ให้ถกู ต้องและสมบูรณ์ ยิง่ ขึน้ ๆ ตลอดเวลา และด้วยท่าทีแห่งการมีปญ ั ญาเช่นทีว่ า่ นี้ นอกจาก จะช่วยให้มีพัฒนาการของตัวปัญญาเองอยู่ตลอดเวลาแล้ว ยังมีผล ทำให้จติ ของบุคคลมีความเป็นอิสระ ไม่มคี วามบีบคัน้ ใด ๆ ในทุกเรือ่ ง ทีเ่ ข้าไปเกีย่ วข้อง สาระสำคัญของชีวติ ทีต่ อ้ งติดปัญญา ต่อจากนีไ้ ปจะได้ประมวลเรือ่ งราวต่าง ๆ ของชีวติ ตัง้ แต่เกิด จนถึงบัน้ ปลาย ว่ามีประเด็นสำคัญอะไรบ้างทีบ่ คุ คลหนึง่ ๆ จะต้องพบ หรือเผชิญ ตลอดจนนำเสนอปัญญาและวิธกี ารทีจ่ ะเข้าไปจัดการหรือ เกี่ยวข้องกับเรื่องราวนั้น ๆ ให้ถูกต้อง โดยขอนำเสนอในบริบทตาม หลักธรรมในพระพุทธศาสนาเป็นสำคัญ เพือ่ เป็นโอกาสให้บคุ คลได้ทำ ความเข้าใจหรือเห็นภาพของการดำเนินชีวติ ตลอดสายเป็นการล่วงหน้า ทัง้ นีเ้ ป็นเสมือนกับการสร้างแผนทีช่ วี ติ ให้กบั ตนเอง ซึง่ จะเป็นประโยชน์ ต่อการดำเนินชีวติ ของบุคคลเป็นอย่างมาก เปรียบได้กบั การเดินทาง ไกลของบุคคลทีไ่ ปในสถานทีท่ ไ่ี ม่เคยรูจ้ กั หรือไม่เคยเดินทางไปมาก่อน แต่หากมีแผนทีเ่ ส้นทางการเดินทางทีถ่ กู ต้องอยูใ่ นมือแล้ว ย่อมทำให้ การเดินทางเป็นไปด้วยความมั่นใจ มีความราบรื่น และถึงจุดหมาย ปลายทางอย่างแน่นอนและปลอดภัย เมือ่ เปรียบเทียบกับบุคคลทีไ่ ม่มี แผนที่ที่ถูกต้องอยู่ในมือแล้ว ย่อมให้ผลและความรู้สึกที่แตกต่างกัน มาก โดยจะนำเสนอไปตามลำดับหัวข้อวิชาของหลักสูตรวิชาชีวติ ติด ปัญญา ทีไ่ ด้กล่าวไว้ขา้ งต้น 8


• ชีวติ คืออะไร ต้องการอะไร เพือ่ อะไร เกิดมาทำไม หลักการทั่วไป การจะทำหน้าที่หรือเกี่ยวข้องกับอะไรก็ตาม เพื่อให้บรรลุผลดีและไม่ก่อให้เกิดโทษหรือปัญหาต่าง ๆ ติดตามมา ประการแรกทีส่ ดุ จะต้องทำความรูค้ วามเข้าใจถึงธรรมชาติตลอดจน เรือ่ งราวของสิง่ นัน้ ๆ ให้ถกู ต้องและเพียงพอเสียก่อน โดยเฉพาะกฎ ธรรมชาติทค่ี วบคุมความเป็นไปของสิง่ นัน้ ๆ ดังนัน้ เมือ่ บุคคลมีชวี ติ ขึน้ มา ประการแรกสุดทีจ่ ะต้องกระทำ ก่อน คือ การทำความรูค้ วามเข้าใจเกีย่ วกับธรรมชาติของชีวติ โดยเฉพาะ ในประเด็นทีว่ า่ ชีวติ คืออะไร ต้องการอะไร เพือ่ อะไร และเกิดมา ทำไม เพราะหากยังไม่รู้ถูกต้องในประเด็นเหล่านี้อย่างเพียงพอแล้ว ก็ยอ่ มไม่สามารถทำหน้าทีห่ รือปฏิบตั ติ อ่ ตัวชีวติ ตลอดจนต่อสิง่ ต่าง ๆ ทีเ่ กีย่ วข้องกับชีวติ ให้ถกู ต้องได้ กล่าวโดยสรุปตามหลักพระพุทธศาสนา ชีวติ คือ กายและจิต ดังนัน้ จึงควรมาทำความเข้าใจเป็นเบือ้ งต้นก่อนว่า กายคืออะไร ต้องการอะไร เพือ่ อะไร และ จิตคืออะไร ต้องการอะไร เพือ่ อะไร คำตอบในประเด็นข้างต้นนี้ ขอเสนอว่า ไม่สามารถหาได้ดว้ ย การใช้ความคิด หรือใช้กรอบของทฤษฎีตา่ ง ๆ มาอธิบาย แต่คำตอบ นัน้ มีอยูแ่ ล้วพร้อมมูลในตัวธรรมชาติเอง กล่าวคือ ตัวธรรมชาติทง้ั กาย และจิตนัน้ เอง กำลังป่าวประกาศคำตอบนัน้ อยูท่ กุ ขณะ เพียงแต่มนุษย์ เราอาจจะไม่ได้สงั เกตเพียงพอ หรือมัวแต่ไปสังเกตทีอ่ น่ื จึงไม่พบคำตอบ ทีม่ าจากตัวธรรมชาติแท้ ๆ มาลองสังเกตและเฝ้าดูชวี ติ ในส่วนกายและชีวติ ในส่วนจิต 9


เริม่ จากชีวติ ในส่วนกายก่อน เมือ่ สังเกตและเฝ้าดูจะพบว่า ธรรมชาติของกาย มีสว่ นทีแ่ ข็ง ส่วนทีเ่ หลว ส่วนทีเ่ คลือ่ นไหวลอยไปมาได้ และส่วนทีร่ อ้ น-เย็น ซึง่ ใน ภาษาธรรมะเรียกว่า ธาตุดนิ ธาตุนำ้ ธาตุลม และธาตุไฟ ธรรมชาติ ของชีวติ ฝ่ายกาย คือ การประกอบกันเข้าของธาตุทง้ั 4 นีเ้ อง ชีวติ ฝ่ายกายมีความต้องการไหม ? เราย่อมสามารถสังเกตได้ดว้ ยตนเองว่า ชีวติ ฝ่ายกายมีความ ต้องการตามธรรมชาติแน่นอน กล่าวโดยสรุป คือ ต้องการธาตุดนิ ธาตุนำ้ ธาตุลม และธาตุไฟ จากธรรมชาติภายนอก ซึง่ อยูใ่ นรูปของปัจจัย 4 (อาหาร, เครือ่ งนุง่ ห่ม, ทีอ่ ยูอ่ าศัย และยารักษาโรค) เพือ่ อะไร ? เพือ่ หล่อเลีย้ งและค้ำจุนชีวติ ฝ่ายกาย ให้สามารถดำรงอยูแ่ ละ ทำหน้าทีไ่ ด้เป็นปกติ เพราะหากชีวติ ฝ่ายกายไม่ได้รบั ปัจจัย 4 จาก ธรรมชาติภายนอกแล้ว ก็ไม่สามารถดำรงอยูไ่ ด้ หรือดำรงอยูไ่ ด้กอ็ ย่าง ยากลำบาก เมือ่ เข้าใจชีวติ ฝ่ายกายว่า คืออะไร ต้องการอะไร เพือ่ อะไร ทีเ่ ป็นจริงตามธรรมชาติแล้ว ประเด็นสำคัญก็มาอยูท่ ต่ี วั ความต้องการ นีเ้ อง และเนือ่ งจากชีวติ ฝ่ายกายมีความต้องการดังกล่าวทีเ่ ป็นความ ต้องการแท้ ๆ ของธรรมชาติ จึงบังคับให้เกิดสิง่ ทีเ่ รียกว่า “หน้าที”่ ขึน้ กล่าวคือ มีหน้าทีท่ จ่ี ะต้องรูจ้ กั แสวงหา บริโภค ใช้สอย และเกีย่ วข้อง กับปัจจัย 4 ให้ถกู ต้อง คำว่าถูกต้องในทีน่ ก้ี ค็ อื ให้ผลกับชีวติ ฝ่ายกาย ทำให้สามารถดำรงอยูแ่ ละทำหน้าทีไ่ ด้เป็นปกติ ดังนัน้ คุณค่าของชีวติ ฝ่ายกายก็อยู่ที่ตรงนี้เอง คือ การมีกายที่สมบูรณ์แข็งแรงและ สามารถทำหน้าทีไ่ ด้เป็นปกติ 10


ในส่วนของชีวติ ฝ่ายจิตบ้าง เมื่อสังเกตและเฝ้าดูจะพบว่า ในตัวชีวิตยังมีธรรมชาติอีก ประเภทหนึง่ เป็นธรรมชาติรู้ ทีส่ ามารถรูส้ ง่ิ ต่าง ๆ ได้ ธรรมชาติรนู้ ้ี ก็คอื จิต นัน่ เอง จิตหรือธรรมชาติรนู้ ้ี มีความต้องการแท้ ๆ ตามธรรมชาติ เช่นเดียวกันกับชีวติ ฝ่ายกายทีก่ ล่าวไปแล้วข้างต้นไหม? คำตอบในทีน่ ก้ี ค็ อื มี ; แต่จะคืออะไรนัน้ อาจสังเกตได้ยากกว่า ชีวิตในฝ่ายกาย ในที่นี้จะขอกล่าวโดยสรุปเลยว่า เนื่องจากจิตเป็น ธรรมชาติรู้ ดังนัน้ สิง่ ทีจ่ ติ ต้องการก็คอื ความรูท้ ถ่ี กู ต้อง เพือ่ อะไร ? เพื่อหยุดความสงสัย หยุดความดิ้นรนกระวนกระวาย หรือ หยุดปัญหาทีเ่ กิดขึน้ จากความไม่รขู้ องตัวจิตเอง เพราะตราบใดทีจ่ ติ ยังไม่รถู้ กู ต้องหรือไม่รแู้ จ้งในเรือ่ งใด เรือ่ งนัน้ ก็ยงั มีอนั พันพัวจิตให้ดน้ิ รน ด้วยความงุนงงสงสัย ไม่สามารถสงบ นิง่ เป็นปกติได้ ตัวอย่างในชีวติ จริงทีท่ กุ คนคงเคยประสบมาแล้ว คือ ในยาม ทีม่ ปี ญ ั หาทำให้เกิดความกังวลหรือหนักใจ ตราบใดทีจ่ ติ ยังมองไม่เห็น ทางออกหรือไม่รคู้ ำตอบในการแก้ปญ ั หานัน้ จิตก็จะยังทุกข์และกังวล อยู่ตราบนั้น แต่ในขณะใดที่เห็นทางออกและรู้คำตอบในการแก้ไข ปัญหาแล้ว จิตจะเกิดภาวะโล่งใจ อย่างทีม่ คี ำกล่าวว่า เหมือนยกภูเขา ออกจากอก นี่ย่อมเป็นเครื่องแสดงว่า สิ่งที่จิตต้องการจริง ๆ คือ ความรูท้ ถ่ี กู ต้อง นัน่ เอง หรือหากจะพิจารณาจากพระพุทธประวัติ ซึง่ มีเรือ่ งเล่าไว้วา่ พระพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญบารมีนานถึง 4 อสงไขยกับแสนกัปป์ หลังจากที่ ได้รบั พุทธพยากรณ์จากพระพุทธเจ้าทีปงั กร ทีท่ รงบำเพ็ญมาทัง้ หมด 11


ต้องการอะไร ? คำตอบ คือ ต้องการโพธิญาณหรือการตรัสรู้ รูแ้ จ้ง เห็นจริงในสรรพสิง่ นีย่ อ่ มเป็นสิง่ ยืนยันให้เห็นชัดเจนว่า สิง่ ทีจ่ ติ ต้องการ ตามธรรมชาติแท้ ๆ คือความรูแ้ จ้ง หรือความรูท้ ถ่ี กู ต้อง ความต้องการของชีวติ ในฝ่ายจิตนี้ เช่นเดียวกับทีก่ ล่าวไว้ใน ฝ่ายกาย คือ ทำให้เกิด “หน้าที”่ ขึน้ กล่าวคือ มีหน้าทีต่ อ้ งศึกษาและ แสวงหาความรูท้ ถ่ี กู ต้องให้กบั จิต ซึง่ หากนำหลักธรรมในพระพุทธศาสนา เป็นเกณฑ์ ก็คอื การศึกษาและแสวงหาความรูอ้ ย่างทีไ่ ด้ทรงแสดงไว้วา่ เป็นใบไม้ในกำมือ คือเรือ่ งของความทุกข์และความสิน้ ไปแห่งทุกข์ใน ชีวิต ไม่จำเป็นต้องไปศึกษาและแสวงหาความรู้อย่างที่ทรงแสดงว่า เป็นใบไม้ทั้งป่า ดังนั้น คุณค่าของชีวิตฝ่ายจิต ก็คือ การที่จิตมี ความรูถ้ กู ต้อง จนความทุกข์ในจิตหมดสิน้ ไป หรือเกิดขึน้ รบกวน จิตไม่ได้อกี ต่อไป เมื่อรู้เข้าใจธรรมชาติของ “ชีวิต” ถูกต้อง ตามที่ได้กล่าว ไปแล้ว จะทำให้ :z ...รูว ้ า่ การมีชวี ติ นัน้ ธรรมชาติได้กำหนดสิง่ ทีเ่ รียกว่า “หน้าที”่ มาให้พร้อมแล้วกับตัวชีวติ ซึง่ อันทีจ่ ริงก็คอื เรือ่ งเดียวกันกับ“ความต้องการ” ของชีวิตในแต่ละฝ่ายนั่นเอง กล่าวคือ “ความต้องการ” ที่ว่านี้เป็น ความต้องการแท้ ๆ ของธรรมชาติ ทีบ่ งั คับบุคคลให้มี “หน้าที”่ ทีต่ อ้ ง กระทำเพือ่ ตอบสนอง ไม่ทำไม่ได้ หากไม่ทำ ชีวติ ก็จะประสบปัญหา และความยากลำบาก ทำให้ไม่สามารถดำรงอยูไ่ ด้ในทีส่ ดุ เมือ่ รูถ้ งึ “ความต้องการ” ทีแ่ ท้จริงของธรรมชาติ ก็จะทำให้ :z...รูถ ้ งึ “ความต้องการ” ของบุคคลทีค่ ดิ นึกไปเองด้วยความ หลงหรือความเข้าใจผิด อย่างทีเ่ รียกว่า “ตัณหา” เรือ่ งนีส้ ำคัญมาก หลักธรรมในพระพุทธศาสนาแสดงไว้วา่ “ตัณหา” หรือ “ความทะยานอยาก” 12


นีค้ อื “เหตุแห่งทุกข์” หมายความว่าปัญหาหรือความทุกข์ทม่ี นุษย์ประสบ ล้วนมีสาเหตุสำคัญมาจาก “ตัณหา” หรือ “ความต้องการ” ทีบ่ คุ คล เข้าใจผิดไปเอง คือไปต้องการในสิง่ ทีช่ วี ติ จริง ๆ ไม่ได้มคี วามต้องการ z...การรูถ ้ งึ ความต้องการทีแ่ ท้จริงของธรรมชาติ ยังทำให้รถู้ งึ คุณค่าและความหมายของสิง่ ต่าง ๆ ทีม่ ตี อ่ ชีวติ อย่างถูกต้องด้วย เช่น อาหารเป็นสิง่ หล่อเลีย้ งและค้ำจุนให้กายดำรงอยูไ่ ด้ ไม่ใช่เป็นสิง่ ตอบ สนองเพือ่ ความเอร็ดอร่อย หรือความโก้เก๋ ซึง่ เป็นคุณค่าความหมายที่ ไม่ถกู ต้อง ดังนัน้ ไม่วา่ อาหารนัน้ จะมีรสชาติเป็นอย่างไร จะจัดวางอย่างไร หรืออยูใ่ นบรรยากาศแบบใด ขอให้อาหารนัน้ เพียงแต่ไม่เป็นโทษหรือมี พิษต่อกายแล้ว จะเห็นว่ามีคณ ุ ค่าความหมายเหมือนกันหมด จึงไม่เกิด ความรูส้ กึ ฟูหรือแฟบไปกับอาหาร และจึงทำให้สามารถเข้าไปทำหน้าที่ และเกีย่ วข้องกับเรือ่ งของอาหารได้ถกู ต้อง ไม่กอ่ ให้เกิดปัญหาใด ๆ ที่ เนือ่ งด้วยกับเรือ่ งของอาหาร สำหรับเรือ่ งอืน่ ๆ ก็เป็นเช่นเดียวกัน นอกจากนัน้ ยังทำให้ :z...รูแ ้ ละเข้าใจเป้าหมายของชีวติ อย่างถูกต้อง รูค้ ำตอบของ ชีวติ ทีว่ า่ “เกิดมาทำไม” ซึง่ กล่าวโดยสรุป ก็คอื “การมีสขุ ภาพทางกาย ทีส่ มบูรณ์ เพือ่ ให้เป็นฐานรองรับการแสวงหาความรูท้ ถ่ี กู ต้องของจิต จนกว่าจิตจะรูถ้ กู ต้องอย่างสมบูรณ์ ทำให้จติ มีภาวะปลอดโปร่งจาก ความดิน้ รนทัง้ ปวง" การรูแ้ ละเข้าใจถูกต้องในเรือ่ ง ชีวติ คืออะไร ต้องการอะไร เพื่ออะไร และเกิดมาทำไม นอกจากจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ เห็นเส้นทางการดำเนินชีวติ ทีถ่ กู ต้องแล้ว ยังเป็นพืน้ ฐานสำคัญที่ จะช่วยทำให้เข้าใจและสามารถปฏิบตั ติ อ่ อริยสัจ 4 อย่างถูกต้อง ได้งา่ ยยิง่ ขึน้ อันจะนำไปสูเ่ ป้าหมาย คือความดับทุกข์ในชีวติ ของ 13


บุคคลได้อย่างหมดจดและสิน้ เชิง ซึง่ เป็นอุดมคติในการเผยแผ่ คำสอนของพระพุทธเจ้าในทีส่ ดุ อริยสัจ คือ ความจริงอันประเสริฐ ความจริงของพระอริยเจ้า ความจริงที่ทำให้บุคคลเป็นพระอริยเจ้า หรือความจริงที่ทำให้บุคคล พ้นจากอริหรือข้าศึกศัตรู ซึง่ ในทีน่ ห้ี มายถึงกิเลสหรือเครือ่ งเศร้าหมอง ทั้งหลายที่ทำให้เกิดความทุกข์แก่ชีวิต เป็นธรรมที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ มี 4 หัวข้อใหญ่ ดังนี้ ทุกข์ = อุปาทานขันธ์ คือ ทุกข์ทเ่ี กิดจากความยึดมัน่ ถือมัน่ สมุทยั = ตัณหา คือ ความทะยานอยาก นิโรธ = ภาวะทีไ่ ม่มที กุ ข์ มรรค = หนทางหรือวิธปี ฏิบตั ใิ ห้บรรลุภาวะทีไ่ ม่มที กุ ข์ โดยแสดงว่า ทุกข์เป็นผล มาจากเหตุ คือสมุทยั นิโรธเป็นผล มาจากเหตุ คือมรรค ซึ่งสรุปสาระสำคัญของอริยสัจ 4 ได้วา่ เป็นการประมวลวิถี การดำเนินชีวติ ทัง้ หมด ว่ามีอยู่ 2 เส้นทางใหญ่ คือ :1. เส้นทางชีวติ ทุกข์ 2. เส้นทางชีวติ ทีไ่ ม่ทกุ ข์ อธิบายให้เข้าใจง่าย ๆ ได้วา่ * เส้นทางชีวิตทุกข์ คือ เส้นทางการดำเนินชีวิตที่เอา ความต้องการของตัวเองหรือของตัวตน(=ตัณหา) เป็นหลักหรือ ตัวนำในการดำเนินชีวิต ย่อมประสบผลคือความทุกข์ (=ทุกข์) ซึง่ จะมากหรือน้อย หยาบหรือละเอียด ขึน้ กับระดับหรือคุณภาพของ ความต้องการนัน้ ๆ เป็นสำคัญ * เส้นทางชีวติ ทีไ่ ม่ทกุ ข์ คือ เส้นทางการดำเนินชีวติ ทีเ่ อา 14


ความถูกต้อง ( = อริยมรรค มีองค์ 8 ทุกองค์ขน้ึ ต้นด้วยสัมมา = ความ ถูกต้อง) เป็นหลักหรือตัวนำในการดำเนินชีวติ ย่อมประสบผลคือ ความไม่มที กุ ข์ (=นิโรธ) โดยตรัสสอนให้ ละการดำเนินชีวติ ในเส้นทางทุกข์เสีย แล้ว ฝึกหัดหรือเพียรดำเนินชีวติ ในเส้นทางทีไ่ ม่ทกุ ข์ การรูเ้ ข้าใจในเรือ่ ง ชีวติ คืออะไร ต้องการอะไร เพือ่ อะไร และ เกิดมาทำไม ทำให้รวู้ า่ สัมมา หรือ ความถูกต้อง คืออะไร ; การรูค้ วาม ต้องการทีแ่ ท้จริงของชีวติ ทัง้ ฝ่ายกายและฝ่ายจิต ทำให้สามารถแยก แยะได้ชดั เจนว่า ความต้องการทีเ่ ป็น ตัณหา คืออะไร เมือ่ รูช้ ดั ว่า สัมมา หรือ ความถูกต้อง คืออะไร และ ตัณหา คืออะไร จึงทำให้บคุ คลสามารถละการดำเนินชีวติ ในเส้นทางชีวติ ทุกข์ และฝึกหัดหรือเพียรดำเนินชีวติ ในเส้นทางชีวติ ทีไ่ ม่ทกุ ข์ ได้อย่างถูกต้อง และแท้จริง และจึงทำให้บคุ คลสามารถได้รบั ประโยชน์และบรรลุอดุ มคติ ตามหลักพระพุทธศาสนาได้อย่างแท้จริงด้วย • ขัน้ ตอนของชีวติ 4 ช่วง เมือ่ มีความรูใ้ นเรือ่ งธรรมชาติของชีวติ ตามทีไ่ ด้กล่าวไปในบทที่ ผ่านมา เรือ่ งต่อไปทีค่ วรรู้ คือ การมองเห็นภาพรวมของชีวติ ตลอดสาย อย่างทีเ่ รียกว่า Bird’s - eyes view ซึง่ จะทำให้เห็นเรือ่ งราวชีวติ ในช่วง ต่าง ๆ ไว้ลว่ งหน้า รูว้ า่ อนาคตของชีวติ ทีก่ ำลังจะไปถึงนัน้ จะต้องพบ หรือเผชิญกับอะไรบ้าง จะต้องเตรียมตัวในเรือ่ งใดและอย่างไร จึงจะ ทำให้สามารถผ่านแต่ละช่วงของชีวติ นัน้ ไปด้วยดี และได้รบั ประโยชน์ หรือคุณค่าสูงสุดเท่าทีจ่ ะเป็นไปได้ ซึง่ ในทีน่ ข้ี อนำเอาหลักอาศรม 4 15


ของศาสนาพราหมณ์ฮนิ ดู มาเป็นแบบและประยุกต์ตามหลักคำสอน ในพระพุทธศาสนาโดยแบ่งขัน้ ตอนชีวติ ไว้ เป็น 4 ช่วง ๆ ละ 20 ปี โดย ประมาณ ดังนี้ 1. อาศรม “พรหมจรรย์” เป็นอาศรมแรก เป็นช่วงวัยต้นของ ชีวติ เป็นอาศรมแห่งการเรียนรูแ้ ละฝึกอบรมด้านความประพฤติ เพือ่ ฝึกฝนและพัฒนาตนให้มคี วามรูค้ วามสามารถ ตลอดจนมีอปุ นิสยั หรือความประพฤติทด่ี ี ดังนัน้ หน้าทีห่ รือสิง่ ทีจ่ ะต้องกระทำในวัยนี้ คือ การฝึกหัดในเรือ่ งวินัย- อุปนิสยั - ความประพฤติ การควบคุม ดูแลตนเอง พร้อมทัง้ ขวนขวายศึกษาเรียนรูศ้ ลิ ปวิทยาการ เพือ่ จะได้นำไปใช้ในการประกอบอาชีพ บุคคลทีอ่ ยูใ่ นอาศรมนี้ เมือ่ ได้ ฝึกอบรมตนดังที่กล่าวนี้ จะทำให้มีต้นทุนเพียงพอที่จะต่อยอด และ ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีในการเลือ่ นระดับไปสูอ่ าศรมถัดไป การใช้ชอ่ื ว่า อาศรมพรหมจรรย์ มีนยั สำคัญอีกประการหนึง่ เป็นการเน้นให้เห็นถึงสิง่ ทีจ่ ะต้องระมัดระวังเป็นพิเศษในวัยนี้ คือเรือ่ ง เพศโดยเฉพาะเรือ่ งการมีเพศสัมพันธ์ เพราะเป็นวัยทีย่ งั ไม่มคี วามพร้อม สำหรับเรือ่ งนีโ้ ดยประการทัง้ ปวง นอกจากจะทำให้เกิดความเสือ่ มเสีย ในเรือ่ งความประพฤติ ทำให้ไม่เป็นทีว่ างใจของผูอ้ น่ื แล้ว การหมกมุน่ มากจนเกินไป จะทำให้ไม่มสี มาธิ และไม่ตง้ั ใจในการศึกษาเล่าเรียน และหากเกิดมีลกู ขึน้ มา จะทำให้เกิดปัญหาสังคมขึน้ ได้มาก เพราะเป็น วัยทีย่ งั ไม่สามารถพึง่ ตนเองได้อย่างแท้จริง 2. อาศรม “คฤหัสถ์” เป็นช่วงวัยของผูค้ รองเรือน เป็นวัยที่ เข้าสูก่ ารทำงาน แสวงหาทรัพย์ สมบัติ ตำแหน่ง ชือ่ เสียง เกียรติยศ การสร้างฐานะ การมีคคู่ รอง ฯลฯ โดยเห็นว่าสิง่ ต่างๆ เหล่านี้ คือ ความสุขและความสำเร็จของชีวติ 16


สิง่ ทีไ่ ด้ฝกึ ฝนอบรมตนมาในอาศรมพรหมจรรย์ คือ เรือ่ งอุปนิสยั ความประพฤติ และการมีความรูค้ วามสามารถในวิชาชีพ เป็นสิง่ ทีเ่ ป็น รากฐานสำคัญที่จะทำให้ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีในอาศรมนี้ เพราะไม่วา่ ใครหรือหน่วยงานใด ย่อมต้องการบุคคลทีม่ คี ณ ุ สมบัตเิ ช่น ทีว่ า่ นี้ และพร้อมทีจ่ ะสนับสนุนบุคคลทีม่ คี ณ ุ ลักษณะดังทีก่ ล่าว จึงทำให้ มีความก้าวหน้าและประสบผลสำเร็จในอาศรมคฤหัสถ์เป็นอย่างดี ในทางตรงข้ามหากชีวติ ในอาศรมพรหมจรรย์ ไม่ได้ฝกึ หัดอบรมในเรือ่ ง อุปนิสยั ความประพฤติ และไม่เอาใจใส่ในการศึกษาเล่าเรียน ไม่สง่ั สม ความรูค้ วามสามารถทีจ่ ะนำไปประกอบอาชีพแล้ว ย่อมทำให้ไม่กา้ วหน้า หรือประสบความสำเร็จของชีวติ ในอาศรมนีไ้ ด้ยาก หน้าที่หรือสิ่งสำคัญที่จะต้องฝึกตนในวัยนี้ คือ หลักธรรมที่ เกีย่ วข้องกับการครองตน (เช่น ฆราวาสธรรม 4, ทิศ 6) ครองคน (เช่น พรหมวิหาร 4, สังคหวัตถุ 4) และครองงาน (เช่น อิทธิบาท 4) เป็นต้น ซึง่ จะได้อธิบายขยายความให้ละเอียดยิง่ ขึน้ ในบทข้างหน้า 3. อาศรม “วนปรัสถ์” อาศรมถัดไป คือ วนปรัสถ์ คำนีม้ า จาก “วน” (ป่า) + “ปรัสถ์” (ผูอ้ าศัยอยู)่ แปลว่า “ผูอ้ าศัยอยูใ่ นป่า” ซึง่ ความหมายทีแ่ ท้จริงในทีน่ ้ี คือ “ผูท้ ส่ี นใจหรือแสวงหาความสงบ และความวิเวก” ทำไมเมือ่ มาถึงอาศรมนี้ จึงกลับกลายเป็นผูท้ ส่ี นใจหรือ แสวงหาความสงบและความวิเวก ? แทนทีจ่ ะมีความสุขหรือแช่อม่ิ อยูใ่ นความสุขทีม่ าจากการมีทรัพย์สมบัติ ตำแหน่ง ชือ่ เสียง เกียรติยศ ฯลฯ ซึง่ เป็นเรือ่ งทางวัตถุหรือทีเ่ นือ่ งด้วยวัตถุ ทีเ่ ป็นเช่นนี้ เพราะเมือ่ บุคคลได้รบั หรือประสบกับความสุขความ สำเร็จทีม่ งุ่ หวังในอาศรมคฤหัสถ์นน้ั จริง ๆ แล้ว กลับรูส้ กึ ลึก ๆ ว่า ยังไม่ใช่ 17


ความสุขความสำเร็จทีแ่ ท้จริงของชีวติ เป็นความสุขทีต่ อ้ งเหน็ดเหนือ่ ย และมีความวุน่ วาย เป็นความสุขทีย่ งั แฝงไว้ดว้ ยความวิตกกังวลและ หวัน่ ไหว ยังไม่ใช่ความสุขทีเ่ ย็น-อิม่ และสนิทใจได้จริง จึงเริม่ สนใจและ เอะใจว่า อาจจะมีความสุขอย่างอืน่ ทีเ่ ป็นความสุขทีแ่ ท้จริงยิง่ กว่า และ ในเมือ่ ความสุขทีเ่ กิดจากความพรัง่ พร้อมทางวัตถุทม่ี ปี ระสบการณ์มาแล้ว ยังไม่ใช่ ก็เป็นไปได้วา่ อาจจะเป็นความสุขทีเ่ กิดขึน้ จากจิต หรือการฝึกฝน อบรมจิต จึงเริ่มหลีกออกจากวัตถุทั้งหลายและหันเข้าหาความสงบ และวิเวก เพือ่ ฝึกฝนและปฏิบตั ทิ างจิตตภาวนา และในทีส่ ดุ ก็ได้พบว่า ความสุขที่เกิดขึ้นจากการฝึกฝนพัฒนาจิตนี้เอง ที่เป็นความสุขและ ความสำเร็จทีแ่ ท้จริงของชีวติ 4. อาศรม “สันยาสี” อาศรมสุดท้าย คือ สันยาสี เป็นวัยของ การเป็น ผูจ้ ดุ ไฟส่องตะเกียง หมายความว่า ผูท้ ป่ี ระสบความสำเร็จ ในการทำหน้าที่ในอาศรมวนปรัสถ์ ไม่มีหน้าที่อะไรที่จะต้องกระทำ เพือ่ ตนเองอีกแล้ว ดังนัน้ ในวัยสุดท้ายของชีวติ ทีเ่ หลืออยู่ จึงเป็นวัยที่ จะทำหน้าทีส่ ำหรับบุคคลอืน่ ทัง้ หมด คือการแนะนำหรือบอกกล่าววิธี การดำเนินชีวิตที่ถูกต้องตามหลักอาศรม 4 แก่ผู้ที่ยังไม่รู้ทางหรือวิถี การดำเนินชีวติ ทัง้ นี้ เพือ่ ธำรงและรักษาไว้ซง่ึ แนวทางการดำเนินชีวติ ทีถ่ กู ต้องนี้ ให้ยงั คงมีไว้เป็นประโยชน์แก่อนุชนรุน่ หลังสืบไปนานเท่านาน อาศรม 4 จึงเป็นเสมือนแผนทีส่ ำหรับการดำเนินชีวติ ทีส่ ำคัญ ทีบ่ คุ คลควรรูไ้ ว้ เพือ่ ใช้กำกับการดำเนินชีวติ ให้รจู้ กั หน้าทีแ่ ละทำหน้าที่ ได้ถกู ต้อง สอดคล้องกับวัยและธรรมชาติของชีวติ ในแต่ละระดับ ก็จะ ทำให้บรรลุประโยชน์ของชีวติ ทีถ่ กู ต้องไปตามลำดับ และประสบความสุข ความสำเร็จของชีวติ ทีแ่ ท้จริงในทีส่ ดุ 18


• หลีกห่างอบายมุข : ทางแห่งความเสือ่ ม ในการดำเนินชีวติ นอกจากจะรูธ้ รรมชาติของชีวติ รูข้ น้ั ตอน ของชีวติ ตลอดจนรูห้ ลักและวิธกี ารดำเนินชีวติ ทีถ่ กู ต้องแล้ว เพือ่ ความ ปลอดภัยอย่างแท้จริงของชีวติ ยังจะต้องรูจ้ กั สิง่ หรือทางทีเ่ ป็นอันตราย ต่อชีวติ ด้วย เพือ่ ทีจ่ ะได้พยายามหลีกห่าง หรือระมัดระวังและป้องกัน หากมีความจำเป็นทีจ่ ะต้องเข้าไปใกล้หรือเกีย่ วข้องด้วย เพือ่ ให้สง่ิ ทีเ่ ป็น อันตรายนีไ้ ม่กอ่ โทษก่อปัญหาหรือทำให้เกิดความเสือ่ มแก่ชวี ติ หลักธรรมในพระพุทธศาสนา ได้สอนสิง่ ทีเ่ ป็นอันตรายต่อชีวติ ไว้ในเรือ่ ง “อบายมุข 6” ซึง่ แปลว่า ปากทางแห่งความเสือ่ ม หรือปากทาง แห่งความพินาศ ว่าเป็นสิง่ ทีจ่ ะนำความเสือ่ มเสียในด้านต่าง ๆ แก่ชวี ติ เช่น เสียทรัพย์ เสียสุขภาพ เสียเกียรติ เสียชือ่ เสียง เสียความ ไว้วางใจ เสียนิสยั ฯลฯ มีอยู่ 6 เรือ่ งหรือ 6 ประเด็นสำคัญ คือ 1. ติดสุราและของมึนเมา มีโทษ 6 ประการ คือ ทำให้เสีย ทรัพย์ ทำให้ขาดและเสียสติ ก่อการทะเลาะวิวาท เป็นบ่อเกิดแห่งโรค ทำให้ไม่รจู้ กั อาย และบัน่ ทอนกำลังปัญญา 2. ชอบเทีย่ วกลางคืน มีโทษ 6 ประการ คือ ชือ่ ว่าไม่รกั ษาตัว ชือ่ ว่าไม่รกั ษาครอบครัว ชือ่ ว่าไม่รกั ษาทรัพย์สมบัติ เป็นทีร่ ะแวงสงสัย เป็นเป้าให้เขาใส่ความหรือข่าวลือ เป็นทางมาของเรือ่ งเดือดร้อนเป็น อันมาก 3. ชอบเที่ยวดูการละเล่น มีโทษทำให้การงานเสื่อมเสีย เพราะใจคอยแต่คดิ กังวลและหมกมุน่ ในเรือ่ งเหล่านี้ ทำให้เสียเวลาไป โดยเปล่าประโยชน์ โดยได้แสดงไว้เป็น 6 กรณี คือ 1) รำทีไ่ หนไปทีน่ น่ั 2-6) ขับร้อง-ดนตรี-เสภา-เพลง-เถิดเทิงทีไ่ หน ไปทีน่ น่ั 19


4. ติดการพนัน มีโทษ 6 ประการ คือ เมือ่ ชนะย่อมก่อเวร เมือ่ แพ้กเ็ สียดายทรัพย์ทเ่ี สียไป ทรัพย์หมดไป ๆ คำพูดไม่เป็นทีเ่ ชือ่ ถือ เป็นทีด่ หู มิน่ ของเพือ่ นฝูง ไม่มใี ครปรารถนาให้มาเป็นคูค่ รอง 5. คบคนชัว่ มีโทษโดยจะเหนีย่ วนำให้กลายไปเป็นคนชัว่ แบบ เดียวกันกับทีค่ บ จำแนกเป็น 6 ประเภท คือ คบคนทีเ่ ป็น นักการพนัน นักเลงหญิง นักเลงเหล้า นักลวงด้วยของปลอม นักช่อโกงซึง่ หน้า และ นักเลงหัวไม้ 6. เกียจคร้านการงาน เป็นผูเ้ กียจคร้านไม่ทำงาน โดยมักหา ข้ออ้างว่า หนาวนัก-ร้อนนัก-เย็นไปแล้ว-ยังเช้านัก-หิวนัก-อิม่ นัก แล้วไม่ ทำการงาน มีโทษคือทำให้โภคะหรือทรัพย์สมบัติที่มีอยู่หมดสิ้นไป โภคะหรือทรัพย์สมบัตใิ หม่กไ็ ม่งอกเงย • ธรรมสำหรับการครองชีวติ ฆราวาสและครอบครัว “ครอบครัว” เป็นหน่วยทีเ่ ล็กทีส่ ดุ ของสังคม แต่สำคัญทีส่ ดุ เพราะเป็นหน่วยทีก่ อ่ กำเนิดให้มมี นุษย์เพิม่ ขึน้ ตลอดจนเป็นเบ้าหลอม เสริมสร้างคุณลักษณะของมนุษย์ทจ่ี ะเติบโตขึน้ มา ดังนัน้ การรูจ้ กั คุณค่าความสำคัญของครอบครัว และช่วยกัน ทำครอบครัวให้มคี วามหมายของครอบครัวทีถ่ กู ต้อง จึงเป็นเรือ่ งพืน้ ฐาน ทีส่ ำคัญยิง่ อีกเรือ่ งหนึง่ ทีจ่ ะช่วยสนับสนุนหรือหนุนส่งให้บคุ คลประสบ ความสุขและความสำเร็จในด้านต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี “ครอบครัว” มีลักษณะพิเศษยิ่งประการหนึ่ง คือเป็นกลุ่ม บุคคลที่มีความสัมพันธ์กันใกล้ชิดโดยสายเลือด จึงทำให้บุคคลใน ครอบครัวมีความรูส้ กึ แน่นแฟ้นถึงความเป็นอันหนึง่ อันเดียวกัน มีความ รูส้ กึ สนิทสนมต่อกันเป็นพิเศษกว่าบุคคลอืน่ ๆ และพร้อมทีจ่ ะให้ความ 20


ช่วยเหลือเกือ้ กูลกันตลอดเวลาโดยไม่มขี อ้ แม้ สามารถไว้วางใจกันได้ อย่างเต็มที่ เพราะกิน – นอน – เห็นหน้ากัน – อยูบ่ า้ นเดียวกัน – อยูด่ ว้ ยกัน แทบจะตลอดเวลา และยังสามารถทำอะไรให้กนั ได้ทกุ อย่าง เช่น เช็ด อุจจาระ - ปัสสาวะ ซึง่ บุคคลทีไ่ ม่ใช่ครอบครัวแล้ว ก็ยากทีจ่ ะทำให้ได้ เช่นนี้ อุดมคติของการมีครอบครัวในขั้นพื้นฐาน คือเป็นสิ่งที่ทำให้ บุคคลมีความรูส้ กึ มัน่ คงทัง้ ด้านร่างกายและจิตใจ ทำให้รสู้ กึ อบอุน่ ใจ ไม่รู้สึกเหงาหรือว้าเหว่เดียวดาย เพราะมีบุคคลที่พร้อมจะช่วยเหลือ เกื้อกูลกันอย่างจริงใจอยู่รอบข้าง นอกจากนั้นยังช่วยส่งเสริมบุคคล ให้มคี วามมัน่ ใจและความกล้าหาญมากยิง่ ขึน้ เพราะมีครอบครัวคอย เป็นกำลังหนุนหรือเป็นกำแพงเหล็กค้ำยันให้ เมือ่ ทราบถึงอุดมคติดงั ทีก่ ล่าวมานีแ้ ล้ว บุคคลจึงควรตระหนัก และรูจ้ กั ประคับประคองความเป็นไปของครอบครัว ให้บงั เกิดครอบครัว ในความหมายของครอบครัวจริง ๆ ซึง่ จะเป็นฐานอันมัน่ คงทีจ่ ะหนุนส่ง ให้บคุ คลประสบความสำเร็จในด้านอืน่ ๆ ต่อไปและยิง่ ขึน้ ไป ดังคำทีว่ า่ “ความสำเร็จของบุคคล มักจะมีอกี บุคคลทีอ่ ยูข่ า้ งหลังเสมอ” ซึง่ ส่วนใหญ่กค็ อื บุคคลในครอบครัว อาจเป็น พ่อแม่ ภรรยา สามี ลูก ฯลฯ ครอบครัวยังเป็นสิง่ แวดล้อมแรก ๆ ทีม่ คี วามสำคัญทีส่ ดุ และ มีอทิ ธิพลอย่างสูงต่อการบ่มเพาะหรือสร้างอุปนิสยั ใจคอของเด็กทีเ่ ติบโต ขึน้ มา เพราะโดยธรรมชาติแล้วเด็กยังช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ และโดย สัญชาตญาณเป็นวัยที่ต้องการการเลี้ยงดูและคุ้มครองไม่ให้เกิดภัย และอันตราย เป็นวัยทีก่ ำลังสร้างความรูส้ กึ นึกคิดและจิตใจ หากเด็ก เติบโตขึน้ มาด้วยความรูส้ กึ ทีด่ ี ได้กนิ ได้อยู่ ได้รบั การคุม้ ครองทีด่ ี ไม่ตอ้ ง คอยหวาดและกลัว ก็ย่อมเป็นแนวโน้มที่จะเสริมสร้างจิตใจให้ดีงาม 21


ให้มคี วามสมบูรณ์เกิดขึน้ แต่ในทางตรงกันข้าม หากเด็กเติบโตขึน้ มา ภายใต้ความอดอยาก ไม่ได้รับการดูแล ถูกปล่อยให้รู้สึกหวาดหวั่น เพราะขาดการดูแลเอาใจใส่ ก็ย่อมสร้างความรู้สึกนึกคิดและจิตใจ ให้บกพร่อง ไม่มคี วามสมบูรณ์ และเกิดเป็นปมปัญหาฝังลึกในจิตใจ ซึ่งจะเป็นสาเหตุสำคัญที่สร้างปัญหาให้เกิดขึ้นแก่บุคคลและสังคม ต่อไปอย่างมากมายในอนาคต สำหรับหลักธรรมทั่วไป ในการดำเนินชีวิตฆราวาส หรือการ ครองชีวติ ครอบครัว รวมไปถึงชีวติ ในการทำงานด้วย มีแสดงไว้ในหลาย หมวด แต่ในทีน่ ข้ี อเสนอ 4 หมวดสำคัญทีร่ จู้ กั กันดีอยูแ่ ล้ว คือ ฆราวาสธรรม 4 (สำหรับครองตน) พรหมวิหาร 4 และสังคหวัตถุ 4 (สำหรับ ครองคน) และอิทธบาท 4 (สำหรับครองงาน) ฆราวาสธรรม 4 (หลักธรรมสำหรับผูค้ รองเรือน) มีขอ้ ธรรม อยู่ 4 ประการ คือ สัจจะ ทมะ ขันติ จาคะ มีแนวทางในการปฏิบตั ิ ดังนี้ คือ ให้เป็นคนจริง ซื่อสัตย์ รักษาคำพูด (สัจจะ) ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้เกิด ความเชือ่ ถือและไว้วางใจต่อผูอ้ น่ื สิง่ นีเ้ ป็นพืน้ ฐานสำคัญยิง่ สำหรับการ ดำรงชีวติ ทัง้ ในแง่สว่ นบุคคล ตลอดจนต่อการทำกิจกรรมต่าง ๆ ร่วมกับ ผูอ้ น่ื ในสังคม บุคคลใดขาดซึง่ สัจจะแล้ว ย่อมจะไม่ได้รบั ความเชือ่ ถือ เป็นทีร่ ะแวง ไม่เป็นทีไ่ ว้วางใจ จะทำให้ชวี ติ ทัง้ ในแง่สว่ นตัวและชีวติ การทำงาน ฯลฯ เป็นไปด้วยความยากลำบาก เมือ่ มีสจั จะแล้ว จำเป็น ต้องมีความข่มใจด้วย (ทมะ) โดยเฉพาะข่มใจที่จะไม่ทำลายสัจจะ เพราะในสังคมมีสง่ิ ล่อหลอกและยัว่ ยุมาก ทีจ่ ะทำให้บคุ คลละทิง้ สัจจะ ที่มีอยู่หรือรักษาอยู่ ต่อจากนั้นยังต้องมีความอดทน (ขันติ) ต่อการ กระทบกระทัง่ ระหว่างบุคคล รวมถึงต่ออุปสรรคต่าง ๆ ทีเ่ ข้ามา และ สุดท้ายต้องรูจ้ กั สละความรูส้ กึ หรืออารมณ์เก็บกด (จาคะ) ที่เกิดขึ้น 22


โดยเฉพาะจากการข่มใจและอดทน เพราะหากไม่สละหรือปลดปล่อย ออกไปบ้าง อาจสะสมจนถึงขีดทีท่ นไม่ไหวอีกต่อไป และเกิดการระเบิด อารมณ์ออกมา จนทำให้เกิดความเสียหายต่าง ๆ ได้ เปรียบเหมือนกับ ลูกโป่งที่มีขีดจำกัดในการรับแรงดันของลม ซึ่งหากเกินกว่าขีดความ สามารถทีร่ บั ได้ ก็ทำให้ลกู โป่งแตกได้ พรหมวิหาร 4 (หลักธรรมสำหรับผูใ้ หญ่ หรือผูเ้ ป็นใหญ่) มีขอ้ ธรรมอยู่ 4 ประการ คือ เมตตา กรุณา มุทติ า อุเบกขา มีแนวทาง ในการปฏิบตั ิ ดังนี้ คือ ให้มคี วามรูส้ กึ ทีด่ ี มีความปรารถนาดี มีความ รูส้ กึ เป็นมิตรและไมตรีตอ่ กันเป็นพืน้ ฐาน (เมตตา) เมือ่ มีเหตุการณ์ท่ี เป็นทุกข์หรือปัญหาเกิดขึน้ ก็มใี จอาทรและพร้อมจะเข้าช่วยเหลือ (กรุณา) เมือ่ มีใครได้ดใี นทางใดก็ตาม ก็ไม่มจี ติ คิดอิจฉาริษยา มีแต่ความรูส้ กึ ร่วมยินดี (มุทิตา) และหากได้ปฏิบตั หิ ลักธรรมข้างต้นเต็มทีแ่ ล้ว ไม่ สามารถทำอะไรให้ดขี น้ึ ได้ ก็ให้ยอมรับตามความเป็นจริงว่า ยังไม่สามารถ ทำอะไรได้ ต้องวางเฉยหรือปล่อยวางไว้กอ่ น ทัง้ นีเ้ พือ่ รักษาจิตของตนไว้ ไม่ให้เสียหายไปในทางใดทางหนึง่ (อุเบกขา) สังคหวัตถุ 4 (หลักธรรมทีเ่ ป็นเครือ่ งยึดเหนีย่ วน้ำใจ) มี ข้อธรรมอยู่ 4 ประการ คือ ทาน ปิยวาจา อัตถจริยา สมานัตตตา มีแนวทางในการปฏิบตั ิ ดังนี้ คือ มีนำ้ ใจในการแบ่งปันสิง่ ต่าง ๆ (ทาน ; ผูใ้ ห้ยอ่ มเป็นทีร่ กั ) มีคำพูดเจรจาอ่อนหวาน และเป็นทีร่ กั (ปิยวาจา) ให้การช่วยเหลือเกือ้ กูลและบำเพ็ญประโยชน์ในสิง่ อันควร (อัตถจริยา) และรูจ้ กั วางตนให้เสมอกัน เป็นอันหนึง่ อันเดียวกัน ไม่ยกตนถือตัว หรือ ดูถกู ดูหมิน่ ผูอ้ น่ื (สมานัตตตา) อิทธิบาท 4 (หลักธรรมทีท่ ำให้เกิดความสำเร็จ)มีขอ้ ธรรม อยู่ 4 ประการ คือ ฉันทะ วิรยิ ะ จิตตะ วิมงั สา มีแนวทางในการปฏิบตั ิ 23


ดังนี้ คือให้มองเห็นคุณค่าหรือประโยชน์ในสิง่ ทีต่ อ้ งการทำ จนทำให้เกิด ความพึงพอใจหรือแรงบันดาลใจทีจ่ ะทำ (ฉันทะ) จากนัน้ ให้มคี วาม หมัน่ เพียรและเริม่ ลงมือกระทำจริง (วิรยิ ะ) และมีจติ ใจทีม่ งุ่ มัน่ ไม่ยอ่ ท้อ ต่ออุปสรรคใด ๆ (จิตตะ) และใช้ปญ ั ญาคอยแก้ปญ ั หาเพือ่ รุกคืบอยู่ ตลอดเวลา (วิมงั สา) ก็จะทำให้เกิดความสำเร็จในสิง่ ทีม่ งุ่ หวังในทีส่ ดุ หลักธรรม คือ ฆราวาสธรรม 4 พรหมวิหาร 4 สังคหวัตถุ 4 และ อิทธิบาท 4 เป็นหลักธรรมพืน้ ฐานในการดำเนินชีวติ โดยปกติทว่ั ไป ของมนุษย์ และเป็นหลักประกันทีจ่ ะนำความสุข ความสำเร็จ ความอบอุน่ ความสมัครสมานสามัคคี ให้เกิดขึน้ แก่ทง้ั ชีวติ ในส่วนบุคคลและสังคม • การรูจ้ กั ปฏิบตั ถิ กู ต้องในความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ในสังคม มนุษย์เป็นสิง่ มีชวี ติ ทีอ่ ยูร่ วมกันเป็นสังคม จึงมีความจำเป็นต้อง จัดระบบการปฏิบตั ติ อ่ กันทางสังคม ทัง้ นี้ เพือ่ ลดหรือขจัดปัญหาต่าง ๆ ทีเ่ กิดขึน้ จากการอยูร่ ว่ มกัน และเพือ่ ทำให้เกิดความสัมพันธ์ทด่ี รี ะหว่าง บุคคล อันจะทำให้บงั เกิดเป็นสังคมทีด่ งี าม เป็นสังคมทีน่ า่ อยู่ ทีท่ กุ คน ล้วนทำแต่ในสิง่ ทีเ่ ป็นประโยชน์เกือ้ กูลต่อกัน ดังนัน้ การรูจ้ กั ปฏิบตั ติ น ให้ถกู ต้องในความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในสังคม จึงเป็นเรือ่ งสำคัญ อีกเรือ่ งหนึง่ ทีจ่ ะต้องเรียนรูแ้ ละฝึกฝนตนเอง หลักธรรมในพระพุทธศาสนา ได้จำแนกหน้าทีห่ รือความสัมพันธ์ ของบุคคลทีม่ ตี อ่ กันในสังคมไว้ในหมวดธรรม คือ ทิศ 6 โดยจำแนก ความสัมพันธ์ของบุคคลเป็น 6 คูด่ ว้ ยกัน ซึง่ หากพิจารณาอย่างลึกซึง้ แล้ว อันทีจ่ ริงก็คอื ฐานะทางสังคมทัง้ หมดทีบ่ คุ คลหนึง่ ๆ จะต้อง เป็นหรือทำหน้าทีต่ ลอดชีวติ ทีด่ ำรงอยูน่ น่ั เอง 24


ดังนัน้ บุคคลไม่วา่ จะอยูใ่ นฐานะใดก็ตาม เมือ่ ถูกถามว่าจะต้อง ทำตัวหรือปฏิบตั หิ น้าทีอ่ ย่างไรในฐานะนัน้ ๆ หากตอบว่า “ไม่ร”ู้ ก็ยอ่ ม จะไม่สามารถปฏิบตั ติ นหรือทำหน้าทีน่ น้ั ๆ ให้ถกู ต้องได้ สิง่ นีเ้ องทีท่ ำให้ เกิดปัญหาต่าง ๆ ในสังคม กล่าวคือ ปัญหาครอบครัว (ระหว่างบิดา มารดา – บุตร) ปัญหาการเรียน (ระหว่างครูอาจารย์ – ศิษย์) ปัญหา ระหว่างเพือ่ น (ระหว่างเพือ่ น - เพือ่ น) ปัญหาความรัก (ระหว่างสามี ภรรยา) ปัญหาในทีท่ ำงาน (ระหว่างนายจ้าง – ลูกจ้าง) ปัญหาความ เสือ่ มโทรมทางศีลธรรมของสังคม (ระหว่างสมณะ –ชาวบ้าน) และเมือ่ พิจารณาในแง่การปฏิบตั ติ นทีถ่ กู ต้องของแต่ละบุคคล แล้ว แท้ทจ่ี ริงคือสิง่ ทีแ่ ต่ละฝ่ายมีความมุง่ หวังให้อกี ฝ่ายหนึง่ ปฏิบตั ติ อ่ ตนนัน่ เอง การทำหน้าทีไ่ ด้อย่างถูกต้องของบุคคลแต่ละคู่ จะทำให้เกิด สิง่ ทีเ่ รียกว่า Win – Win หรือ ชนะ – ชนะ แก่บคุ คลในแต่ละฝ่าย หมวดธรรมเรือ่ ง “ทิศ 6”ได้จำแนกความสัมพันธ์ของบุคคลใน สังคม เป็น 6 คู่ ดังรายละเอียด ดังนี้ คูท่ ่ี 1 : บิดามารดา – บุตร (ทิศเบือ้ งหน้า) การปฏิบตั ติ นของผูเ้ ป็นบิดา – มารดา 1.ห้ามปรามจากความชัว่ / 2.สอนให้ตง้ั อยูใ่ นความดี / 3.ให้ศกึ ษาศิลปวิทยา / 4.หาคูค่ รองทีส่ มควรให้ / 5.มอบทรัพย์สมบัติ ให้ในโอกาสอันสมควร การปฏิบตั ติ นของผูเ้ ป็นบุตร 1. ท่านเลีย้ งเรามาแล้ว เลีย้ งท่านตอบ / 2.ช่วยทำการ งานของท่าน / 3.ดำรงวงศ์สกุล / 4.ประพฤติตนให้เหมาะสมกับความ เป็นทายาท / 5. เมือ่ ท่านล่วงลับไปแล้ว ทำบุญอุทศิ ให้ทา่ น 25


คูท่ ่ี 2 : ครูอาจารย์ – ศิษย์ (ทิศเบือ้ งขวา) การปฏิบตั ติ นของผูเ้ ป็นอาจารย์ 1. ฝึกฝนแนะนำให้เป็นคนดี / 2. สอนให้เข้าใจแจ่มแจ้ง / 3. สอนศิลปวิทยาให้สิ้นเชิง / 4.ยกย่องให้ปรากฏในหมู่คณะ / 5.สร้าง เครือ่ งคุม้ ภัยในสารทิศ (สอนฝึกให้รจู้ กั เลีย้ งตัวรักษาตนในอันทีจ่ ะดำเนิน ชีวติ ต่อไปด้วยดี) การปฏิบตั ติ นของผูเ้ ป็นศิษย์ 1.ลุกต้อนรับ / 2.เข้าไปหา (เพือ่ บำรุงคอยรับใช้ปรึกษา และรับคำแนะนำ เป็นต้น) / 3.ใฝ่ใจเรียน (คือ มีใจ รัก เรียนด้วยศรัทธา และรูจ้ กั ฟังให้เกิดปัญญา) / 4.ปรนนิบตั ิ ช่วยบริการ / 5.เรียนศิลปวิทยา โดยเคารพ (คือ เอาจริงเอาจัง ถือเป็นกิจสำคัญ) คูท่ ่ี 3 : สามี – ภรรยา (ทิศเบือ้ งหลัง) การปฏิบตั ติ นของผูเ้ ป็นสามี 1.ยกย่องให้เกียรติสมกับฐานะทีเ่ ป็นภรรยา / 2.ไม่ดหู มิน่ / 3.ไม่นอกใจ / 4.มอบความเป็นใหญ่ในงานบ้านให้ / 5.หาเครื่อง ประดับมาให้เป็นของขวัญตามโอกาส การปฏิบตั ติ นของผูเ้ ป็นภรรยา 1.จัดงานบ้านให้เรียบร้อย / 2.สงเคราะห์ญาติมติ รทัง้ สองฝ่ายด้วยดี / 3.ไม่นอกใจ / 4.รักษาทรัพย์สมบัตทิ ห่ี ามาได้ / 5.ขยัน ไม่เกียจคร้านในงานทัง้ ปวง คูท่ ่ี 4 : มิตร – มิตร (ทิศเบือ้ งซ้าย) การปฏิบตั ติ นของผูเ้ ป็นมิตร 1.เผือ่ แผ่แบ่งปัน / 2.พูดจามีนำ้ ใจ / 3.ช่วยเหลือเกือ้ กูล กัน / 4.วางตนเสมอกัน ร่วมสุขร่วมทุกข์กนั / 5 ซือ่ สัตย์จริงใจต่อกัน 26


การปฏิบตั ติ นของผูเ้ ป็นมิตร (ในลักษณะตอบแทน) 1.เมือ่ เพือ่ นประมาท ช่วยรักษาป้องกัน / 2.เมือ่ เพือ่ น ประมาท ช่วยรักษาทรัพย์สมบัตขิ องเพือ่ น / 3.ในคราวมีภยั เป็นทีพ่ ง่ึ ได้ / 4.ไม่ละทิง้ ในยามทุกข์ยาก / 5.นับถือตลอดถึงวงศ์ญาติของมิตร คูท่ ่ี 5 : นายจ้าง – ลูกจ้าง (ทิศเบือ้ งล่าง) การปฏิบตั ติ นของผูเ้ ป็นนายจ้าง 1.จัดการงานให้ทำตามความเหมาะสมกับกำลังความ สามารถ / 2.ให้คา่ จ้างรางวัลสมควรแก่งานและความเป็นอยู่ / 3.จัดสวัสดิการดี มีชว่ ยรักษาพยาบาลให้ยามเจ็บไข้ เป็นต้น / 4.ได้ของแปลก ๆ พิเศษ มา ก็แบ่งปันให้ / 5.ให้มวี นั หยุดและพักผ่อนหย่อนใจตามโอกาสอันควร การปฏิบตั ติ นของผูเ้ ป็นลูกจ้าง 1.เริม่ ทำการงานก่อนนาย / 2.เลิกงานทีหลังนาย / 3. ถือเอาแต่ของทีน่ ายให้ / 4. ทำการงานให้เรียบร้อยและดียง่ิ ขึน้ / 5. นำเกียรติคณ ุ ของนายไปเผยแพร่ คูท่ ่ี 6 : สมณะ – ชาวบ้าน (ทิศเบือ้ งบน) การปฏิบตั ติ นของสมณะ 1.ห้ามปรามจากความชัว่ / 2.ให้ตง้ั อยูใ่ นความดี / 3. อนุเคราะห์ดว้ ยความปรารถนาดี / 4. ให้ได้ฟงั สิง่ ทีย่ งั ไม่เคยฟัง / 5. ทำ สิง่ ทีเ่ คยฟังแล้วให้แจ่มแจ้ง / 6. บอกทางสวรรค์ คือทางชีวติ ทีม่ คี วามสุข ความเจริญให้ การปฏิบตั ติ นของชาวบ้าน 1. จะทำสิง่ ใด ก็ทำด้วยเมตตา / 2. จะพูดสิง่ ใด ก็พดู ด้วยเมตตา / 3.จะคิดสิ่งใด ก็คิดด้วยเมตตา / 4. ต้อนรับด้วยความ เต็มใจ/ 5. อุปถัมภ์ดว้ ยปัจจัย 4 27


• ธรรมสำหรับการเลือกคูค่ รอง การมีคู่ครองเป็นเรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่งในชีวิตของมนุษย์ โดยเฉพาะเมือ่ เจริญวัยมาจนถึงขัน้ ตอนชีวติ ในช่วงทีเ่ รียกว่า คฤหัสถ์ ซึง่ เป็นเรือ่ งทีส่ อดคล้องกับชีวติ ทัง้ ในด้านกายภาพ ทีม่ คี วามรูส้ กึ ต้องการ ทางเพศ และความต้องการสร้างครอบครัว เพือ่ ความมัน่ คงและความ เป็นปึกแผ่นของชีวติ การรูจ้ กั เลือกคูค่ รองทีเ่ หมาะสม เป็นส่วนสำคัญ ประการหนึง่ ทีจ่ ะช่วยเสริมสร้างให้เกิดครอบครัวทีด่ ี ซึง่ เป็นฐานสำคัญ ให้สามารถต่อยอดและประสบความสำเร็จในด้านอื่น ๆ ของชีวิตได้ อย่างมีประสิทธิภาพยิง่ ขึน้ ต่อไป หลักธรรมในพระพุทธศาสนา ได้แสดง สมชีวธิ รรม 4 สำหรับ เป็นเกณฑ์ในการเลือกคูค่ รองทีเ่ หมาะสมกับบุคคล เพือ่ ทำให้สามารถ ครองชีวติ คูอ่ ยูก่ นั ได้ดว้ ยความกลมกลืนและยืนยาว โดยพิจารณาจาก ความเสมอกันหรือความเท่าเทียมกันเพียงใด ในเรือ่ งทีส่ ำคัญ 4 เรือ่ ง คือ สมสัทธา (มีศรัทธาเสมอกัน), สมสีลา (มีศลี เสมอกัน), สมจาคา (มีจาคะเสมอกัน) และสมปัญญา (มีปญ ั ญาเสมอกัน) สมสัทธา หมายถึงการมีความเชือ่ มีสง่ิ ทีเ่ ป็นเครือ่ งยึดเหนีย่ ว จิตใจ หรือมีความคิดเกีย่ วกับวิถกี ารดำเนินชีวติ ทีเ่ สมอกัน สมสีลา หมายถึงการมีหรือพฤติกรรมการแสดงออกทางกาย และวาจาทีเ่ สมอกัน ซึง่ มีเรือ่ งราวทีก่ ว้างขวางมาก ประเด็นทีเ่ ป็นสาระ สำคัญ คือเป็นไปในทางสุจริตหรือทุจริต นอกจากนัน้ ยังรวมไปถึงเรือ่ ง บุคลิกภาพ สุขอนามัย รสนิยมในด้านต่าง ๆ เช่น การรับประทานอาหาร การแต่งกาย เป็นต้น ตลอดจน เรือ่ งของความสะอาด ซึง่ ในเรือ่ งเหล่านี้ มีระดับตัง้ แต่ระดับหยาบทีส่ ดุ จนถึงละเอียดทีส่ ดุ 28


สมจาคะ หมายถึงการมีใจเอือ้ เฟือ้ เสียสละ หรือความใจกว้าง เสมอกัน สมปัญญา หมายถึงการมีความรู้ โดยเฉพาะการมีเหตุมผี ลใน การดำเนินชีวติ การวินจิ ฉัยปัญหาต่าง ๆ ตลอดจนไหวพริบสติปญ ั ญา เสมอกัน กล่าวโดยสรุป หากคูค่ รองใดมี สมชีวธิ รรม 4 เสมอกัน ก็นบั เป็นคูค่ รองทีม่ คี วามเหมาะสมต่อกัน ชีวติ คูจ่ ะอยูก่ นั ได้ยนื ยาว ในทาง ตรงข้ามหากมีความแตกต่างกันมากเท่าใด ก็จะทำให้ครองคู่กันไม่ ยืนยาวเท่านัน้ และยังจะมีเรือ่ งกระทบกระทัง่ หรือระหองระแหง เกิดขึน้ ได้งา่ ยและได้มาก • ธรรมสำหรับการดำเนินชีวติ ในทุกกรณี ในบทนี้มีจุดมุ่งหมายที่จะนำเสนอเคล็ดวิธีตามหลักคำสอน ในพระพุทธศาสนา ที่สามารถนำไปใช้ในการดำเนินชีวิต หรือเผชิญ เรื่องราวต่าง ๆ ของชีวิตได้ในทุกกรณี เพื่อให้บุคคลมีเครื่องมือที่จะ แก้ไขปัญหา – อุปสรรค ให้ผา่ นพ้นไปด้วยดี ตลอดจนนำไปใช้พฒ ั นา ชีวติ เพือ่ ให้ประสบความสำเร็จตามทีป่ ระสงค์ โดยขอนำเสนอแบบสรุป สังเขป ดังนี้ 1. ให้มที า่ ทีรบั รูห้ รือเผชิญกับสิง่ ต่าง ๆ ว่า “เป็นการเรียนรู”้ การมีทา่ ทีดงั กล่าวเป็นประโยชน์มาก ทำให้บคุ คลมีกำลังใจทีด่ ี ไม่กลัว ต่อปัญหาหรืออุปสรรคทัง้ หลาย และพร้อมทีจ่ ะเผชิญเรือ่ งราวต่าง ๆ ทุกเรือ่ งอย่างองอาจ เพราะเห็นว่าสิง่ ต่าง ๆ ทีผ่ า่ นเข้ามา ล้วนมาสอน เพือ่ เพิม่ พูนความรูแ้ ละปัญญาให้ ทำให้ชวี ติ มีแต่ได้กำไร กล่าวคือได้ 29


เพิม่ พูนความรูแ้ ละสติปญ ั ญาอยูต่ ลอดเวลา ไม่วา่ จะเป็นเรือ่ งทีผ่ ดิ หรือ ถูกก็ตาม ดังคำทีว่ า่ “ผิดเป็นครู และถูกก็เป็นครู” 2. ให้รวู้ า่ “ทุกสิง่ มีคณ ุ และโทษอยูใ่ นตัวเอง” ไม่มสี ง่ิ ใดทีม่ ี แต่คณ ุ หรือโทษโดยส่วนเดียว ปัญหาของบุคคลทัว่ ไป มักจะรับรูใ้ นทาง ตรงกันข้าม คือเห็นว่าสิง่ ทีม่ คี ณ ุ ก็มคี ณ ุ อย่างเดียว ไม่มโี ทษเลย และ สิ่งที่มีโทษ ก็มีโทษอย่างเดียว ไม่มีคุณเลย จึงทำให้บุคคลตกอยู่ใน ความประมาท เมือ่ ได้รบั สิง่ ทีเ่ ห็นว่ามีคณ ุ ก็จะมัวแต่ชน่ื ชมมีความสุข จนไม่ได้ระมัดระวังถึงโทษทีม่ อี ยูใ่ นสิง่ นัน้ แต่หากเห็นว่าสิง่ นัน้ มีโทษ ก็มงุ่ จะกำจัดหรือทำลายเพียงอย่างเดียว ทำให้พลาดทีจ่ ะได้รบั คุณทีม่ ี อยูใ่ นสิง่ นัน้ ; ในแง่จติ ใจ ทำให้จติ ใจ ฟูเต็มที่ เมือ่ ได้รบั สิง่ ทีเ่ ป็นคุณ และแฟบอย่างเต็มเหนี่ยว เมื่อได้รับสิ่งที่เป็นโทษ ยกตัวอย่างเช่น พ่อแม่ทม่ี ลี กู ดีเป็นทีร่ กั เป็นทีเ่ ชิดหน้าชูตา ทำให้พอ่ แม่มคี วามสุข แต่ลกู ทีด่ นี น้ั เอง หากเกิดความเปลีย่ นแปลง เช่นกลายเป็นคนไม่ดี หรือหากมี อะไรเกิดขึน้ เช่นเกิดอุบตั เิ หตุให้มอี นั เป็นไปด้วยเหตุอะไรก็ตาม ย่อม ทำให้พอ่ แม่เกิดความทุกข์หนักและมากยิง่ กว่า เมือ่ เปรียบเทียบกับลูก ทีไ่ ม่คอ่ ยดีและไม่คอ่ ยเป็นทีร่ กั การรูว้ า่ “ทุกสิง่ มีคณ ุ และโทษอยูใ่ นตัวเอง” จะทำให้จติ ของ บุคคลดำรงอยูอ่ ย่างเป็นกลาง ไม่เกิดความประมาท ไม่ทำให้หลงรัก หรือหลงชังสิง่ หนึง่ สิง่ ใดโดยส่วนเดียว แต่จะรูจ้ กั เลือกทีเ่ ข้าไปเกีย่ วข้อง แล้วทำให้เกิดคุณ พร้อม ๆ กับระมัดระวังในส่วนโทษทีจ่ ะเกิดขึน้ มีผรู้ ู้ บางท่านเปรียบเรือ่ งนีเ้ หมือนกับการกินปลา ทีส่ ามารถได้ประโยชน์จาก การกินเนือ้ ปลา โดยไม่ตอ้ งถูกก้างปลาทิม่ แทงเอา 3. ใช้หลัก “อนุรกั ษ์ และพัฒนา” เป็นหลักประการถัดไปใน การลงมือเกีย่ วข้องกับเรือ่ งต่าง ๆ กล่าวคือ ให้ศกึ ษาและทำความเข้าใจ 30


ในเรือ่ งนัน้ ๆ ให้ดเี สียก่อน และสามารถแยกแยะได้วา่ มีสว่ นใดทีถ่ กู ต้อง หรือดีอยูแ่ ล้ว และมีสว่ นใดทีย่ งั บกพร่องหรือมีปญ ั หา ในส่วนทีถ่ กู ต้องหรือดีอยูแ่ ล้ว ส่วนนัน้ จะต้อง“อนุรกั ษ์” หรือ รักษาเอาไว้ และในส่วนทีย่ งั บกพร่องหรือมีปญ ั หาอยู่ ส่วนนัน้ จะต้อง “พัฒนา” หรือปรับปรุงแก้ไขให้ดขี น้ึ หากไม่รหู้ ลักปฏิบตั นิ แ้ี ล้ว จะทำให้เกิดปัญหาได้มาก กล่าวคือ สิง่ ทีถ่ กู ต้องหรือดีอยูแ่ ล้ว ทีค่ วรอนุรกั ษ์เอาไว้ ก็อาจจะไม่หลงเหลืออยู่ เพราะไปพัฒนาเข้า และในทางตรงข้าม สิ่งที่บกพร่องหรือมีปัญหา ก็ไม่ได้รบั การแก้ไข เพราะไปปฏิบตั ผิ ดิ คือไปอนุรกั ษ์ไว้ ทำให้เกิดความ เสียหายได้มาก 4. ใช้หลัก “สัปปุรสิ ธรรม 7” (หลักธรรมของคนดี หรือบัณฑิต) มี 7 ประการ คือ รู้เหตุ รู้ผล รู้ตน รู้ประมาณ รู้กาล รู้บุคคล รู้ชุมชน ซึง่ แจกแจงรายละเอียดสังเขปได้ดงั นี้ • รูเ้ หตุ (ธัมมัญญุตา) รูถ้ งึ หลักความจริง หรือเหตุปจั จัย ทีเ่ ป็นกฎเกณฑ์หรือเงือ่ นไขของสิง่ ต่าง ๆ • รูผ้ ล (อัตถัญญุตา) รูถ้ งึ ความมุง่ หมาย หรืออรรถประโยชน์ หรือคุณค่าทีแ่ ท้จริงของสิง่ ต่าง ๆ • รูต้ น (อัตตัญญุตา) รูถ้ งึ ฐานะหรือกำลังในด้านต่าง ๆ ของตนทีม่ อี ยู่ เช่น วัย เพศ นิสยั สถานภาพทางสังคม กำลังทรัพย์ ความรู้ ความสามารถ ความถนัด • รูป้ ระมาณ (มัตตัญญุตา) รูถ้ งึ ความพอเหมาะพอดีใน การกระทำนัน้ ๆ ให้ไม่มากเกินไปหรือไม่นอ้ ยเกินไป • รูก้ าล (กาลัญญุตา) รูจ้ กั ใช้เวลาให้ถกู ต้อง ให้ตรงเวลา ให้เป็นเวลา ให้ทนั เวลา ให้พอเวลา ให้เหมาะเวลา ฯลฯ 31


• รูบ้ คุ คล (ปุคคลัญญุตา) รูจ้ กั ความแตกต่างของบุคคล ทีเ่ กีย่ วข้องด้วย เช่น โดยอัธยาศัย ความสามารถ ความถนัด • รูช้ มุ ชน (ปริสญ ั ญุตา) รูจ้ กั ในเรือ่ งความเชือ่ ขนบประเพณี - วัฒนธรรมของชุมชน หรือรูเ้ ท่าทันความเป็นไปต่าง ๆ ของสังคม ความหมายของสัปปุรสิ ธรรม 7 ในทีน่ ้ี คือ การจะกระทำอะไร ไม่ใช่กระทำตามความอยากหรือความต้องการตน เพราะหากกระทำ เช่นนัน้ จะทำให้เกิดปัญหาและความขัดแย้งได้มาก แต่ให้กระทำตาม ผลการประมวลจากการพิจารณาใน 7 หัวข้อของสัปปุรสิ ธรรม 7 ซึง่ จะ ทำให้ได้วธิ กี ารกระทำทีเ่ หมาะสมและตรงต่อสถานการณ์อย่างแท้จริง เรือ่ ง สัปปุรสิ ธรรม 7 นี้ อันทีจ่ ริงคือเรือ่ งเดียวกันกับ “ปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียง” ทีพ่ ระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูห่ วั พระราชทานแก่ ปวงชนชาวไทย ซึง่ มี 3 หัวข้อใหญ่ คือ 1. ความพอประมาณ 2. ความมีเหตุผล 3. การมีภมู คิ มุ้ กันในตัวทีด่ ี พอทีจ่ ะต้านทานและลดผลกระทบ จากการเปลีย่ นแปลงต่าง ๆ จากกระแสโลกาภิวตั น์ นัยโดยสรุปของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมีวา่ การจะกระทำ กิจกรรมใด ๆ ก็ตาม จะต้องคำนึงถึงเรือ่ ง “ความพอประมาณ”ก่อนเป็น ประการแรก กล่าวคือให้คำนึงถึงศักยภาพหรือสิง่ ต่าง ๆ ทีบ่ คุ คล องค์กร หรือประเทศชาติ มีอยูจ่ ริงเสียก่อน ซึง่ ส่วนนีจ้ ะเป็นต้นทุนสำคัญในการ ดำเนินการต่าง ๆ ต่อไป เช่น ต้นทุนทางการเงิน ต้นทุนในเรือ่ งความรู้ ความสามารถและประสบการณ์ ต้นทุนในด้านทรัพยากรธรรมชาติ ต้นทุน ในลักษณะภูมปิ ระเทศและภูมอิ ากาศ หรือแม้แต่ตน้ ทุนทีเ่ ป็นนามธรรม เช่นความเชือ่ ขนบประเพณี วิถกี ารดำเนินชีวติ ทางวัฒนธรรม 32


“ความพอประมาณ” ในทีน่ ้ี หมายถึง ไม่ทำอะไรทีเ่ กินตัว หรือเกินเลยต้นทุนทีม่ อี ยู่ ไม่ทำด้วยความโลภหรือเล็งผลเลิศจนเกินไป ไม่กอ่ หนีส้ นิ โดยไม่จำเป็น แต่จะต้องพิจารณาจากต้นทุนทีม่ อี ยู่ แล้ว ดำเนินการไปให้เหมาะสมและสอดคล้องกับต้นทุนที่มีอยู่จริง ซึ่งจะ ทำให้สง่ิ ทีท่ ำสามารถดำรงอยูใ่ นลักษณะทีพ่ ง่ึ ตนเองได้ อย่างทีเ่ รียกว่า “ไม่ตอ้ งยืมจมูกคนอืน่ หายใจ” “ความมีเหตุผล” หมายถึง ไม่ทำด้วยอารมณ์หรือความรูส้ กึ ไม่ทำตามกันด้วยความเห่อหรือตามแฟชั่น แต่ต้องแสวงหาความรู้ และทำด้วยความรูเ้ ท่าทันและรูจ้ ริงในสิง่ ทีท่ ำ และมีจดุ มุง่ หมายในการ กระทำทีช่ ดั เจน ตลอดจนรูจ้ กั เลือกเฟ้นระบบ กระบวนวิธี เครือ่ งมือ อุปกรณ์ และเทคโนโลยี เป็นต้น ให้เหมาะสมกับความพอประมาณที่ เป็นอยู่ “การมีภมู คิ มุ้ กันในตัวทีด่ ี ฯ” หมายถึง ความมัน่ คงและ ยัง่ ยืนในกิจกรรมหรือสิง่ ทีท่ ำ ซึง่ อันทีจ่ ริง “ความพอประมาณ” และ “ความมีเหตุผล” เป็นปัจจัยหลักหรือฐานรากอันแข็งแกร่ง ทีจ่ ะทำให้ เกิดภูมคิ มุ้ กันทีด่ ใี นตัวอยูแ่ ล้ว แต่อย่างไรก็ตามเนือ่ งจากสิง่ ต่าง ๆ (เช่น ยุคสมัย บุคคล สังคม) มีความเคลื่อนไหวและเปลี่ยนแปลงอยู่ ตลอดเวลา จึงจำเป็นต้องติดตามความเคลือ่ นไหวและความเปลีย่ น แปลงอยูเ่ สมอ และอาจจำเป็นต้องปรับปรุงระบบ กระบวนวิธี พัฒนา บุคลากร ฯลฯ อยูเ่ ป็นระยะๆ เพือ่ ให้กจิ กรรมหรือสิง่ ทีก่ ระทำสามารถ ดำรงอยูไ่ ด้และก้าวทันในความเปลีย่ นแปลง ไม่ถกู ผลกระทบจากความ เปลีย่ นแปลงทีเ่ กิดขึน้ รากฐานของ “เศรษฐกิจพอเพียง” ทัง้ 3 หัวข้อดังทีก่ ล่าว แล้ว ยังได้ตรัสแนะนำอีกว่า แม้รหู้ ลักดังทีว่ า่ นีแ้ ล้ว ก็ใช่วา่ จะนิง่ นอน 33


ใจได้ แต่ยงั จะต้องกระทำไปด้วยความไม่ประมาท ด้วยความรอบคอบ ระมัดระวังอยูเ่ สมอ ด้วยความซือ่ สัตย์สจุ ริต ความเพียร ความอดทน ด้วยสติและปัญญาและจิตสำนึกในคุณธรรม เพื่อที่จะให้ประสบผล สำเร็จด้วยดี “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” เมือ่ นำมาเทียบเคียงกับ “สัปปุรสิ ธรรม 7” สามารถนำมาเปรียบเทียบกันได้ดงั นี้ ความพอประมาณ = ความรูจ้ กั ตน + ความรูจ้ กั ประมาณ ความมีเหตุผล = ความรูจ้ กั เหตุ + ความรูจ้ กั ผล การมีภมู คิ มุ้ กันในตัวทีด่ ฯี = ความรูจ้ กั กาล (ยุคสมัย) + ความรูจ้ กั บุคคล (บุคคล) + ความรูจ้ กั ชุมชน (สังคม) กล่าวได้วา่ “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” เป็นการอธิบาย “สัปปุรสิ ธรรม 7” ในลักษณะประยุกต์นน่ั เอง • รูจ้ กั ความสุขในมิตติ า่ ง ๆ ความสุข เป็นเรื่องสำคัญยิ่งอีกเรื่องหนึ่ง เป็นสิ่งที่เป็นยอด ปรารถนา และมีอทิ ธิพลต่อพฤติกรรมและวิถกี ารดำเนินชีวติ ของมนุษย์ เป็นอย่างมาก กล่าวได้วา่ การกระทำทุกอย่างของมนุษย์ลว้ นเป็นไปเพือ่ ความสุข หรือมีความสุขเป็นเป้าหมาย มองอีกด้านหนึง่ ความสุขเป็น อาหารหล่อเลี้ยงจิต ทำให้จิตตั้งมั่น มีกำลังและพลังสร้างสรรค์ เช่นเดียวกันกับปัจจัย 4 ทีเ่ ป็นอาหารหล่อเลีย้ งกาย ทำให้รา่ งกายแข็งแรง และดำรงอยูไ่ ด้อย่างเป็นปกติสขุ ซึง่ ชีวติ จะขาดเสียมิได้ ในทางตรงกันข้าม หากจิตขาดความสุขแล้ว จิตจะไม่ตง้ั มัน่ จะหวัน่ ไหว ดิน้ รน ซัดส่าย ไม่พร้อมทีจ่ ะทำหน้าที่ และหากขาดความสุข ไปนาน ๆ จิตก็จะแห้ง เฉา ซึม ขาดพลังความคิดสร้างสรรค์ หรืออาจ 34


ออกอาการไปในทางตรงข้าม คือ ก้าวร้าว เกรีย้ วกราด และนำไปสู่ โรคซึมเศร้า โรคจิต และโรคประสาท ในทีส่ ดุ ดังนัน้ จึงจำเป็นอย่างยิง่ ทีจ่ ะต้องเรียนรูถ้ งึ เรือ่ งราวของความสุข ตลอดจนวิธบี ริหารจัดการ เพือ่ ทำให้ความสุขเป็นส่วนประกอบของชีวติ ทีส่ ามารถดำรงคงอยูเ่ คียงคู่ กับชีวติ ได้ตลอดเวลาและ ในทุกสถานการณ์ กล่าวโดยสรุป ตามหลักพุทธธรรม จำแนกความสุขเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ 1. ความสุขทางกาย 2. ความสุขทางใจ 1 . ความสุขทางกาย เป็นความสุขพื้นฐานของชีวิต เป็นความสุขที่เกิดขึ้นจาก ประสาทรับรูท้ างกาย ได้สมั ผัสกับสิง่ ต่าง ๆ หรืออารมณ์ (สิง่ ที่ จิตรับรู)้ ภายนอกทีพ ่ อเหมาะ ซึง่ หลักธรรมในพระพุทธศาสนาแสดง ไว้วา่ โดยสรุป คือ ความเย็น – ร้อน อ่อน – แข็ง ตึง – ไหว นัน่ เอง ส่วนประสาทรับรูท้ างอืน่ ๆ คือ ประสาทตา หู จมูก ลิน้ เมือ่ รับรูอ้ ารมณ์ แล้ว จะเกิดความรูส้ กึ เฉย ๆ เพียงอย่างเดียว การรับรูท้ างตาเป็นต้น แล้วทำให้เกิดความสุขนัน้ อันทีจ่ ริงเป็นความสุขทางใจต่างหาก ซึง่ จะได้ อธิบายให้ชดั เจนยิง่ ขึน้ ในบทถัดไปในเรือ่ งความสุขทางใจ กลไกการเกิดขึ้นของความสุขทางกายนี้เหมือนกันในทุกคน (ทีร่ า่ งกายอยูใ่ นสภาพเป็นปกติ) เพราะเป็นเรือ่ งของระบบประสาทล้วน ๆ ทีท่ ำหน้าทีเ่ หมือนกันในทุกคน เช่น อุณหภูมทิ เ่ี ย็นมากทำให้รา่ งกาย เกิดความทุกข์ หากใช้เครือ่ งทำความร้อนเพิม่ อุณหภูมใิ ห้อนุ่ ขึน้ ก็จะ ทำให้รา่ งกายเกิดความสุข หรือในทางตรงข้าม อุณหภูมทิ ร่ี อ้ นทำให้ ร่างกายเกิดความทุกข์ หากใช้เครือ่ งปรับอากาศทำความเย็นให้เพิม่ ขึน้ 35


ก็จะทำให้รา่ งกายเกิดความสุข ความสุขทางกาย กล่าวโดยสรุป ขึน้ อยูก่ บั สิง่ ทีป่ ระสาทกาย รับรูเ้ ป็นสำคัญ การบริหารจัดการให้เกิดความสุขประเภทนี้ จึงอยูท่ ่ี การรูจ้ กั บริหารจัดการกับสิง่ ทีเ่ ป็นอารมณ์ภายนอก คือเรือ่ ง เย็น – ร้อน อ่อน – แข็ง ตึง – ไหว ให้มปี ริมาณและคุณภาพพอเหมาะกับการ สัมผัสรับรูข้ องประสาทกาย ก็จะทำให้เกิดความสุขทางกายขึน้ ความสุข ทางกายนี้ นับว่ามีความสำคัญมาก เพราะเป็นพืน้ ฐานทีจ่ ะทำให้เกิด ความสุขทางใจต่อไป หากกายอยูใ่ นภาวะทุกข์ หรือกำลังมีโรคภัยไข้ เจ็บรุมเร้า ความสุขทางใจอืน่ ๆ ก็เกิดขึน้ ได้ยาก 2. ความสุขทางใจ เป็นความสุขทีเ่ กิดขึน้ อันเนือ่ งจากการรับรูส้ ง่ิ ต่าง ๆ ที่ รับรูท้ างใจ โดยจำแนกย่อยเป็น 3 ประเภท คือ 2.1 ความสุขทางใจทีเ่ กิดจากการรับรู้ รูป เสียง กลิน่ รส และกายสัมผัส ความสุขประเภทนี้ เป็นความสุขทีเ่ กิดขึน้ จากการสัมผัส รับรู้ รูป เสียง กลิน่ รส และสิง่ ต้องกาย แต่เป็นการรับรูท้ างใจ รูป เสียง กลิน่ รส และสิง่ ต้องกาย ทีส่ มั ผัสรับรูท้ างตา หู จมูก ลิน้ และประสาทกาย นอกจากจะทำให้เกิดความรูส้ กึ ทีเ่ ป็นความสุข ความทุกข์ หรือเฉย ๆ ทางกาย ดังทีไ่ ด้อธิบายไปแล้วในบททีผ่ า่ นมา ยังได้สง่ ต่อการรับรูน้ ้ี ให้เข้าไปสัมผัสรับรูท้ างใจด้วย และทำให้เกิดเป็น ความรูส้ กึ สุข ทุกข์ หรือเฉย ๆ ซึง่ เป็นความรูส้ กึ ทางใจขึน้ ส่วนจะเกิด เป็นความรูส้ กึ อะไรนัน้ ขึน้ อยูก่ บั สิง่ ทีเ่ รียกว่า “มนสิการ” (การกระทำ ในใจ) ซึง่ กล่าวโดยสรุป คือ “จินตนาการ” เป็นสำคัญ เพราะหากขึน้ กับรูป เสียง เป็นต้น เพียงอย่างเดียว ทุกคนทีไ่ ด้รบั รูป เสียง ฯลฯ อย่าง เดียวกัน ก็จะต้องรูส้ กึ สุขเหมือนกันหรือทุกข์เหมือนกัน และนอกจากจะ 36


เกิดขึน้ ได้ในขณะทีก่ ำลังมีการสัมผัสรับรูก้ บั รูป เสียง กลิน่ รส และ สิ่งต้องกายแล้ว ยังสามารถเกิดขึ้นได้จากลำพังเพียงการดำริ หรือ นึกถึงก็ได้ ยกตัวอย่าง บุคคลได้รบั รสชาติของอาหารชนิดหนึง่ ในเบือ้ งแรก จะเกิดการสัมผัสรับรูร้ สชาติทป่ี ระสาทลิน้ ก่อน และทำให้เกิดเป็นความ รูส้ กึ ทางกาย ต่อจากนัน้ จะมีกระบวนการรับรูส้ ง่ ต่อไปให้ใจสัมผัสรับรู้ อีกครัง้ หนึง่ และทำให้เกิดความรูส้ กึ ทางใจขึน้ ซึง่ ในขัน้ ตอนนีก้ ารจะ เกิดเป็นความรูส้ กึ แบบใด ขึน้ อยูก่ บั บุคคลว่าจะมีจนิ ตนาการต่อสิง่ ที่ สัมผัสรับรูน้ น้ั อย่างไร หรือในอีกตัวอย่าง แม้ว่าจะเป็นอาหารจานเดียวกันนั่นเอง หากบุคคลมีจินตนาการไปว่า เป็นอาหารจากบุคคลที่รักเป็นผู้ทำให้ เมือ่ รับประทานก็จะทำให้เกิดเป็นสุขเวทนาทางใจ เหมือนอย่างคำพังเพย ทีว่ า่ ยามรักน้ำต้มผักก็วา่ หวาน ในทางตรงข้าม หากมีจนิ ตนาการไปว่า เป็นอาหารจากบุคคลทีเ่ กลียดเป็นผูท้ ำให้ แม้รสชาติของอาหารจะเป็น อย่างเดียวกัน แต่จะทำให้เกิดเป็นทุกขเวทนาทางใจขึน้ แทน และเกิด ความรูส้ กึ ผะอืดผะอมในการรับประทานอาหารนัน้ ได้ กล่าวโดยสรุป หากจินตนาการต่อสิ่งที่สัมผัสรับรู้ ว่าเป็นสิ่ง สวยงาม (สุภนิมติ ) ทีท่ ำให้รสู้ กึ ว่าเป็นสิง่ ทีน่ า่ รัก น่าใคร่ จะทำให้เกิด ความสุข แต่สง่ิ เดียวกันนัน้ เอง หากจินตนาการไปว่าเป็นสิง่ ทีน่ า่ ขัดเคือง (ปฏิฆนิมติ ) ทีท่ ำให้รสู้ กึ ว่าไม่นา่ รัก ไม่นา่ พอใจ ก็จะทำให้เกิดความทุกข์ แต่หากไม่ได้จนิ ตนาการไปตามนัยทัง้ สองข้างต้น จะทำให้เกิดความรูส้ กึ เฉย ๆ ความสุขทางใจทีม่ นุษย์รจู้ กั เช่น ความสุขทีเ่ กิดขึน้ จากการมี ความพรัง่ พร้อมของทรัพย์สมบัตหิ รือวัตถุสง่ิ ของ การได้โลกธรรมในฝ่าย 37


เจริญ คือ ลาภ ยศ สุข สรรเสริญ อันทีจ่ ริงคือความสุขประเภทนี้ คุณลักษณะของความสุขประเภทนี้ ซึง่ นอกจากจะขึน้ อยู่ กับการจินตนาการแล้ว ยังเป็นความสุขทีไ่ ม่ยง่ั ยืน ดำรงอยูเ่ พียง ชัว่ ครูช่ ว่ั ยาม และจะไม่รสู้ กึ เป็นสุขอีกต่อไป เมือ่ ได้สมั ผัสรับรูค้ วามสุข นัน้ อยูบ่ อ่ ย ๆ ยกตัวอย่าง เช่น อาหารทีอ่ ร่อยทีค่ นรักทำให้ แต่หากให้ รับประทานต่อเนือ่ งกันหลาย ๆ มือ้ แม้รสชาติของอาหารจะเป็นอย่างเดิม แต่กจ็ ะทำให้ไม่รสู้ กึ มีความสุขในการรับประทานอีกต่อไป การบริหารจัดการความสุขประเภทนี้ จึงอยูท่ ก่ ี ารรูจ้ กั จินตนาการให้ เป็นไปในทางทีเ่ ป็นสุภนิมติ และยังต้องรูจ้ กั ปรับเปลีย่ นไป – มาตามสมควร ไม่ให้ซำ้ หรือจำเจอยูก่ บั เรือ่ งหรือสิง่ ใดจนเกินไปด้วย การมองโลกในแง่ดี หรือ Positive Thinking ทีส่ อนกันในสังคม เพือ่ ทำให้เกิดความสุขในชีวติ อันทีจ่ ริงก็คอื สิง่ เดียวกันกับเรือ่ งของจินตนาการทีเ่ ป็นสุภนิมติ นีเ้ อง และ เนือ่ งจากความสุขประเภทนี้ ต้องอิงอาศัย รูป เสียง กลิน่ รส และสัมผัส ทางกาย ซึง่ เป็นสิง่ ทีอ่ ยูภ่ ายนอกตัว และยังจะต้องมีการแสวงหา – ครอบครอง –เสพอารมณ์เหล่านีด้ ว้ ย ดังนัน้ เพือ่ ทำให้เกิดความมัน่ คงและปลอดภัย ในความสุขประเภทนี้อย่างแท้จริง จึงต้องคำนึงถึงวิธีการแสวงหา และครอบครองให้ถูกต้องตามครรลองของศีลธรรม กฎหมาย และ ขนบประเพณีด้วย จึงอาจเรียกความสุขประเภทนี้ที่ได้รับการบริหาร จัดการให้ถกู ต้องแล้วนีว้ า่ เป็น ความสุขทางใจทีเ่ กิดจากศีล 2.2 ความสุขทางใจทีเ่ กิดจากสมาธิ เป็นความสุขทีไ่ ม่ได้มงุ่ เอาการตอบสนองด้วย รูป เสียง กลิน่ รส และ สิง่ ต้องกายใด ๆ เป็นสำคัญ แต่เป็น ความสุขทีเ่ กิดจากการทีจ่ ติ มีสติระลึกและตัง้ มัน่ ในอารมณ์ ทีท่ ำให้เกิดสมาธิ หรือจินตนาการถึงสิง่ ทีท่ ำให้เกิดความศรัทธา ความเพียร ความดีงาม ความไม่ประมาท ความบริสุทธิ์ ฯลฯ 38


ซึง่ หลักพระพุทธศาสนาสอนไว้ในเรือ่ ง “กรรมฐาน 40” (อารมณ์ 40 อย่างทีท่ ำให้เกิดสมาธิ) การจินตนาการทีท่ ำให้เกิดความสุขในระดับนี้ มีความแตกต่าง จากจินตนาการในบททีผ่ า่ นมา ซึง่ เป็นการจินตนาการต่อ รูป เสียง กลิน่ รส และสิง่ ต้องกาย ให้มคี วามหมายว่าเป็นสิง่ ทีน่ า่ รัก น่าใคร่ น่าปรารถนา จึงจะทำให้เกิดความสุขขึน้ ได้ ความสุขทางใจประเภทนี้ จึงเป็นความสุขทีเ่ ป็นเอกเทศของ บุคคล ไม่ตอ้ งไปแย่งชิงกับใคร และใคร ๆ ก็ไม่อาจมาแย่งชิงได้ ไม่อาจ จะไปซือ้ หากับใคร และใคร ๆ ก็ไม่สามารถนำมาขายให้ได้ บุคคลจะ ต้องเพียรฝึกฝนและปฏิบตั ใิ ห้บงั เกิดขึน้ ด้วยตนเอง เมือ่ ปฏิบตั ไิ ด้ผลจน ชำนาญแล้ว จะสามารถทำให้ความสุขชนิดนีเ้ กิดขึน้ เมือ่ ใดก็ได้ เป็น ความสุขทีม่ น่ั คงและยัง่ ยืน และทีพ่ เิ ศษมากอีกประการหนึง่ เป็นความ สุขทีม่ รี สชาติประณีต สุขมุ ไม่ทำให้เกิดความรูส้ กึ เบือ่ หน่ายแต่ประการใด แม้จะเกิดขึน้ บ่อย ๆ หรือต่อเนือ่ งเป็นเวลานานก็ตาม การปฏิบตั สิ มาธิ โดยให้จติ มีสติระลึกอยูก่ บั สิง่ ใดสิง่ หนึง่ หรือเรื่องใดเรื่องหนึ่งเพียงอย่างเดียว เช่น การมีสติตามรู้ลม หายใจเข้าและออก ทำให้เกิดความสุขได้อย่างไร ? เรือ่ งนีอ้ าจเปรียบได้กบั การเอาเชือกผูกวัวไว้กบั หลัก ในตอนแรก วัวจะดิน้ ไปมา และอาจมีการฉุดกระชากบ้าง แต่ในทีส่ ดุ วัวก็จะหมอบ และสงบนิ่งอยู่กับหลักนั้นเอง ธรรมชาติของจิตก็เช่นเดียวกัน หาก สามารถประคองจิตให้มสี ติระลึกรูอ้ ยูก่ บั สิง่ ใดสิง่ หนึง่ หรือเรือ่ งใดเรือ่ งหนึง่ ที่เป็นอารมณ์ของสมาธิได้อย่างต่อเนื่อง จิตก็จะสงบและนิ่งอยู่กับ อารมณ์ของสมาธิทก่ี ำหนดนัน้ เอง ความสงบนิง่ ทีเ่ กิดขึน้ นี้ คือความ สุขทีเ่ กิดขึน้ จากสมาธิ อุปมาในทีน่ ้ี เปรียบเชือกคือสติ วัวคือจิต หลัก 39


ทีล่ า่ มวัวคืออารมณ์กรรมฐาน และอาการทีส่ งบนิง่ ของวัวคือความสุข ทีเ่ กิดขึน้ 2.3 ความสุขทางใจที่เกิดจากปัญญา ความสุขประเภท สุดท้ายนี้ เป็นความสุขพิเศษทีม่ คี วามแตกต่างจากความสุขทีก่ ล่าวมา ข้างต้นทัง้ หมด กล่าวคือ เป็นความสุขทีไ่ ม่ขน้ึ อยูก่ บั อารมณ์ใด ๆ ที่ รับรู้ ความสุขทางใจ 2 ประเภทแรกทีก่ ล่าวไปแล้ว จะต้องมีอารมณ์ ภายนอก คือ รูป เสียง กลิน่ รส และสิง่ ต้องกาย ทีจ่ นิ ตนาการจนรูส้ กึ ว่า เป็นสิง่ น่ารักน่าปรารถนา หรือมีอารมณ์ทเ่ี ป็นสมาธิอย่างใดอย่างหนึง่ ให้ใจรับรู้ จึงจะเกิดความรูส้ กึ เป็นความสุขได้ แต่ความสุขประเภท สุดท้ายนีข้ น้ึ อยูก่ บั ปัญญาทีท่ ำให้จติ มีทา่ ทีทถ่ี กู ต้องในการรับรู้ ต่อสิง่ ต่าง ๆ กล่าวโดยสรุป คือ รับรูต้ อ่ สิง่ ต่าง ๆ ให้เป็นการเรียนรู้ ตามทีไ่ ด้กล่าวไปแล้วในหัวข้อธรรมสำหรับการดำเนินชีวติ ในทุกกรณี (ดูหน้า 30 -35) จึงทำให้ได้กำไรในการรับรูต้ อ่ สิง่ ต่าง ๆ อยูต่ ลอดเวลา ไม่วา่ สิง่ ทีร่ บั รูน้ น้ั จะเป็นสิง่ ดีหรือร้ายในสายตาของบุคคลทัว่ ไปก็ตาม ความรูส้ กึ ว่าได้กำไรนีเ้ อง ทีท่ ำให้เกิดความสุข ในทางตรงข้าม หากรูส้ กึ ว่าเสียหรือขาดทุน ก็จะทำให้บคุ คลเกิดความรูส้ กึ ทีเ่ ป็นความทุกข์ ดังนัน้ บุคคลทัว่ ไปจึงมีความทุกข์และความสุขสลับกันไป หรือขึน้ ๆ ลง ๆ ฟู ๆ แฟบ ๆ ไปตามที่รู้สึกได้ว่ากำไรหรือขาดทุน แต่หากมีปัญญาเห็น ได้จริง ๆ ว่า ทุกเรือ่ งทีร่ บั รูห้ รือเผชิญอยูน่ น้ั ล้วนทำให้ชวี ติ ได้กำไร กล่าวคือ ได้ ป ระสบการณ์ ห รื อ ปั ญ ญาเพิ ่ ม พู น ขึ ้ น ตลอดเวลา ดั ง คำที ่ ว ่ า “ผิดเป็นครู ถูกก็เป็นครู” ก็จะเป็นคนทีส่ ามารถมีความสุขอยูไ่ ด้ตลอด เวลาในทุกเรือ่ งและทุกสถานการณ์ 40


• วิถชี วี ติ ทีท่ ำให้เป็นผูม้ อี ายุยนื ในเรือ่ งนีข้ อนำ “หลักอายุวฒ ั นธรรม 5” หรือ ธรรมทีเ่ กือ้ กูล แก่อายุ ธรรมทีส่ ง่ เสริมสุขภาพ ธรรมทีช่ ว่ ยทำให้อายุยนื ซึง่ พระพุทธเจ้า ได้ตรัสสอนไว้ มานำเสนอ ดังต่อไปนี้ 1. สัปปายการี การทำสิง่ ทีส่ บายทีเ่ อือ้ ต่อชีวติ ซึง่ ในทีน่ ้ี คือ การรูจ้ กั จัดการหรือปรับปรุงสิง่ ต่าง ๆ ทีอ่ ยูร่ อบตัว ให้มปี ริมาณและ คุณภาพทีพ่ อเหมาะ แล้วทำให้เกิดความสุขแก่ชวี ติ ทัง้ ทางกายและใจ เช่น การจัดวางสิง่ ของเครือ่ งใช้ทจ่ี ำเป็นให้มพี อเพียง – ครบถ้วน เป็น ระเบียบเรียบร้อย ให้นา่ อยูแ่ ละถูกสุขลักษณะ อยูใ่ นสิง่ แวดล้อมทีส่ งบ ไม่มเี สียงอึกทึกรบกวน ร่มเย็น อากาศบริสทุ ธิ์ (ไม่มกี ลิน่ ไม่มคี วัน) และ ถ่ายเทดี การจัดอุณหภูมใิ ห้พอเหมาะกับร่างกาย หรือแม้แต่การรูจ้ กั ปรับเปลี่ยนอิริยาบถให้เหมาะสม ไม่ทำอะไรที่หักโหมหรือเกินกำลัง เป็นต้น 2. สัปปายมัตตัญญุตา การรู้จักประมาณในสิ่งที่สบาย หมายความว่า แม้จะรูจ้ กั ทำความสบายให้เกิดขึน้ แก่ชวี ติ แล้ว ยังจะ ต้องรูจ้ กั กระทำให้มคี วามพอดีดว้ ย กล่าวคือ ไม่มากเกินไป และไม่นอ้ ย เกินไป เพราะหากมากเกินไป ก็จะกลายเป็นภาระให้วนุ่ วาย แต่หาก น้อยเกินไป ก็ไม่เพียงพอทีจ่ ะทำให้เกิดความสุขได้อย่างยัง่ ยืน 3. ปริณตโภชี การบริโภคสิง่ ทีย่ อ่ ยง่าย ซึง่ นอกจากให้รจู้ กั เลือกรับประทานอาหารให้เหมาะสม ไม่เป็นโทษต่อร่างกายแล้ว ยัง หมายรวมไปถึงการเคีย้ วให้ละเอียดด้วย 4. กาลจารี การประพฤติเหมาะในเรือ่ งเวลา ซึง่ มีความหมาย ว่า ให้รจู้ กั จัดสรรหรือแบ่งเวลาในการทำกิจกรรมต่าง ๆ ของชีวติ เช่น การทำงาน พักผ่อน และออกกำลังกาย ให้เหมาะสม 41


5. พรหมจารี ถือพรหมจรรย์ หรือ รู้จักควบคุมกามารมณ์ และเว้นจากเมถุนบ้าง ในประเด็นสุดท้ายนี้ พระพุทธเจ้าได้ตรัสสอน ว่าความรูส้ กึ ทีห่ มกมุน่ ในกามารมณ์หรือการประกอบเมถุนทีม่ ากเกินไป เป็นสาเหตุประการหนึง่ ทีท่ ำให้อายุไม่ยนื ทีเ่ ป็นเช่นนี้ มีคำอธิบายว่า ทุกครั้งที่มีความรู้สึกกำหนัดเกิดขึ้น จะทำให้ธาตุไฟของร่างกายเกิด เพิม่ มากขึน้ และยังไปเผาเยือ่ ในกระดูกให้เกิดเป็นน้ำกาม ร่างกายจึงมี ความทรุดโทรมไปทุกครัง้ เมือ่ มีความกำหนัดหรือประกอบเมถุน การ ควบคุมในเรือ่ งเหล่านี้ ไม่ให้มมี ากจนเกินไป จะมีสว่ นช่วยให้รา่ งกาย ไม่ทรุดโทรมจนเกินไป ซึง่ มีผลในแง่ทำให้อายุยนื ด้วย • ธรรมสำหรับการเผชิญความแก่-เจ็บ-ตาย ความแก่ – เจ็บ (คือเจ็บป่วย) – ตาย เป็นเรือ่ งทีม่ นุษย์ทกุ คน จะต้องเผชิญ ไม่อาจหลีกเลีย่ งได้ เป็นสิง่ บีบคัน้ ชีวติ ให้เกิดความทุกข์ เมือ่ ได้ประสบ ในประวัตศิ าสตร์ของมนุษย์ได้เห็นร่องรอยของการคิดค้น เพือ่ เอาชนะในเรือ่ งเหล่านีเ้ ป็นพัน ๆ ปี ตัวอย่างทีเ่ ห็นชัด เช่น มัมมีข่ อง อียปิ ต์โบราณ หรือการค้นคว้าแสวงหายาอายุวฒ ั นะ ทีจ่ ะทำให้ชวี ติ สามารถดำรงอยูไ่ ด้เป็นอมตะ หลักธรรมในพระพุทธศาสนาสอนว่า ชีวิตของบุคคลในฝ่าย “กาย” จะต้องมี ความแก่ – เจ็บ – ตาย เกิดขึน้ เป็นธรรมดา ไม่มใี คร ทีจ่ ะหลีกหนีไปได้ และไม่มใี ครทีจ่ ะเอาชนะได้ เพียงแต่จะเกิดขึน้ มาก หรือน้อย ช้าหรือเร็ว เท่านัน้ การนำเสนอในหัวข้อ วิถชี วี ติ ทีท่ ำให้เป็น ผูม้ อี ายุยนื ในบททีผ่ า่ นมา ก็ทำได้แต่เพียงชะลอความแก่ เจ็บ และตาย ให้ยดื ยาวออกไป และให้มคี วามทุกข์และทรมานทีเ่ นือ่ งมาจากสิง่ เหล่านี้ ให้นอ้ ยลงไปได้บา้ งเท่านัน้ ประเด็นสำคัญในเรือ่ งนี้ จึงอยูท่ ก่ี ารเตรียมใจ 42


ทีจ่ ะเผชิญกับภาวะความแก่ – เจ็บ – ตาย อย่างไรมากกว่า เพือ่ ทีจ่ ะ สามารถรักษาใจไม่ให้เป็นทุกข์ และยังสามารถเป็นปกติและมีความสุข อยูไ่ ด้ แม้กำลังเผชิญในเรือ่ งเหล่านีอ้ ยู่ การเตรียมใจในเรือ่ งนี้ มีหลายวิธี เช่น • การวางจิตให้ถกู ต้องด้วยปัญญา ด้วยการวางท่าทีรบั รูต้ อ่ ความแก่ – เจ็บ – ตาย ให้เป็นการเรียนรูเ้ พือ่ เพิม่ พูนปัญญา ก็จะทำให้ บุคคลสามารถรักษาจิตใจของตนให้เป็นปกติได้ และยังสามารถได้รบั ประโยชน์จาก ความแก่ – เจ็บ – ตาย ในแง่มมุ ต่าง ๆ อีกด้วย • การฝึกสติ และสะสมการทำบุญหรือกุศล ก็เป็นหนทางหนึง่ ทีท่ ำให้บคุ คลอุน่ ใจ แกล้วกล้า ในการเผชิญต่อความแก่ – เจ็บ – ตาย โดยเฉพาะในยามทีก่ ำลังจะสิน้ ใจ ซึง่ ในขณะนัน้ ไม่มอี ะไรทีจ่ ะช่วยได้ นอกจากสติทม่ี น่ั คงทีไ่ ด้ฝกึ ฝนมาดีแล้ว ทีจ่ ะช่วยรักษาใจให้เป็นปกติ และมั่นคงอยู่ได้ โดยมีฐานคือบุญกุศลที่ได้กระทำสะสมไว้ เป็นสิ่ง อุดหนุนให้เกิดความมัน่ ใจว่า จะส่งผลให้ในทางทีด่ ี และนำพาไปสูส่ คุ ติ ในสัมปรายภพอย่างแน่นอน • ให้มปี ญ ั ญารูต้ ามเป็นจริงว่า ทีแ่ ท้ความแก่ – เจ็บ – ตาย อันทีจ่ ริง เป็นสิง่ ทีบ่ คุ คลเข้าไปให้ความหมายหรือกำหนดไปเอง สิง่ ทีเ่ ป็นจริงยิง่ กว่า มีแต่เรือ่ งของการเปลีย่ นแปลงเท่านัน้ การรับรูว้ า่ กำลังเผชิญกับ ความตาย โดยเฉพาะอย่างยิง่ ไปยึดมัน่ ถือมัน่ ว่า เป็นความแก่ เจ็บ หรือ ตายของเรา กับการรับรูว้ า่ กำลังเผชิญกับความเปลีย่ นแปลง ย่อมให้ความ รูส้ กึ ทีแ่ ตกต่างกันมาก ก็จะทำให้จติ สามารถดำรงอยูเ่ หนือความรูส้ กึ บีบคัน้ เสียดแทงจากความแก่ – เจ็บ – หรือตาย ได้ดยี ง่ิ ขึน้ มีประเด็นที่สำคัญมากของชีวิตในขณะใกล้ตายที่ควรรู้และ ตระหนักไว้ หลักธรรมในพระพุทธศาสนาสอนไว้วา่ กรรมหรือการกระทำ 43


ในขณะก่อนตายมีความสำคัญมาก และจะส่งผลให้กอ่ นกรรมอืน่ ๆในภพ ต่อไป หากไม่มกี รรมหนักจริงๆ ทีไ่ ด้กระทำไว้กอ่ นแล้ว เช่น ในฝ่ายดี คือได้ ฌาน และในฝ่ายชัว่ เช่นฆ่าพ่อแม่ ท่านเปรียบให้เห็นเสมือนกับวัวทีอ่ ยูใ่ น คอก เมือ่ เปิดประตู วัวทีอ่ ยูใ่ กล้ประตูยอ่ มสามารถออกจากคอกได้กอ่ น แม้ จะเป็นวัวตัวเล็กหรือตัวทีอ่ อ่ นแอก็ตาม เรือ่ งกรรมในขณะใกล้ตายก็เป็นเช่น เดียวกัน เป็นกรรมทีส่ ง่ ผลให้กอ่ น ว่าจะนำไปเกิดใหม่ทใ่ี ด (ในกรณีทบ่ี คุ คล นัน้ ยังไม่สน้ิ กิเลส) ดังนัน้ ในขณะใกล้ตาย จึงต้องมีสติให้มาก และคอย ประคับประคองใจให้ผอ่ งใส เป็นบุญ-กุศล ไม่ให้ขนุ่ มัวหรือเศร้าหมอง คติชาวบ้านทัว่ ไปทีน่ มิ นต์พระมาสวดให้ฟงั ก็มาจากคำสอนทีก่ ล่าวนี้ เพือ่ ประคับประคองใจของผูท้ ก่ี ำลังจะจากไป ซึง่ หากสิน้ ชีวติ ไปด้วยใจทีผ่ อ่ งใส และเป็นบุญ-กุศล ย่อมมีสคุ ติเป็นทีไ่ ป มีอกี กรณีหนึง่ คือพระอรหันต์ประเภท “ชีวติ สมสีส”ี (อ่านว่า ชี-วิตะ-สะ-มะ-สี-สี) เป็นพระอรหันต์พร้อมกับการสิน้ ไปของชีวติ ซึง่ น่าสนใจ มาก แสดงให้เห็นว่าการปฏิบตั ธิ รรม สามารถปฏิบตั ไิ ด้จนนาทีสดุ ท้ายของ ชีวติ และทำให้บรรลุเป็นพระอรหันต์ได้ดว้ ย การปฏิบตั ใิ นเรือ่ งนีค้ อื ให้ปล่อย วางความยึดมัน่ ถือมัน่ ในทุกสิง่ ทุกอย่าง ในขณะทีจ่ ติ สุดท้ายจะดับลง • หลักการพัฒนามนุษย์สมบูรณ์แบบ ในบทสุดท้ายนี้ จะเป็นการประมวลเรือ่ งราวทัง้ หมดทีม่ นุษย์พงึ เรียนรูแ้ ละฝึกฝนอบรมตน อย่างเป็นระบบ ตามหลักพระพุทธศาสนา เพือ่ พัฒนาให้เป็นมนุษย์ทส่ี มบูรณ์แบบ ทีม่ คี วามถึงพร้อมในทุกด้าน เป็นมนุษย์ที่มีแต่ให้คุณโดยส่วนเดียว ไม่ก่อให้เกิดปัญหาหรือความ เดือดร้อนใด ๆ แก่ทง้ั ตนเองและส่วนรวม ซึง่ คำสอนในพระพุทธศาสนา ได้แสดงไว้ในหมวดธรรมทีเ่ รียกว่า “ภาวนา 4” โดยได้แสดงเรือ่ งทีม่ นุษย์ 44


จะต้องฝึกฝนอบรมและพัฒนาตน ให้เป็นมนุษย์ทส่ี มบูรณ์แบบ ไว้ 4 ด้าน คือ 1. กายภาวนา 2. ศีลภาวนา 3. จิตตภาวนา 4. ปัญญาภาวนา จะได้อธิบายในรายละเอียดต่อไป 1. กายภาวนา คือ การฝึกการดำรงชีพและจัดองค์ประกอบใน ทางกายภาพให้เหมาะสม ให้เกื้อกูลแก่คุณภาพชีวิตทางกายรวมถึง สิ่งแวดล้อม โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะพัฒนาให้มีสุขภาพร่างกายที่ แข็งแรง และมีสง่ิ แวดล้อมทีเ่ กือ้ กูล ซึง่ มีเรือ่ งราวทีก่ ว้างขวางมาก การพัฒนาเพือ่ ให้มสี ขุ ภาพร่างกายทีแ่ ข็งแรง อันทีจ่ ริงก็ใช้ หลักอันเดียวกันกับ “หลักอายุวฒ ั นธรรม 5” หรืออาจใช้แนวทางทีม่ ี การสอนกันอยูแ่ ล้วทัว่ ไปในสังคมก็ได้ คือหลัก 5 อ. โดยดูแลในเรือ่ ง การรับประทานอาหารให้เหมาะสมทัง้ ด้านปริมาณและคุณภาพ การ อาศัยอยู่ในที่ที่มีอากาศบริสุทธิ์ ปลอดมลภาวะ ซึ่งจะทำให้มีพลัง ขับเคลือ่ นชีวติ ทีด่ ี การออกกำลังกาย เพือ่ บริหารอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย ให้แข็งแรง การรักษาอารมณ์ ทางจิตใจ ให้สงบผ่อนคลาย ไม่เครียด ไม่บบี คัน้ ซึง่ สามารถส่งผลกระทบถึงร่างกายให้ทำงานเป็นปกติ และ สุดท้าย คือดูแลเรือ่ งอุจจาระ เป็นการนำเอาของเสียต่าง ๆ ออกจาก ร่างกาย ซึง่ ควรทำให้เป็นเวลา และสม่ำเสมอในทุกวันตอนเช้า ส่วนเรือ่ งการพัฒนาสิง่ แวดล้อม หรือการรักษาความสมดุล ของสิง่ แวดล้อม เพือ่ ให้มสี ง่ิ แวดล้อมทีเ่ กือ้ กูลแก่การดำรงอยูข่ องชีวติ มีเรือ่ งทีจ่ ะต้องทำความเข้าใจค่อนข้างมาก โดยเฉพาะในเรือ่ งอุตนุ ยิ าม และ พีชนิยาม ซึ่งเป็นกฎธรรมชาติที่ควบคุมความเป็นไปของสิง่ แวดล้อม ในด้านของอุตนุ ยิ าม (physical laws) เป็น กฎธรรมชาติ เกีย่ วกับอุณหภูมิ และ/หรือ ฤดูกาล (อุตุ แปลว่า อุณหภูมิ หรือฤดู) การใช้คำว่า อุตนุ ยิ าม มีนยั สำคัญทีช่ ใ้ี ห้เห็นว่าธาตุพน้ื ฐานฝ่ายรูปธรรม 45


ทัง้ 4 คือ ธาตุดนิ ธาตุนำ้ ธาตุลม ธาตุไฟ นัน้ ธาตุไฟหรืออุณหภูมเิ ป็น ตัวการสำคัญทีส่ ดุ ทีท่ ำให้เกิดการเปลีย่ นแปลงหรือปรุงแต่งของธาตุ อืน่ ๆ ซึง่ หากปรุงแต่งจนเกิดความสมดุลเมือ่ ใด จะทำให้เกิดระบบของ ดินฟ้าอากาศทีล่ งตัวจนเกิดเป็น ฤดูกาล เมือ่ มีฤดูกาลเกิดขึน้ สิง่ มีชวี ติ ต่าง ๆ คือ พืชและสัตว์จึงสามารถเกิดขึ้นและปรับตัวให้ดำรงชีวิต อยูไ่ ด้ ความสมดุลของธาตุทางฝ่ายรูปธรรมพืน้ ฐานทัง้ 4 คือ ธาตุดนิ ธาตุนำ้ ธาตุลม ธาตุไฟ จนเกิดเป็นฤดูกาล เกิดขึน้ ได้ อย่างไร ? กล่าวโดยสรุป เริม่ ต้นจากการมี ธาตุไฟ ทีพ่ อเหมาะก่อน ซึง่ จะทำให้ ธาตุนำ้ สามารถดำรงอยูไ่ ด้ 3 สถานะ คือ ของแข็ง (น้ำแข็ง) ของเหลว และก๊าซ (ไอน้ำ) ในธรรมชาติ เพือ่ ทีจ่ ะสามารถกระจายน้ำ ให้มที ว่ั ไปบนผืนพิภพ ด้วยการเปลีย่ นไป - มา ของ 3 สถานะนีเ้ อง โดย การเปลีย่ นเป็นฝนบ้าง หรือหิมะบ้าง โปรยปรายไปทัว่ ทำให้มนี ำ้ กระจาย อยูอ่ ย่างทัว่ ถึงบนพืน้ พิภพ เพราะสิง่ มีชวี ติ ทัง้ หลายต้องอาศัยน้ำเป็น ปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวติ นอกจากนัน้ ยังจะต้องมีการเกิดขึน้ ของ ออกซิเจนทีส่ ง่ิ มีชวี ติ ใช้เป็นพลังงานในการขับเคลือ่ นกิจกรรมต่าง ๆ ของ ชีวิตใน ธาตุลม และยังเกิดทิศทางการพัดของลมที่สม่ำเสมอด้วย ซึง่ ลมทีพ่ ดั เป็นประจำและสม่ำเสมอในแต่ละช่วงเวลานีเ้ อง ทีเ่ ป็นสาเหตุ สำคัญทำให้เกิดฤดูกาล เมือ่ มีฤดูกาลเกิดขึน้ จะทำให้ ธาตุดนิ ทีแ่ ต่เดิม เป็นสารอนินทรียเ์ พียงอย่างเดียว สามารถคลุกเคล้าและผสมผสานจน เกิดเป็นสารอินทรียท์ จ่ี ะพัฒนาให้เป็นสิง่ มีชวี ติ ต่าง ๆ ต่อไปได้ และสิง่ มีชวี ติ ทีเ่ กิดขึน้ ก่อนเป็นอันดับแรก คือ พืช เมือ่ มีพชื เกิดขึน้ สัตว์ตา่ ง ๆ จึงเกิดขึน้ ต่อไปได้ เพราะสัตว์ไม่สามารถอาศัย ธาตุดนิ ธาตุนำ้ ธาตุลม 46


ธาตุไฟ ทีเ่ ป็นสารอนินทรียล์ ว้ น ๆ เป็นอาหารในการดำรงชีวติ แต่จะต้อง อาศัยพืชซึง่ เป็นสารอินทรียเ์ ป็นอาหาร โดยพืชสามารถแปร ดิน น้ำ ลม ไฟ ทีเ่ ป็นสารอนินทรียล์ ว้ น ๆ ให้เป็นสารอินทรียใ์ นพืชได้ ดังนัน้ เรือ่ งของสิง่ แวดล้อมจริง ๆ ก็คอื เรือ่ งของการมี ฤดูกาลทีถ่ กู ต้อง และมีพชื ทีพ ่ อเพียงนัน่ เอง และสิง่ ทีต่ อ้ งการ สิง่ แวดล้อมและพืชทีเ่ หมาะสมจริงๆ ก็คอื สัตว์ตา่ ง ๆ ซึง่ รวมถึง มนุษย์ดว้ ย หากในธรรมชาติไม่มสี ตั ว์แล้ว เรือ่ งของสิง่ แวดล้อม ก็ไม่มคี วามหมายแต่ประการใด ส่วนในด้านของพีชนิยาม (biological laws) หรือกฎธรรมชาติเกีย่ วกับพืช สาระสำคัญของกฎนี้ คือ ความสามารถในการสร้างสิง่ ที่เหมือนกับตัวเองให้เกิดขึ้น เรียกความสามารถนี้ว่าการสืบพืชพันธุ์ ทำให้พชื สามารถแพร่และขยายพันธุไ์ ปได้ทว่ั โลก จนทำให้เกิดเป็นสิง่ แวดล้อมทีเ่ หมาะสมและเกือ้ กูลให้สตั ว์ตา่ ง ๆ เกิดขึน้ และดำรงอยูไ่ ด้ โดยพืชจะเป็นอาหารพืน้ ฐานของสัตว์ และเป็นปัจจัย 4 คือเครือ่ งนุง่ ห่ม ทีอ่ ยูอ่ าศัย และยารักษาโรค ให้สตั ว์ตา่ ง ๆ อาศัยใช้เพือ่ การดำรงชีวติ ทีเ่ ป็นปกติสขุ ด้วย นอกจากนั้น พืชยังมีบทบาทสำคัญในการช่วยรักษาระบบ ความสมดุลของสิง่ แวดล้อมทางกายภาพ หรือ ความสมดุลของ ธาตุดนิ ธาตุนำ้ ธาตุลม ธาตุไฟ และฤดูกาล ให้สามารถดำรงอยูอ่ ย่างมัน่ คง และยัง่ ยืนยิง่ ขึน้ โดยการ...... z ...เป็น “ป่าไม้” ซึง่ เป็นแหล่งให้ความชุม ่ ชืน้ และความเย็น ทำหน้าทีค่ วบคุม “ธาตุไฟ” โดยทำหน้าทีเ่ ป็นตัวปรับอุณหภูมิ หรืออาจ เรียกว่าเป็นแอร์คอนดิชน่ั ของโลก ทำให้ลมฟ้าอากาศ และฤดูกาล เป็นไป โดยปกติและสม่ำเสมอ 47


...เป็น “ป่าต้นน้ำ” ซึง่ เป็นแหล่งต้นน้ำลำธาร เพือ่ ควบคุม “ธาตุนำ้ ” หรือควบคุมและจัดระบบการจัดสรรของน้ำในธรรมชาติ ทำให้ เกิดเป็นแม่นำ้ ลำคลอง เป็นประดุจสายเลือดไหลไปหล่อเลีย้ งสิง่ มีชวี ติ ต่าง ๆ ทีอ่ ยูบ่ นผืนแผ่นดิน z...ในส่วนที่เกี่ยวกับ “ธาตุลม” กล่าวได้ว่า“พืช”เป็นแหล่ง ผลิต “อ๊อกซิเจน” หรือ “ปราณ” ซึ ่ ง เป็ น พลั ง งานสำคัญในการ ขับเคลือ่ นกิจกรรมต่าง ๆ ของสิง่ มีชวี ติ ทัง้ หลาย z...การเกิดและตายของพืช อันที่จริงเป็นกลวิธีการปรับปรุง สภาพของดินทีส่ ำคัญ ทำให้ “ธาตุดนิ ” มีคณ ุ ภาพทีด่ แี ละเหมาะสม ยิง่ ขึน้ ๆ ตลอดเวลา ดังนัน้ แนวทางในการบริหารจัดการสิง่ แวดล้อม จึงพอ สรุปประเด็นสำคัญ ๆ ได้วา่ • ให้ระมัดระวังในการกระทำทีจ่ ะไม่ทำให้ธาตุไฟเกิดความ ไม่สมดุล ดังเช่นภาวะโลกร้อน ซึง่ เกิดจากจากการใช้พลังงานทีม่ หาศาล ในการอุปโภคและบริโภคของมนุษย์ • การไม่ตดั ไม้ทำลายป่า • การไม่ทง้ิ สิง่ ปฏิกลู ของเสีย หรือมลพิษต่าง ๆ ลงในแม่นำ้ ลำคลอง ซึง่ ทำให้แหล่งน้ำทีเ่ ป็นสายเลือดเสียไป • กิจกรรมต่าง ๆ ของมนุษย์ที่กระทำในการผลิตสิ่งของ เครือ่ งใช้ตา่ ง ๆ ต้องไม่เหลือเป็นของเสียทีธ่ รรมชาติไม่สามารถกำจัดได้ หรือใช้เวลานานเกินไปในการขจัด ซึง่ จะสังเกตได้วา่ กระบวนการต่าง ๆ ในธรรมชาติ จะไม่มขี องเสียเกิดขึน้ เช่น ซากพืชซากสัตว์ทต่ี าย กลาย เป็นปุย๋ ทำให้พชื เจริญเติบโตได้ดยี ง่ิ ขึน้ z

48


2. ศีลภาวนา การฝึกฝนและพัฒนาในเรื่องพฤติกรรมการ แสดงออกทางกายและวาจา ในการเกีย่ วข้องกับสิง่ ต่าง ๆ รวมถึงกับ บุคคลและสังคม โดยมีจดุ มุง่ หมายเพือ่ ทำให้เกิดความเรียบร้อยและ ปกติสขุ ไม่ให้เกิดปัญหาการกระทบกระทัง่ หรือความเดือดร้อน ในการ อยูร่ ว่ มกันหรือปฏิบตั ติ อ่ กันในสังคม พฤติกรรมการแสดงออกทางกายและวาจาของมนุษย์เป็นสิง่ ที่ มีนยั สำคัญมาก เป็นสิง่ ทีส่ ามารถก่อผลกระทบให้เกิดได้อย่างมหาศาล กล่าวได้วา่ ความเป็นไปของสังคมไม่วา่ จะในทางดีทเ่ี ป็นความสงบสุข หรือในทางร้ายทีเ่ ป็นความทุกข์ความเดือดร้อน ล้วนขึน้ อยูก่ บั พฤติกรรม การแสดงออกของมนุษย์ในทางกายและวาจานีเ้ อง เพราะหากสิง่ ต่าง ๆ ยังอยูภ่ ายในใจของมนุษย์ ไม่กา้ วล่วงออกมาเป็นพฤติกรรมทางกาย และวาจาแล้ว ก็จะยังไม่กอ่ ให้เกิดผลใด ๆ ขึน้ กับสังคม จะมีผลก็เฉพาะ ต่อจิตใจของบุคคลนัน้ เพียงผูเ้ ดียว ดังนัน้ นอกจากเรือ่ ง ศีลภาวนา แล้ว จึงต้องมี จิตตภาวนา และปัญญาภาวนา เพือ่ ทีจ่ ะฝึกฝนพัฒนาในด้าน จิตใจของมนุษย์ตอ่ ไป สิง่ ทีเ่ ป็นเงือ่ นไขสำคัญทีท่ ำให้การปฏิบตั ิ ศีลภาวนา มีความ ราบรืน่ และบังเกิดผลดี คือ สัมมาทิฏฐิ หรือความรูค้ วามเข้าใจทีถ่ กู ต้อง ในเรือ่ งของธรรมชาติชวี ติ และสิง่ ทีช่ วี ติ จะต้องเกีย่ วข้องด้วย โดยเฉพาะ เรือ่ งคุณค่าความหมายทีถ่ กู ต้องของสิง่ ต่าง ๆ ทีม่ ตี อ่ ชีวติ จะเป็นเครือ่ ง นำทางให้บุคคลใช้กายและวาจาทำหน้าที่เกี่ยวข้องหรือปฏิบัติต่อสิ่ง ต่าง ๆ ได้อย่างถูกต้องต่อไป เรือ่ งของ สัมมาทิฏฐิ มีเรือ่ งราวกว้างขวางทีจ่ ะต้องทำความรู้ ความเข้าใจ นอกจากประเด็นหลัก ๆ คือเรือ่ งของชีวติ และคุณค่าความ หมายของสิง่ ทีช่ วี ติ ต้องเกีย่ วข้องทัง้ หมด (คือเรือ่ งปัจจัย 4 , สิง่ อำนวย 49


ความสะดวกสบายต่าง ๆ และบุคคลในสังคม) ยังครอบคลุมไปถึง เรือ่ งกิจกรรมต่าง ๆ ของชีวติ อาทิ คุณค่าความหมายของ การเรียน การทำงาน การมีครอบครัว ฯลฯ นอกจากนัน้ ยังมีเรือ่ งของ กฎ กติกา มารยาททีจ่ ะต้องเรียนรูแ้ ละปฏิบตั ติ นให้ถกู ต้องตามครรลองของสังคม ทีว่ างไว้ และรวมถึงการสือ่ สารด้วยการใช้วาจาหรือข้อเขียนด้วย ในกรณีของพฤติกรรมการแสดงออกทางวาจา แม้จะไม่ใช่วตั ถุ สิง่ ของ เป็นเพียงลมปาก แต่กเ็ ป็นสิง่ สำคัญทีส่ ามารถก่อให้เกิดผลกระทบ ทัง้ ต่อบุคคลและสังคมได้อย่างใหญ่หลวง จึงเห็นว่าควรเน้นให้มกี าร ตระหนักและเรียนรูฝ้ กึ ฝนในเรือ่ งนีด้ ว้ ย หลักธรรมทางพระพุทธศาสนาในเรือ่ งเกีย่ วกับคำพูด ได้สอน ให้ละคำพูดทีเ่ ป็นไปในทางทีไ่ ม่ถกู ต้อง หรือมิจฉาวาจา 4 ประการ คือ ไม่พดู คำเท็จ (คือคำทีไ่ ม่ถกู ต้องตามข้อเท็จจริง) คำหยาบ (คือคำทีม่ งุ่ ทำร้ายบุคคลผูฟ้ งั ให้เจ็บปวดใจ) คำส่อเสียด (คือคำยุยงให้บคุ คลแตก แยกกัน) และคำเพ้อเจ้อ (คือคำทีเ่ หลวไหลไร้สาระ ไม่เกิดประโยชน์) และสอนให้พดู แต่ คำทีเ่ ป็นจริง ทีเ่ ป็นประโยชน์ ประกอบด้วยจิต ทีม่ เี มตตา นอกจากนัน้ ยังจะต้อง รูจ้ กั กาละเทศะในการพูดอีกด้วย ผลของ ศีลภาวนา จะทำให้เกิดสังคมอุดมคติ เป็นสังคมทีอ่ ยู่ กันด้วยความร่มเย็นเป็นสุข มีความสมัครสมานสามัคคี มีความรูส้ กึ สนิทใจ หมดสิน้ ความหวาดและระแวงทีม่ ตี อ่ กันโดยประการทัง้ ปวง 3. จิตตภาวนา การฝึกฝนและพัฒนาจิตให้มีคุณภาพที่ เหมาะสม ตลอดจนสามารถควบคุมจิตให้อยูใ่ นอำนาจ และใช้งานได้ อย่างมีประสิทธิภาพ การฝึกฝนและพัฒนาในเรือ่ งนี้ มีจดุ มุง่ หมายที่ เฉพาะเข้ามาเป็นเรือ่ งส่วนบุคคล เฉพาะตัวบุคคล หรือภายในของบุคคล การฝึกฝนในระบบ ภาวนา 4 จะเห็นได้วา่ ได้วางระบบการ 50


ฝึกฝนพัฒนาโดยเริม่ จากเรือ่ งภายนอกทีไ่ กลตัวออกไป คือเรือ่ งสิง่ แวดล้อม มาจนถึงเรือ่ งร่างกายและสิง่ ต่าง ๆ ทีเ่ กีย่ วข้องกับกายซึง่ มีความ สัมพันธ์แนบแน่นกับสิง่ แวดล้อม (กายภาวนา) และกระเถิบใกล้เข้ามา เป็นเรือ่ งการเกีย่ วข้องกันระหว่างบุคคลในสังคม (ศีลภาวนา) สำหรับ การฝึกฝนต่อจากนีไ้ ป เป็นการฝึกฝนและพัฒนาจิตโดยตรง ซึง่ มีอยู่ 2 ด้านใหญ่ ๆ คือ การพัฒนาจิตเพือ่ ให้จติ มีคณ ุ ภาพเหมาะสม (จิตตภาวนา) และ การพัฒนาจิตเพือ่ ให้เกิดปัญญา (ปัญญาภาวนา) การปฏิบตั ิ จิตตภาวนา ในทีน่ ้ี กล่าวโดยสรุป คือการทำสมาธิ นัน่ เอง ซึง่ มีหลักการสำคัญ คือการมีสติประคองจิตให้รบั รูอ้ ารมณ์ใด อารมณ์หนึง่ ให้ตอ่ เนือ่ ง สำหรับอารมณ์ทจ่ี ะให้จติ รับรูน้ น้ั จะต้องเป็น อารมณ์ทไ่ี ม่ชวนให้จติ เกิดอาการ ฟู หรือ แฟบ ได้โดยง่าย ส่วนใหญ่ เป็นอารมณ์ทใ่ี ห้ความรูส้ กึ เป็นกลาง ๆ หรือเป็นอารมณ์ทช่ี กั ชวนให้จติ เกิดความศรัทธาเลื่อมใส และเกิดเป็นภาวะจิตที่ดีงาม หลักธรรมใน พระพุทธศาสนา ได้แสดงอารมณ์ทร่ี บั รูแ้ ล้วทำให้จติ เกิดสมาธิ เป็น 40 อย่างหรือ 40 วิธดี ว้ ยกัน หรือทีเ่ รียกว่า กรรมฐาน 40 การทำสมาธิ โดยให้จติ รับรูอ้ ยูใ่ นเรือ่ งเดียว สิง่ เดียว หรืออารมณ์ เดียว เป็นการฝึกฝนการควบคุมจิตให้อยู่ในอำนาจของสติโดยตรง นอกจากนัน้ ยังช่วยปรับปรุงจิตให้มคี ณ ุ ภาพทีเ่ หมาะสมด้วย ซึง่ สามารถ อธิบายให้เข้าใจได้งา่ ยขึน้ โดยการอุปมาเปรียบได้กบั การจับแก้วน้ำทีม่ ี ตะกอนลอยแขวนอยูใ่ ห้นง่ิ ไว้ หากสามารถจับแก้วอยูใ่ ห้นง่ิ ได้นานพอ ตะกอนก็จะค่อย ๆ ตกลงก้นแก้ว และเหลือน้ำทีใ่ สอยูช่ น้ั บน น้ำทีใ่ ส นีเ้ องจึงเป็นน้ำทีม่ คี ณ ุ ภาพทีเ่ หมาะสม และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ ได้อย่างเต็มที่ เรือ่ งของจิตก็เช่นเดียวกัน หากสามารถมีสติประคองจิต ให้ระลึกตัง้ มัน่ อยูใ่ นอารมณ์เดียวทีก่ ำหนดได้นานเพียงพอ ก็จะทำให้ 51


อารมณ์ตา่ ง ๆ ทีร่ บกวนจิตให้ขนุ่ มัว เศร้าหมอง ซึง่ ในหลักธรรมแสดง ไว้วา่ คือ นิวรณ์ 5 (ได้แก่ กามฉันทะ ความพอใจในกามคุณ, พยาบาท ความขัดเคืองใจ, ถีนมิทธะ ความหดหู่ เซือ่ งซึม, อุทธัจจกุกกุจจะ ความ ฟุง้ ซ่านและร้อนใจ, วิจกิ จิ ฉา ความลังเลสงสัย) สงบลง กลายเป็นจิต ทีผ่ อ่ งใส (Pureness) ตัง้ มัน่ (Firmness) ควรแก่การงาน (Activeness) มีความสุขประกอบอยูเ่ สมอ เป็นจิตดีงาม ทีม่ คี วามพร้อม มัน่ คง และ ควรแก่การทำกิจการงานทุกอย่างได้เป็นอย่างดีและมีประสิทธิภาพ การฝึกฝนในเรือ่ ง จิตตภาวนา นอกจากจะให้ประโยชน์ในการ พัฒนาคุณภาพของจิตโดยตรงแล้ว อันทีจ่ ริงยังมีประโยชน์ในด้านอืน่ ๆ อีกมากมาย เช่น ทำให้มพี ลังจิตเพิม่ พูนขึน้ ซึง่ พลังจิตส่วนนีส้ ามารถ นำไปใช้ทำในสิง่ ทีเ่ รียกว่า อภิญญา หรือ ฤทธิ์ ได้ตามทีม่ แี สดงไว้ใน คัมภีร์ แต่จะไม่ขอนำมากล่าวในทีน่ ้ี เพราะไม่ใช่สง่ิ ทีเ่ ป็นสาระสำคัญ ทางพระพุทธศาสนา ประเด็นทีส่ ำคัญและควรนำไปใช้ประโยชน์จริง ๆ คือใช้เป็นพลังเพื่ออุดหนุนปัญญาให้สามารถทำกิจได้สำเร็จเด็ดขาด โดยเฉพาะในแง่ของการตัดกิเลสให้หมดสิน้ ไปจากจิต ในเรือ่ งนี้ มีอปุ มา เปรียบเทียบกับการตัดต้นไม้ให้ขาด พลังของจิตหรือสมาธิเปรียบได้กบั น้ำหนักของมีดหรือขวานทีจ่ ะนำไปตัดต้นไม้ ส่วนปัญญาเปรียบได้กบั ความคม หากบุคคลมีมดี ทีค่ มกริบ แต่มนี ำ้ หนักน้อย เช่นมีดผ่าตัด ก็ ย่อมไม่สามารถตัดต้นไม้ให้ขาดลงได้ แต่หากเป็นขวานหรือมีดทีม่ ขี นาด ใหญ่หรือน้ำหนักมากพอ ประกอบกับมีความคมมากด้วย ก็สามารถ ตัดต้นไม้ให้ขาดได้โดยง่าย หรือบางทีแม้ไม่มปี ญ ั ญามาก คือเป็นมีด หรือขวานทีไ่ ม่คอ่ ยคม แต่ดว้ ยการทีม่ นี ำ้ หนักมาก ก็ยงั อาจสามารถตัด ต้นไม้ให้ขาดลงได้ แม้จะใช้เวลามากสักหน่อย อันทีจ่ ริงอุปมาทีย่ กมานี้ ยังมีเรือ่ งของศีลรวมอยูด่ ว้ ย โดยได้อปุ มาศีลเป็นพืน้ ดินทีย่ นื จะตัดต้นไม้ 52


หากได้ยนื บนพืน้ ราบ หรือทีท่ ส่ี ามารถยืนได้อย่างมัน่ เหมาะด้วยแล้ว ก็ยอ่ มเป็นเครือ่ งช่วยให้ตดั ต้นไม้สำเร็จได้ดยี ง่ิ ขึน้ การฝึกฝนและพัฒนา ในเรือ่ ง ศีลภาวนา ทีผ่ า่ นมา อันทีจ่ ริงมีประโยชน์เกือ้ กูลเป็นอย่างมาก ต่อความก้าวหน้าและความสำเร็จในการปฏิบตั ทิ ง้ั จิตตภาวนา และ ปัญญาภาวนา ในลำดับถัดขึน้ ไปด้วย 4. ปัญญาภาวนา การฝึกฝนและพัฒนาในด้านการรอบรู้ และรูเ้ ท่าทันความเป็นจริงของสิง่ ต่าง ๆ จนสามารถนำความรูม้ าใช้ สร้างสรรค์ และแก้ไขปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ ทีเ่ กิดขึน้ และทีเ่ ป็นจุดมุง่ หมายสูงสุด คือปัญญาทีจ่ ะตัดกิเลสให้หมดสิน้ ไปอย่างเด็ดขาด สำหรับปัญญาภาวนาทีจ่ ะนำมากล่าวในหนังสือนี้ จะเน้นไป ในการฝึกฝนพัฒนาปัญญาใน 2 ด้าน คือ ปัญญาทีท่ ำให้มที า่ ทีในการ รับรูต้ อ่ สิง่ ต่าง ๆ อย่างถูกต้อง และปัญญาทีร่ เู้ ท่าทันความเป็นจริงของ สิง่ ต่าง ๆ จนสามารถนำมาใช้ประโยชน์ในการสร้างสรรค์สง่ิ ต่าง ๆ ทีเ่ กือ้ กูล ตลอดจนแก้ไขปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ ทีเ่ กิดขึน้ ให้ลลุ ว่ งไปด้วยดี 4.1 ปัญญาทีท่ ำให้มที า่ ในการรับรูต้ อ่ สิง่ ต่าง ๆ อย่าง ถูกต้อง คือ การรูจ้ กั ให้มที า่ ทีรบั รูห้ รือเผชิญกับสิง่ ต่าง ๆ อย่างถูกต้อง กล่าวคือ ให้เป็นท่าทีแห่งการ “เรียนรู”้ ตามทีไ่ ด้อธิบายไปแล้วในบทที่ ว่าด้วย ธรรมสำหรับการดำเนินชีวติ ในทุกกรณี ซึง่ ท่าทีทถ่ี กู ต้องนีจ้ ะ ทำให้บคุ คลไม่มปี ญ ั หาหรือความทุกข์หรือความบีบคัน้ จากการรับรูต้ อ่ สิง่ ใด ๆ และยังสามารถได้รบั ประสบการณ์หรือปัญญาจากสิง่ ทีส่ มั ผัส รับรูเ้ พิม่ พูนยิง่ ขึน้ ๆ ตลอดเวลา 4.2 ปัญญาทีร่ เู้ ท่าทันความเป็นจริงของสิง่ ต่าง ๆ คือ ปัญญารูค้ วามเป็นมา-เป็นไป ตลอดจนรูถ้ งึ เหตุปจั จัยทีเ่ ป็นเงือ่ นไขของ สิง่ ต่าง ๆ ซึง่ จะทำให้บคุ คลสามารถสร้างสรรค์ และแก้ปญ ั หาต่าง ๆ ที่ 53


เนือ่ งด้วยสิง่ นัน้ ๆ ได้ หลักการสำคัญในการฝึกฝนหรือพัฒนาเพือ่ ให้ เกิดปัญญาประเภทนี้ คือการมีสติตามระลึกรูแ้ ละพิจารณาไตร่ตรองใน สิง่ หรือเรือ่ งทีจ่ ติ รับรู้ ด้วยจิตทีเ่ ป็นสมาธิ จนรูเ้ รือ่ งราว ความเป็นมา-เป็นไป ตลอดจนรู้ถึงเหตุปัจจัยที่เป็นเงื่อนไข ก็จะทำให้เกิด “ปัญญา” รูเ้ ท่าทันความเป็นจริงของสิง่ นัน้ หรือเรือ่ งนัน้ ๆ ในเรือ่ งนีอ้ าจอธิบายให้ เข้าใจง่าย ๆ โดยเปรียบได้กบั การทีป่ ระสงค์จะให้เกิดปัญญารอบรูเ้ รือ่ ง นกชนิดหนึง่ เราไม่สามารถอยูด่ ี ๆ ก็เกิดความรูข้ น้ึ มาได้เลย วิธกี ารทีจ่ ะ ทำให้เกิดปัญญา คือต้องไปคอยเฝ้าดูนกชนิดนัน้ และยังจะต้องรูจ้ กั พิจารณา-สังเกต-ไตร่ตรอง เกีย่ วกับความเป็นอยูแ่ ละความเคลือ่ นไหว ของนกอยูต่ ลอดเวลา ทัง้ กลางวันกลางคืน และอาจต้องใช้เวลาคอย ติดตามเป็นเดือนเป็นปี จึงจะทำให้เกิดปัญญาหรือความรูเ้ กีย่ วกับนก ตลอดจนวงจรชีวติ ของนกชนิดนัน้ อย่างแจ่มแจ้ง ในกรณีทว่ั ไป ปัญญาทีท่ ำให้มที า่ ในการรับรูต้ อ่ สิง่ ต่าง ๆ อย่าง ถูกต้อง จะต้องใช้อยูเ่ สมอและตลอดเวลากับเรือ่ งทีร่ บั รู้ ส่วน ปัญญาที่ รูเ้ ท่าทันความเป็นจริงของสิง่ ต่าง ๆ ไม่จำเป็นจะต้องไปรูเ้ ท่าทันความ จริงของทุกเรือ่ งหรือทุกสิง่ เพียงให้มปี ญ ั ญารูเ้ ท่าทันเรือ่ งหรือสิง่ ทีจ่ ะ ต้องเกีย่ วข้องกับการดำเนินชีวติ ของบุคคล ก็เพียงพอแล้ว ยกเว้นเรือ่ ง ของทุกข์และความดับสิ้นไปแห่งทุกข์ หรืออริยสัจ 4 ซึ่งโดยวิถีของ ธรรมชาติแล้ว เป็นสิง่ ทีท่ กุ ชีวติ พึงเรียนรู้ สำหรับการใช้ปญ ั ญาให้เหมาะกับสถานการณ์ ก็เป็นไปตาม หลักสัปปุรสิ ธรรม 7 คือ รูเ้ หตุ รูผ้ ล รูต้ น รูป้ ระมาณ รูก้ าล รูบ้ คุ คล รูช้ มุ ชน ทีไ่ ด้นำเสนอไปแล้ว

54


บทสรุป การได้มโี อกาสพิจารณาสิง่ ต่าง ๆ ทีเ่ กีย่ วข้องกับชีวติ ล่วงหน้า เปรียบได้กบั การสำรวจและสร้างแผนทีช่ วี ติ ให้กบั ตนเองล่วงหน้า ย่อม นับว่าเป็นผู้ไม่ประมาท และจะเป็นประโยชน์แก่การดำเนินชีวิตโดย ประการทัง้ ปวง ทำให้บคุ คลรูจ้ กั และได้ตระเตรียมหรือฝึกฝนตนเองไว้ ตัง้ แต่เนิน่ ๆ ซึง่ จะทำให้มคี วามพร้อมและไม่เกิดความเพลีย่ งพล้ำต่อ อุปสรรคหรือปัญหาต่าง ๆ ทีจ่ ะเข้ามาโดยง่าย และยังเป็นหลักประกัน อย่างดีทท่ี ำให้บคุ คลเกิดความมัน่ ใจอย่างเต็มเปีย่ มว่า จะสามารถผ่าน เหตุการณ์เรือ่ งราวต่าง ๆ ของชีวติ ไปด้วยดี และประสบความสุขความ สำเร็จในทุกขัน้ ตอนของชีวติ อย่างน่าพึงพอใจ หนังสือ “ชีวติ ติดปัญญา“ (Wisdom of Living) ทีเ่ ขียนขึน้ ก็ดว้ ยหวังประโยชน์ดงั ทีไ่ ด้กล่าวข้างต้น หากจะเป็นเหมือนเทียนไข เล่มเล็ก ๆ ทีจ่ ดุ ขึน้ ในท่ามกลางความมืด และสามารถส่องนำทาง ให้เดินไปได้โดยสวัสดิภาพแม้เพียงเล็กน้อย ก็นบั ว่าได้ประสบ ผลสำเร็จทีน่ า่ พอใจแล้ว.

55


ดรรชนีคน้ คำ กฎธรรมชาติ 4, 5, 9, 45 กรรมฐาน40 39, 51 กรุณา 23 กามฉันทะ 52 กามารมณ์ 42 กายภาวนา 45, 51 กาลจารี 41 ขันติ 22 ความสุขทางกาย 35, 36 ความสุขทางใจ 35, 36, 37, 38 คำเท็จ 50 คำเพ้อเจ้อ 50 คำส่อเสียด 50 คำหยาบ 50 ฆราวาสธรรม4 17, 22, 24 จาคะ 22 จิตตภาวนา 45, 50, 51, 52, 53 จิตตะ 24 จินตนาการ 36, 37, 38, 39, ฉันทะ 24 ชีวิตสมสีสี 44 ตัณหา 13, 14, 15 ไตรลักษณ์ 7 ถีนะมิทธะ 52 ทมะ 22

พีชนิยาม 45, 47 ทาน 23 โพธิญาณ 12 ทิศ6 17, 25 ภาวนา4 44, 50 ทุกขัง 7 ภาวิตญาณ 5 ธัมมัญญุตา 31 ธาตุดิน 10, 46, 47, 48 มนสิการ 36 ธาตุน้ำ 10, 46, 47, 48 มัตตัญญุตา 31 มิจฉาวาจา 50 ธาตุไฟ 10, 43, 46 มุทิตา 23 ธาตุลม 10, 47, 48 เมตตา 23 นิโรธ 14, 15 ฤดูกาล 46, 47 นิวรณ์5 52 ฤทธิ์ 52 ปฏิฆนิมิต 37 ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง วิจิกิจฉา 52 32, 33, 34 วิริยะ 24 วิมังสา 24 ปราณ 48 ศีล 38 ปริณตโภชี 41 ศีลภาวนา 45, 49, 50, 53 ปริสัญญุตา 32 สติ 38, 43, 51 ปัจจัย4 10, 47, 49 ปัญญา 4, 5, 6, 7, 8, 40, สมจาคา 28, 29 53, 54, 55 สมชีวิธรรม4 29 ปัญญาภาวนา 45, 53, สมปัญญา 29 ป่าต้นน้ำ 48 สมศรัทธา 28 ป่าไม้ 47 สมสีลา 28 สมาธิ 39, 39, 40, 51, ปิยวาจา 23 54 ปุคคลัญญุตา 32 สมานัตตตา 23 พยาบาท 52 สมุทัย 14 พรหมจารี 42 พรหมวิหาร4 17, 22, สังคหวัตถุ4 17, 22, 24 23, 24 สัจจะ 22 สัญชาตญาณ 5 พระอรหันต์ 44 สัปปายการี 41 พัฒนา 30

56

สัปปายมัตตัญญุตา 41 สัปปุริสธรรม7 32, 34, 54 สัมมาทิฏฐิ 49 สารอนินทรีย์ 47 สุภนิมิต 37 หน้าที่ 10, 12 เหตุปัจจัย 5 อนัตตา 7 อนิจจัง 7 อนุรักษ์ 30 อบายมุข6 19 อภิญญา 52 อริยมรรค 14, 15 อริยสัจ 14, 54 อัตตัญญุตา 31 อัตถจริยา 23 อัตถัญญุตา 31 อายุวัฒนธรรม5 41, 45 อาศรม4 15, 18 อาศรมคฤหัสถ์ 16, 17 อาศรมพรหมจรรย์ 16, 17 อาศรมวนปรัสถ์ 17 อาศรมสันยาสี 18 อิทธิบาท4 17, 23 อุดมคติ 14, 15, 21, 50 อุตุนิยาม 45 อุทธัจจะกุกกุจจะ 52 อุเบกขา 23 อุปาทานขันธ์ 14


รายชือ่ หนังสือทีไ่ ด้จดั พิมพ์มาแล้วของผูเ้ รียบเรียง พ.ศ. 2548 “ความหมายคุณธรรม จริยธรรม จรรยาบรรณ และการพัฒนาชีวติ ที่ สมบูรณ์แบบ”

พ.ศ. 2549 “ความพอเพียง คือทางรอด ของมนุษย์และสังคม”

พ.ศ. 2550 “หลักธรรมพืน้ ฐานที่ ชาวพุทธพึงรู”้

พ.ศ. 2551 “คูม่ อื บัณฑิตของแผ่นดิน”

พ.ศ. 2552 “คูม่ อื ปัญญา ใน พระพุทธศาสนา”

พ.ศ. 2553 “ปฏิจจสมุปบาท ฉบับ วิเคราะห์-สังเคราะห์”

พ.ศ. 2554 “สติปฏั ฐาน 4 ฉบับ วิเคราะห์-สังเคราะห์”

พ.ศ. 2555 “อริยสัจสำหรับทุกคน”

พ.ศ. 2556 “ความสุขทุกมิติ ตามหลักพระพุทธศาสนา”

57


ท้ายเล่ม เมือ่ พลิกมาถึงหน้าสุดท้ายนี้ ท่านผูอ้ า่ นก็คงจะพบแล้วว่า ชีวติ มนุษย์นน้ั จะว่าสัน้ ก็สน้ั จะว่ายาวก็ยาว ขึน้ อยูว่ า่ จะเป็นผูท้ อ่ี ยูอ่ ย่างสุขหรืออย่างทุกข์ เหตุปจั จัยสำคัญก็คอื ”ปัญญา”ทีจ่ ะแก้ไขประคับประคองชีวติ ให้ดำเนินไปอย่างทีค่ วรอยูค่ วรเป็น หนังสือชีวติ ติดปัญญาเล่มนี้ ได้ให้แนวทางสำคัญในการดำเนินไปของชีวติ ได้เป็นอย่างดี อันเป็นผลมาจากความตัง้ ใจของท่านผูเ้ ขียนทีจ่ ะสร้างหนทางสุข แก่นสิ ติ นักศึกษา และประชาชนผูส้ นใจทัว่ ไป ด้วยการใช้ ชีวติ ติดปัญญา กรรชิต จิตระทาน ผูอ้ ำนวยการสำนักบริหารศิลปวัฒนธรรม หวังว่าทุกท่านทีไ่ ด้เปิดอ่านหนังสือเล่มนีม้ าจนถึงหน้าสุดท้าย จะพบว่าหลักพระพุทธศาสนานัน้ เป็นของทีท่ นั สมัยอยูเ่ สมอ

58


Turn static files into dynamic content formats.

Create a flipbook
ชีวิตติดปัญญา by Chulalongkorn University - Issuu